กลิ่นอายของโอสถเม็ดวายุหยกยังคงลอยอวลอยู่ภายในห้องปรุงยาอันเงียบสงบ ทว่าความนิ่งงันในยามนี้กลับมิใช่ความสงบสุข หากแต่เป็นความอึดอัดที่ถูกถักทอขึ้นจากเศษเสี้ยวของความเคลือบแคลงสงสัย
มู่หรงเฉินยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าเตาหลอมโอสถอัคคีทมิฬ มือเรียวยาวที่ผ่านการควบคุมเพลิงสวรรค์มานับศตวรรษกำลังบรรจงเก็บสมุนไพรวิญญาณลงในหีบหยกอย่างเชื่องช้า ทว่าหางตากลับไม่เคยละไปจากเงาร่างบางที่กำลังก้มๆ เงยๆ จัดการกับกองฟืนวิญญาณที่มุมห้องเลยแม้แต่น้อย
ไป๋หลาน... ศิษย์ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยคิดว่าเข้าใจนางทะลุปรุโปร่ง วันนี้กลับคล้ายกับภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นจากหมอกครามแห่งหุบเขาไร้รัก
ดวงตาหงส์คู่นั้นกะพริบถี่ผิดปกติ ยามที่นางหยิบหญ้าวิญญาณเก้าอัคคีขึ้นมา ปลายเรียวนิ้วของนางสั่นเทาเล็กน้อยโดยธรรมชาติของคนที่มีความลับในใจ ท่าทางเช่นนี้อาจรอดพ้นจากสายตาของผู้อาวุโสทั่วไปในสำนักเซียนเมฆาอัคคี แต่สำหรับมู่หรงเฉิน ผู้ซึ่งใช้ชีวิตอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเป็นความตายและกฎเกณฑ์อันเข้มงวด ความผิดเพี้ยนเพียงเล็กน้อยนี้ย่อมชัดเจนราวกับรอยหมึกดำบนกระดาษขาว
"เจ้าจัดสมุนไพรผิดกองแล้ว ไป๋หลาน"
น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบราวกับผิวน้ำในบึงลึกเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันภายในห้องจนร่างบางสะดุ้งสุดตัว
ไป๋หลานชะงักค้าง มือที่กำลังถือหญ้าวิญญาณเก้าอัคคีหยุดนิ่งสนิท นางค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา รอยยิ้มบางเบาที่ถูกปั้นแต่งขึ้นมาเพื่อปกปิดความตื่นตระหนกฉาบอยู่บนใบหน้าอย่างรวดเร็ว
"ศิษย์... ศิษย์เพียงแต่เหม่อลอยไปครู่เดียวเจ้าค่ะ อาจารย์โปรดอภัย" นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้มั่นคงที่สุด ทว่าแววตาที่ไหววูบในเสี้ยววินาทีนั้นกลับไม่สามารถรอดพ้นจากเนตรญาณของปรมาจารย์โอสถผู้เยือกเย็นไปได้
มู่หรงเฉินมิได้เอ่ยคำใดต่อ เขาค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเข้ามาใกล้ทีละก้าว เสียงฝีเท้าที่กระทบกับพื้นหินหยกดังสะท้อนก้องกังวาน ราวกับเสียงนาฬิกาแห่งโชคชะตาที่กำลังนับถอยหลัง ทุกย่างก้าวของเขาแผ่ไอปราณกดดันอันทรงพลังออกมาโดยไม่รู้ตัว ปราณเย็นเยียบระดับหลอมรวมวิญญาณแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วบริเวณ จนอากาศภายในห้องราวกับจะแข็งตัว
"เหม่อลอยงั้นหรือ?" มู่หรงเฉินหยุดยืนห่างจากนางเพียงแค่คืบ กลิ่นอายบุรุษอันคุ้นเคยและน่าสะพรึงกลัวแผ่เข้าโอบล้อมร่างของนางไว้ "ตั้งแต่เมื่อวานที่เจ้ากลับมาจากหน้าผาไร้ตะวัน ชีพจรของเจ้าก็ปั่นป่วน ไอปราณในร่างโคจรผิดทิศทาง ทั้งที่เจ้าควรจะทะลวงสู่ขอบเขตแก่นแท้ขั้นที่สามได้แล้ว เหตุใดรากฐานพลังของเจ้าจึงยังคงติดขัดอยู่เช่นนี้... หรือว่า เจ้ากำลังซ่อนเร้นวิชาอันใดไว้?"
หัวใจของไป๋หลานกระตุกวูบ ความทรงจำอันเจ็บปวดในชาติภพก่อนหลั่งไหลย้อนกลับมาในสมองราวกับกระแสน้ำเชี่ยวกราก ภาพของคมกระบี่ที่ทะลวงผ่านอกโดยน้ำมือของชายผู้นี้ยังคงแจ่มชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน นัยน์ตาคู่ที่เคยเต็มไปด้วยความเคารพรัก บัดนี้กลับฉายแววชิงชังและตื่นตระหนกปะปนกันอย่างซับซ้อน
นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาโดยตรง ไม่ยอมหลบสายตาคมกริบดั่งใบมีดนั้นอีกต่อไป
"อาจารย์ระแวงศิษย์เช่นนั้นหรือคะ?" ไป๋หลานแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ ซ่อนเร้นความขมขื่นเอาไว้ใต้รอยยิ้มเย้ยหยัน "ศิษย์เป็นเพียงเด็กสาวคนหนึ่งที่ท่านเก็บมาฝึกวิชา เพื่อหวังใช้เป็นหมากตัวหนึ่งในค่ายกลโอสถสวรรค์... ไฉนเลยจะมีปัญญาไปฝึกวิชาลับอันใดเพื่อต่อต้านสำนักเล่า"
คำพูดนั้นแหลมคมรา과เข็มเงิน ทว่ามู่หรงเฉินกลับไม่แสดงความโกรธเกรี้ยวออกมาแม้แต่น้อย เขายังคงจ้องมองนางด้วยแววตาที่ลุ่มลึกและยากจะหยั่งถึง มือหนายื่นออกไปช้าๆ ปลายนิ้วแตะลงที่ชีพจรบริเวณข้อมือเรียวของนางโดยไม่เปิดโอกาสให้หลบหนี
ทันทีที่สัมผัสโดน ไป๋หลานสะท้านเฮือก พยายามจะดึงมือกลับ ทว่าถูกแรงปราณมหาศาลตรึงไว้แน่น
มู่หรงเฉินหลับตาลงสัมผัสกระแสพลังภายในร่างของนาง คิ้วกระบี่ขมวดเข้าหากันแน่นขึ้นเรื่อยๆ ปราณในร่างของไป๋หลานมิได้ผิดปกติธรรมดา แต่มันมีร่องรอยของ "เคล็ดวิชาโลหิตกลืนวิญญาณ" ซึ่งเป็นวิชาต้องห้ามของพรรคมารที่สูญหายไปนานนับร้อยปี!
*วิชามารเช่นนี้ เหตุใดศิษย์สายตรงของสำนักเซียนเมฆาอัคคีจึงครอบครอง? หรือว่านางมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มเงาทมิฬที่คอยก่อกวนยุทธภพอยู่ในขณะนี้จริงๆ?*
ความคิดมากมายหลั่งไหลเข้ามาในหัวของมู่หรงเฉิน เขาลืมตาขึ้น นัยน์ตาสสีนิลคู่นั้นลẫกกราวกับเหวไร้ก้น ฉายแววผิดหวังและระแวงแคลงใจระลอกใหญ่
"เจ้าไปเอาเคล็ดวิชานี้มาจากไหน?" น้ำเสียงของเขาเยียบเย็นลงจนติดลบ บรรยากาศรอบตัวกดดันจนไป๋หลานแทบหายใจไม่ออก
ในจังหวะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด และมู่หรงเฉินกำลังจะเอ่ยปากคาดคั้นความจริงทั้งหมด
*ตึง!*
เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวจากตำหนักนอกดังสะเทือนเลื่อนลั่น แรงสั่นสะเทือนรุนแรงจนเตาหลอมโอสถสั่นกระเทือน ไอปราณสีดำสนิทพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องนภา ย้อมหมู่เมฆยามอัสดงให้กลายเป็นสีเลือดชั่วพริบตา!
พร้อมกันนั้น เสียงหัวเราะเยือกเย็นอันคุ้นเคยและน่าสะพรึงกลัวก็ดังแว่วมาจากความมืดเบื้องนอก ดังก้องกังวานผ่านกำแพงค่ายกลปกป้องสำนักเข้ามาถึงในห้องปรุงยา
"ฮ่าๆๆๆ... ปรมาจารย์มู่หรง เจ้ายังมัวแต่สอบสวนศิษย์ตัวน้อยของเจ้าอยู่อีกหรือ? จงดูให้ดีเถิดว่า ใครกันแน่คือหนอนบ่อนไส้ที่แท้จริงในสำนักของเจ้า!"
มู่หรงเฉินผละมือออกจากไป๋หลานในทันที นัยน์ตาสีนิลหันขวับไปมองยังทิศทางของตำหนักใหญ่ ประกายกระบี่ในดวงตาเปล่งประกายวาวโรจน์ด้วยจิตสังหารอันรุนแรง
ทว่า... เมื่อเขากลับหันมามองไป๋หลานอีกครั้งเพื่อจะเอ่ยคำสั่ง ร่างบางของนางกลับหายไปจากจุดนั้นอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงเศษกระดาษยันต์อัคคีที่กำลังมอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านบนพื้น พร้อมกับกลิ่นอายประหลาดที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง...
กลิ่นอายเดียวกับผู้สังหารรองเจ้าสำนักเมื่อสามปีก่อน!
"ไป๋หลาน..." มู่หรงเฉินพึมพำชื่อนั้นออกมาเบาๆ ขณะที่กระบี่อัคคีสวรรค์ข้างกายเริ่มสั่นสะท้อนรับจิตสังหารที่ระเบิดออกอย่างบ้าคลั่ง
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและบททดสอบจิตใจอันล้ำลึกนี้ร่วมกันนะครับ – เพลิงโอสถสวรรค์
เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้หลงทิศ•ตอนที่ 12
นัยน์ตาที่ซ่อนความนัย
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้หลงทิศ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!