"ถอยไปซะ! ไป๋หลาน..."
น้ำเสียงของมู่หรงเฉินต่ำทุบดุจหินผาถล่ม แต่แฝงไว้ด้วยความระอุของไอร้อนที่พวยพุ่งจากตันtian (จุดตันเถียน) เปลวเพลิงสีครามเข้มกลุ่มหนึ่งลอยวนอยู่รอบฝ่ามือของเขา รัศมีกดดันระดับปราชญ์ขั้นสูงแผ่ขยายออกไปจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น
เบื้องหน้าของเขาทั้งสองคือความมืดมิดอันน่าสะพรึงกลัวของหุบเขาอัสนีบาต สัตว์อสูรบรรพกาลนาม "ราชันพยัคฆ์มังกรอัคคี" กำลังคำรามก้องฟ้า แผ่กลิ่นอายสังหารที่รุนแรงจนศิษย์ในสำนักหลายคนกระร่อนกระร่ากระอักเลือดล้มลงไปกองกับพื้น มันไม่ใช่สัตว์อสูรธรรมดา แต่เป็นอสูรกลายพันธุ์ที่ถูกปลุกขึ้นด้วยค่ายกลมารลึกลับ หวังทำลายรากฐานของสำนักกระบี่เมฆาคล้อยในค่ำคืนนี้
ไป๋หลานไม่ถอย นางตวัดสายตาคมกริบมองอาจารย์ผู้เย็นชา ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวสะบัดพริ้วตามแรงลมปราณ กระบี่หยกโลหิตในมือสั่นระริกส่งเสียง "กริ๊ง" กังวานดุจเสียงกระดิ่งแห่งความตาย
"ศิษย์ทรยศผู้นี้ไม่มีวันถอยห่างจากท่าน... อาจารย์" ไป๋หลานกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่นัยน์ตาคู่นั้นกลับฉายแวววับวาวที่ซับซ้อนเกินกว่าจะหยั่งถึง "ในเมื่อท่านต้องการพิสูจน์ว่าข้าไร้ค่า เหตุใดไม่ลองดูว่า 'กระบี่ไร้ใจ' ของท่าน กับ 'โลหิตพิฆาต' ของข้า สิ่งใดจะแผดเผาร่างของสัตว์อสูรตัวนี้ให้กลายเป็นจุลได้เร็วกว่ากัน"
มู่หรงเฉินขมวดคิ้วมุ่น หัวใจของเขาไหววูบชั่วขณะ ความรู้สึกผิดบาปในอดีตชาติที่ยังคงตามหลอกหลอนผุดขึ้นมาดั่งเงาทมิฬ เขามองดวงตาของนาง ดวงตาที่เต็มไปด้วยความแค้น ความเจ็บปวด และคำถามที่ยังไม่เคยได้รับคำตอบ นางหวนคืนกลับมาเพื่อชำระสะงั้น แต่ในยามวิกฤตนี้ นางกลับเลือกที่จะยืนหยัดเคียงข้างเขาเผชิญหน้ากับหายนะ แทนที่จะฉวยโอกาสลงมือแทงข้างหลัง
"เจ้าเด็กโง่..." มู่หรงเฉินเค้นเสียงลอดไรฟัน "ศัตรูเบื้องหน้าแข็งแกร่งเกินกว่าที่ขอบเขตหลอมรวมวิญญาณของเจ้าจะรับมือไหว อย่าเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่เพียงเพราะต้องการประชดประชันข้า!"
"ชีวิตของข้า... ท่านเป็นผู้กำหนดมันตั้งแต่แรกมิใช่หรือ?" ไป๋หลานแค่นหัวเราะเยือกเย็น ก่อนที่ร่างของนางจะพุ่งทะยานออกไปดุจสายประทีปสีโลหิต กระบี่ในมือวาดลวดลายอักขระเซียนกลางอากาศ แสงสีแดงฉานสว่างวาบตัดผ่านความมืดมิด ก่อเกิดเป็นค่ายกลกระบี่ดารากลืนกินแสงสว่าง พุ่งเข้าปะทะกับกรงเล็บอัคคีของราชันพยัคฆ์มังกรอย่างไม่เกรงกลัวความตาย
ตูม! แรงระเบิดจากการปะทะสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งยอดเขา ปราณกระบี่และไอร้อนระอุแผ่ซ่านทำลายแนวป่าจนราบเป็นหน้ากลอง ไป๋หลานกระเด็นถอยหลังไปสามก้าว มุมปากของนางมีโลหิตสีชาดไหลรินลงมาหยดหนึ่ง แต่นางกลับยิ้มเยาะอย่างท้าทาย
มู่หรงเฉินเห็นดังนั้น โทสะและความห่วงใยที่ถูกกดทับไว้ลึกสุดใจก็ระเบิดออกมา
"บัง1อาจนัก!"
ปรมาจารย์โอสถสะบัดแขนเสื้อขวา เพลิงโอสถสวรรค์สีครามบริสุทธิ์พวยพุ่งออกจากฝ่ามือ รวบรวมพลังฟ้าดินทั้งหมดเข้ามาหลอมรวมกับกระบวนท่า เปลวเพลิงนี้ไม่ใช่ไฟธรรมดา แต่มันคือไฟที่สามารถเผาผลาญได้แม้กระทั่งวิญญาณและความทรงจำ
"ไป๋หลาน... หากเจ้าอยากสู้เคียงข้างข้าถึงเพียงนี้ ก็จงดูให้เต็มตาว่า 'เพลิงโอสถผสานกระบี่' ที่แท้จริงนั้นเป็นเช่นไร!"
มู่หรงเฉินประสานอินทร์มืออย่างรวดเร็ว ปราณกระบี่ไร้ใจที่หลับใหลในตันเถียนถูกดึงออกมาผสานเข้ากับเพลิงโอสถสวรรค์ เกิดเป็นศรเพลิงรูปมังกรครามตัวมหึมา ไอร้อนแผดเผาจนหินผาละลายกลายเป็นลาวา อุณหภูมิรอบบริเวณพุ่งสูงขึ้นจนเหล่านิสิตสำนักต่างต้องถอยร่นออกไปนับร้อยลี้เพื่อหลบเลี่ยงไอร้ำไอร้อนที่แผดเผา
"ประสานวิถี... สยบปฐพี!"
เสียงคำรามของมู่หรงเฉินดังกึกก้อง ศรเพลิงมังกรครามพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วเหนือแสง มันพุ่งตรงเข้าใส่ร่างของราชันพยัคฆ์มังกรอัคคีที่กำลังอ้าปากคำรามเตรียมพ่นคลื่นเพลิงทำลายล้าง
ในวินาทีวิกฤตนั้นเอง ไป๋หลานอาศัยจังหวะที่สัตว์อสูรถูกดึงดูดความสนใจด้วยศรเพลิงของอาจารย์ นางสะบัดกระบี่โลหิตพุ่งทะยานขึ้นสู่กลางอากาศ ร่างของนางหมุนวนสามรอบ กลายเป็นพายุโลหิตพุ่งตรงเข้าจุดตายบริเวณกลางหน้าผากของราชันพยัคฆ์มังกร ซึ่งเป็นจุดอ่อนเดียวของมันที่นางมองเห็นจากความทรงจำในชาติก่อน
"รับวิชาของข้าเสีย! กระบี่โลหิต... ทะลวงวิญญาณ!"
คมกระบี่อาบด้วยปราณโลหิตแทรกซึมผ่านเกล็ดอัคคีอันแข็งแกร่งเข้าไปได้อย่างแม่นยำ พร้อมๆ กับที่ศรเพลิงมังกรครามของมู่หรงเฉินพุ่งเข้าชนร่างของมันอย่างจัง เกิดแสงสว่างวาบเจิดจ้าจนทุกคนต้องหลับตา เสียงกรีดร้องโหยหวนของสัตว์อสูรบรรพกาลดังสะท้านสะเทือนฟ้าดิน ก่อนที่ร่างมหึมานั้นจะแตกสลายกลายเป็นละอองแสงสีทองโปรยปรายลงมาดุจหิมะ
ความเงียบงันเข้าปกคลุมหุบเขาอัสนีบาตอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนของศิษย์ทั้งสอง
มู่หรงเฉินยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้า ละอองแสงสีทองสะท้อนลงบนใบหน้าหล่อเหลาที่เย็นชาแต่มีหยาดเหงื่อซึมตามไรผม เขามองไปยังร่างของไป๋หลานที่ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น กระบี่ในมือหลุดร่วงลงกระทบพื้นหินเสียงดังเคร้ง โลหิตสีสดไหลอาบย้อมอาภรณ์สีขาวของนางจนน่าเวทนา
มู่หรงเฉินก้าวเดินเข้าไปช้าๆ ไอปราณรอบตัวผ่อนคลายลง เขาคุกเข่าลงข้างกังวล เอื้อมมือออกไปหวังจะแตะชีพจรของนางเพื่อตรวจสอบอาการบาดเจ็บ แต่นายหญิงน้อยแห่งสำนักกระบี่กลับปัดมือเขาออกอย่างไม่ไยดี
"อย่ามาแตะต้องตัวข้า..." ไป๋หลานเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำจ้องมองเขาด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก ทั้งรัก ทั้งชัง ทั้งตัดพ้อ "ท่านช่วยข้าไว้... หรือท่านแค่กลัวว่าถ้าข้าตายไป ท่านจะไม่มีใครให้ลงทัณฑ์ตามกฎสำนักกันแน่... อาจารย์?"
มู่หรงเฉินชะงักมือค้างกลางอากาศ หัวใจของเขาเจ็บแปลบราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง เขาขยับริมฝีปากจะเอ่ยคำใดออกมา แต่ทว่า...
ฉับพลันนั้นเอง ท้องฟ้ายามราตรีที่ควรจะสงบกลับมืดครึ้มลงอีกครั้ง เมฆสีดำสนิทก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วดุจหมึกหยดลงในน้ำ สายฟ้าสีทองคำขนาดมหาสมุทรฟาดผ่าลงมาตรงกลางระหว่างพวกเขาทั้งสอง รัศมีปราณกดดันระดับ "ราชันเซียน" ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าราชันพยัคฆ์มังกรนับร้อยเท่าแผ่พุ่งลงมาจากเบื้องบน
เงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิท ปิดบังใบหน้าด้วยหน้ากากกระบี่โลหิต ปรากฏกายขึ้นบนยอดผาสูงชัน เสียงหัวเราะแหบพร่าดุจเสียงเสียดสีของโลหิตและกระดูกดังขึ้นทำลายความเงียบ
"ช่างเป็นการร่วมมือที่น่าประทับใจเสียจริง... ปรมาจารย์มู่หรง และศิษย์รักผู้ฟื้นคืนชีพ" เสียงนั้นก้องกังวานบาดแก้วหู "น่าเสียดายที่พวกเจ้าสองคน... ไม่มีโอกาสได้สะสางความแค้นกันในชาตินี้อีกแล้ว เพราะวันนี้... คือวันตายของพวกเจ้าทั้งคู่!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและบททดสอบจิตใจอันล้ำลึกนี้ร่วมกันนะครับ
เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้หลงทิศ•ตอนที่ 7
เมื่อกระบี่ไร้ใจผสานไอโอสถ
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนโอสถไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้หลงทิศ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!