"หม่อมฉันเพียงแต่วิตกว่า... กลิ่นกำยานผ่อนคลายกลิ่นนี้ หากใช้ติดต่อกันนานวันเข้า เกรงว่าจะทำให้พระวรกายของพระองค์อ่อนล้าโดยไม่รู้ตัวเพคะ"
สุ้มเสียงของหลินฟางเซียนราบเรียบราวกับผิวน้ำในบึงใหญ่ ทว่าแววตากลับทอประกายระยับดั่งเกล็ดหิมะต้องแสงยามสนธยา นางย่อกายลงถวายความเคารพอย่างงดงามไร้ที่ติ อาภรณ์ไหมปักลายหงส์เพลิงสีชาดทอดตัวแนบไปกับพื้นหินอ่อนขัดมันวาว สะท้อนภาพความเย่อหยิ่งและสง่างามที่แม้แต่สนมเอกยังต้องเบือนหน้าหนีด้วยความริษยา
ภายในตำหนักบูรพาอันโอ่อ่า กลิ่นหอมหวานอวลของบุปผชาติผสมผสานกับควันกำยานราคาแพงลอยอลวนจนแทบหายใจไม่ออก บนแท่นประทับสูงสุด ฮองเฮาอู่ซื่อผู้ทรงอำนาจและงดงามราวกับปีศาจจำแลงแย้มพระสรวลน้อยๆ ดวงพักตร์ที่ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานแต่ยังคงความสะคราญโฉมทอดมองหญิงสาวเบื้องล่างด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ ราวกับเหยี่ยวที่กำลังมองดูหนูตัวน้อยที่วิ่งเข้าหาปากหลุมพรางด้วยความสมัครใจ
"เจ้าว่าอย่างไรนะ... ฟางเซียน?" ฮองเฮาตรัสด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มน่าฟัง แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจกดดันที่ทำให้นางกำนัลตัวสั่นเทา "กำยานสำรับนี้เป็นของวิเศษที่องค์ชายจ้าวเหวินทรงสรรหามาถวายเราด้วยพระองค์เองเชียวนะ เหตุใดเจ้าจึงกล่าวหาว่ามันมีพิษภัยเล่า หรือว่า... เจ้ามีความรู้เรื่องสมุนไพรลึกล้ำเสียยิ่งกว่าหมอหลวงประจำราชสำนัก?"
คำถามนั้นเปรียบเสมือนคมดาบที่ซ่อนอยู่หลังแพรไหม หากตอบไม่ดี ศีรษะบนบ่าคงหลุดร่วงในชั่วพริบตา ทว่าหลินฟางเซียนหาใช่เด็กสาวไร้เดียงสาในอดีต นางแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่เคลือบไว้ด้วยยาพิษแห่งความแค้นที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งให้มอดไหม้
"หม่อมฉันมิกล้าบังอาจเพคะ... เพียงแต่ตระกูลหลินของหม่อมฉันเคยศึกษาตำรายาโบราณจากดินแดนโพ้นทะเล กำยานสำรับนี้แท้จริงแล้วมีส่วนผสมของ 'บุปผาพันราตรี' แม้จะช่วยให้จิตใจสงบและหลับใหลอย่างเป็นสุขในยามค่ำคืน แต่หากสูดดมติดต่อกันเกินเจ็ดวัน จะทำให้ธาตุไฟในกายแปรปรวน ชีพจรติดขัด และที่สำคัญที่สุด..." ฟางเซียนเว้นจังหวะเล็กน้อย ช้อนสายตาขึ้นสบกับพระเนตรของฮองเฮาตรงๆ "มันจะทำให้ผู้เสวยสูญเสียความสามารถในการมีทายาทไปตลอดกาลเพคะ"
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศภายในตำหนักพลنينเงียบกริบลงทันที เสียงลมหายใจของนางกำนัลที่คุกเข่าอยู่ด้านนอกราวกับขาดหายไป
ฮองเฮาอู่ซื่อทรงชะงัก พระหัตถ์ที่กำลังประคองถ้วยชาหยกขาวถึงกับสั่นน้อยๆ ดวงเนตรหรี่แคบลงอย่างอันตราย รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากพระวรกายจนแทบจับต้องได้ องค์ชายจ้าวเหวิน... บุตรชายผู้ที่นางรักและหมายมั่นปั้นมือให้ครองบัลลังก์ กล้าส่งสิ่งนี้มาให้พระนางงั้นหรือ? หรือว่าข่าวลือเรื่องการชิงอำนาจในหมู่ราชนิกุลจะเป็นความจริง?
"เจ้าช่างกล้านัก... หยิบยกเรื่องราชวงศ์มาพูดจาเหลိုးไหล หากเราสืบรู้ว่าเจ้ากุเรื่องขึ้นมาเพื่อใส่ร้ายองค์ชาย..." ฮองเฮาตรรัสเสียงเยียบเย็น
"หม่อมฉันเอาชีวิตของสกุลหลินเป็นเดิมพันเพคะ" ฟางเซียนตอบรับทันควัน น้ำเสียงหนักแน่นมั่นคงไร้ความหวาดกลัวแม้แต่น้อย นางก้าวเข้าไปใกล้แท่นประทับอีกก้าวหนึ่งอย่างถือวิสาสะ ทว่าด้วยท่าทีที่นอบน้อมจนหาข้อติไม่ได้ "และเพราะหม่อมฉันเห็นแก่ความปลอดภัยของพระองค์ ต่างหาก... หม่อมฉันจึงเลือกที่จะมา 'กระซิบ' เรื่องนี้เพียงลำพัง แทนที่จะปล่อยให้มันกลายเป็นชนวนเหตุให้พระองค์ต้องทรงพระทักษิณาร่วมกับผู้ไม่หวังดี"
ฮองเฮาจ้องมองสตรีเบื้องล่างเนิ่นนาน สมองของมารดาแผ่นดินกำลังประมวลผลอย่างรวดเร็ว หญิงสาวผู้นี้เพิ่งสูญเสียอำนาจในตระกูลไปไม่นาน เหตุใดจึงกล้าเอาตัวเข้ามาพัวพันกับวังวนแห่งอำนาจในตำหนักบูรพา? นางต้องการสิ่งใดกันแน่? เงินทอง? ยศถาบรรดาศักดิ์? หรือว่า... อำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่า?
"เจ้าต้องการอะไร, หลินฟางเซียน?" ฮองเฮาตรรัสถามตรงๆ ในที่สุด ทรงเลิกเล่นเกมซ่อนหา
ฟางเซียนก้มลงคำนับอีกครั้ง รอยยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นที่มุมปากภายใต้เงาของศีรษะที่ก้มต่ำ ไม่มีใครได้เห็นแววตาที่ลุกโชนไปด้วยไฟแค้นในวินาทีนั้น
"หม่อมฉันเพียงแต่ต้องการความยุติธรรม... และอยากเป็น 'เงา' ที่คอยปกป้องพระองค์จากศัตรูที่แท้จริง เพคะ"
ในขณะเดียวกัน ณ ตำหนักอ๋องเฉินอี้เฟย บุรุษผู้กุมบังเหียนกองทัพประทับนิ่งอยู่หน้าโต๊ะทรงอักษร สายตาคมกริบจับจ้องไปยังแผนที่แคว้นที่ถูกกางไว้ องครักษ์เงาก้าวเข้ามาคุกเข่ารายงานด้วยท่าทางเร่งร้อน
"ทูลท่านอ๋อง... พระชายา (ในนาม) เสด็จเข้าไปในตำหนักบูรพาและเข้าเฝ้าฮองเฮาเป็นการส่วนตัวพ่ะย่ะค่ะ เกรงว่า..."
เฉินอี้เฟยยกมือขึ้นห้ามคำพูดขององครักษ์ ดวงเนตรสีนิลฉายแววครุ่นคิดลึกซึ้ง มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูและความหวาดหวั่นระคนกัน
"ปล่อยให้นางเล่นเกมของนางไป..." อ๋องหนุ่มตรรัสด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงความหนักแน่นดั่งขุนเขา "นางไม่ใช่ลูกนกปีกหักที่รอความช่วยเหลือ... นางคือหงส์เพลิงที่ฟื้นคืนจากกองเพลิงต่างหากล่ะ"
เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินไปที่ริมหน้าต่าง มองทอดพระเนตรไปยังทิศทางของตำหนักบูรพาที่ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเลือด ยามที่ดวงอาทิตย์อัสดง ลมหนาวพัดผ่านเข้ามาปะทะใบหน้า ทว่าหัวใจของเขากลับร้อนรุ่มด้วยความเป็นห่วง
ที่ตำหนักบูรพา ฮองเฮาทรงพระสรวลออกมาเสียงดังลั่น ตำหนักกว้างสะท้อนเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความสะใจและความเหี้ยมเกรียม พระนางทรงยื่นพระหัตถ์ออกไปแตะที่ปลายคางของหลินฟางเซียน บังคับให้นางเงยหน้าขึ้นสบตา
"ดี... ดีมาก! ในเมื่อเจ้าฉลาดและกล้าหาญถึงเพียงนี้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าคือแขกคนสำคัญของตำหนักบูรพา..." ฮองเฮาตรรัสด้วยแววตาพึงพอใจ "ดื่มน้ำจอกนี้เพื่อเป็นพยานในการร่วมมือของเราเสีย"
นางกำนัลคนสนิทรีบยกถาดเงินที่มีจอกสุราสีมรกตส่งถวายให้ฮองเฮา พระนางทรงรับมาแล้วยื่นส่งให้ฟางเซียนด้วยพระองค์เอง สุรากลิ่นหอมหวลแต่กลับส่งไอเย็นเยียบทะลวงเข้ากระดูกดำ
หลินฟางเซียนจ้องมองจอกสุราในพระหัตถ์ของฮองเฮา รอยยิ้มที่เคลือบยาพิษปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของนางอีกครั้ง นางรู้ดีว่าในจอกนี้ไม่ได้มีแค่สุราต้อนรับ แต่มันคือบททดสอบสุดท้าย... ว่านางจะกล้าดื่มยาพิษเพื่อก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของการแก้แค้นหรือไม่
นางยื่นมืออันเรียวงามออกไปรับจอกสุรานั้นไว้ ปลายนิ้วสัมผัสกับพระหัตถ์ของฮองเฮาชั่วครู่ ดวงตาทั้งสองคู่ประสานกันโดยไม่มีใครยอมหลบตา
ฟางเซียนสูดลมหายใจเข้าลึก
นางยกจอกสุราขึ้นจรดริมฝีปาก ทว่าในวินาทีที่กำลังจะเทของเหลวสีมรกตลงคอ เสียงทุ้มกังวานและทรงอำนาจก็ดังทะลุประตูตำหนักเข้ามาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย!
"ช้าก่อน... สุราจอกนี้ เกรงว่าพระชายาคงดื่มไม่ได้"
ร่างสูงสง่าในชุดคลุมปักลายมังกรเงินของอ๋องเฉินอี้เฟย ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า ท่ามกลางความตกตะลึงของฮองเฮาและนางกำนัลทั้งตำหนัก พระหัตถ์หนาคว้าข้อมือของฟางเซียนไว้แน่น ดึงจอกสุราออกจากริมฝีปากของนางในเสี้ยววินาทีที่เฉียดตาย!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกเกมแค้นไปกับฟางเซียนนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
หมากกระดานเลือด: จารึกใหม่ใต้เงาสวรรค์•ตอนที่ 18
รอยยิ้มที่เคลือบยาพิษ
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานเลือด: จารึกใหม่ใต้เงาสวรรค์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!