เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์•ตอนที่ 4

บทสนทนาท่ามกลางความเงียบ

ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
"คุณช่วยกรุณา... เอาหน้าออกไปจากซอกคอผมก่อนได้ไหมครับกรณ์" น้ำเสียงของเลขาหนุ่มไม่ได้สั่นเครือด้วยความตกใจอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันราบเรียบและเย็นเยียบเสียจนอุณหภูมิในห้องทำงานส่วนตัวของปราชญ์ดิ่งฮวบลงราวกับติดติดลบ ข้อมูลรายงานงบประมาณการบูรณะในแฟ้มเอกสารหนาเตอะถูกปิดฉบับลงด้วยแรงกระแทกเบา ๆ แต่มั่นคง กรณ์ เลขาหนุ่มผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเนี๊ยบและสายตาคมก్రిบราวกับสแกนเนอร์ ยืนนิ่งสนิทอยู่หน้าประตูบานใหญ่ที่เปิดค้างไว้ สองตากะพริบปริบ ๆ มองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่สมองยังประมวลผลไม่ทัน กลางห้องเซฟเฮาส์ที่ควรจะมีแค่แบบแปลนสถาปัตยกรรมและกลิ่นสีน้ำมัน ปราชญ์ สถาปนิกหนุ่มผู้เคร่งขรึมและไม่เคยมีข่าวเสียหายกับใคร กำลังอยู่ในท่าทางที่ 'หมิ่นเหม่' ต่อศีลธรรมอันดีงามในวงการวิชาชีพอย่างยิ่งยวด มือข้างหนึ่งของปราชญ์ยังคงยันขอบโต๊ะทำงานไว้เพื่อค้ำยันร่าง ส่วนริน ช่างบูรณะงานศิลป์จอมกวนประสาทที่เปื้อนคราบสีอะคริลิกติดแก้ม กลับถูกต้อนให้อยู่ในวงแขนโดยมีแผ่นหลังแนบติดกับชั้นหนังสือไม้สัก ระยะห่างระหว่างคนทั้งคู่เมื่อครู่... ห่างกันแค่ลมหายใจกั้น "อ่า... คือว่า มันมีฝุ่นติดเสื้อเขาน่ะกรณ์" ปราชญ์กระแอมไอมือหนึ่ง สีหน้าที่มักจะนิ่งสงบราหูอมจันทร์กลับมีริ้วรอยความกระอักกระอ่วนฉาบขึ้นอย่างรวดเร็ว เขารีบผละตัวออกจากรินทันทีราวกับถูกไฟลวก จัดสูทสีเข้มของตัวเองให้เข้าที่ด้วยท่าทางที่พยายามรักษาฟอร์มความเป็นเจ้านายให้มากที่สุด "คุณมีธุระด่วนอะไร ถึงพรวดพราดเข้ามาโดยไม่เคาะประตู" กรณ์เลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้นสูง แววตาหลังกรอบแว่นทรงเหลี่ยมฉายแววรู้ทันอย่างปิดไม่มิด เขากวาดสายตามองปราชญ์สลับกับรินที่กำลังยกมือขึ้นเกาแก้มแก้เก้อพลiskส่งยิ้มแห้ง ๆ กลับมาให้ "ผมเคาะแล้วครับคุณปราชญ์... สองครั้ง" กรณ์เน้นเสียงคำว่าสองครั้งชัดเจน "แต่ดูเหมือนเสียงเคาะประตูของผม จะเบากว่าเสียงหัวใจของใครบางคนแถวนี้ เลยทำให้ไม่มีใครได้ยิน" รินกลั้นหัวเราะจนไหล่ไหว ริมฝีปากบางเฉียบยกยิ้มมุมปากอย่างนึกสนุก เมื่อเห็นคนมาดนิ่งอย่างปราชญ์กำลังจนมุมด้วยคำพูดเหน็บแนมสุภาพตามแบบฉบับเลขาคนสนิท "ถ้าไม่มีอะไรด่วนจริง ๆ ผมรบกวนคุณกรณ์ออกไปรอข้างนอกก่อนนะครับ พอดีผมกับคุณริน... กำลังเคลียร์ 'รายละเอียดเชิงลึก' ของงานกันอยู่" ปราชญ์เน้นย้ำคำว่ารายละเอียดเชิงลึกด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำลงเล็กน้อย เพื่อส่งสัญญาณเตือนภัยขั้นสูงสุด "ครับ บอส" กรณ์อมยิ้มบาง ๆ ก่อนจะโค้งศีรษะลงเล็กน้อยอย่างรู้งาน "ผมแค่มารายงานว่า ทีมฝ่ายจัดซื้ออนุมัติงบประมาณรอบสองแล้ว เอกสารอยู่บนโต๊ะทำงานผมพรุ่งนี้เช้าเชิญตรวจตามสะดวกครับ... ส่วนตอนนี้ เชิญพวกคุณ 'เคลียร์รายละเอียด' กันต่อตามสบายครับ ผมไม่รบกวนแล้ว" ประตูปิดลงพร้อมกับเสียงคลิเบา ๆ ทิ้งให้ห้องทำงานทั้งห้องกลับคืนสู่ความเงียบงันอีกครั้ง แต่บรรยากาศกลับไม่เหมือนเดิม ความอึดอัดระคนความเขินอายลอยอบอวลอยู่ในอากาศจนแทบจะหยิบจับเป็นรูปธรรมได้ ปราชญ์ถอนหายใจยาวเหยียด เขาหันกลับมามองช่างศิลป์ตัวแสบที่ตอนนี้ทำลอยหน้าลอยตาไม่รู้ไม่ชี้ หยิบพู่กันขึ้นมาหมุนเล่นในมือราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น "คุณนี่มัน..." ปราชญ์ส่ายหัวอย่างอ่อนอกอ่อนใจ "เก่งนักนะเรื่องสร้างความวุ่นวาย" "ผมไปสร้างความวุ่นวายตอนไหนกันล่ะครับคุณสถาปนิก" รินก้าวเข้าไปใกล้ปราชญ์อีกครั้งอย่างไม่เกรงกลัว ดวงตากลมโตเป็นประกายท้าทายภายใต้แสงไฟสีส้มอุ่นจากโคมไฟตั้งโต๊ะ "คนที่เกือบจะกินหัวผมเมื่อกี้ ไม่ใช่เพราะคุณตกใจเสียงเปิดประตูหรอกเหรอครับ หรือว่า... กลัวเลขาของคุณจะเข้าใจผิดคิดว่าเรากำลังทำอะไรที่มากกว่าตรวจแบบกันแน่" ปราชญ์ชะงักไปนิด เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย ดวงตาที่มักจะมองโลกผ่านเฉดสีและความรู้สึก ซึ่งตอนนี้มันกำลังสะท้อนภาพเงาของเขาชัดเจน ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบา ๆ และเสียงฝนปรอย ๆ ด้านนอกที่เริ่มกระทบกระจกหน้าต่างบานใหญ่ ปราชญ์เบือนสายตาหนีความจริงในแววตานั้น เขากลับไปนั่งลงที่เก้าอี้ทำงาน เปิดแฟ้มแบบแปลนตรงหน้าขึ้นมาใหม่เพื่อกลบเกลื่อนความวุ่นวายในอก "ดึกแล้วครับคุณริน ถ้ายังไม่อยากตรวจแบบต่อ ก็กลับไปพักผ่อนซะ ผมไม่อยากให้งานบูรณะชิ้นนี้มีตำหนิเพียงเพราะช่างฝีมืออดนอนจนมือสั่น" คำพูดที่ดูเหมือนจะใจร้ายและเจ้านายจ๋า แต่กลับแฝงความห่วงใยไว้ในน้ำเสียงทุ้มต่ำนั้น ทำให้รินชะงัก รอยยิ้มกวน ๆ บนใบหน้าของช่างศิลป์หนุ่มเลือนหายไป แทนที่ด้วยความนิ่งงึมที่ลึกซึ้งขึ้น รินไม่ได้เดินหนี เขากลับเลือกที่จะดึงเก้าอี้อีกตัวมานั่งลงข้างกายปราชญ์ ระยะห่างที่ถูกย่นย่อเหลือเพียงไม่กี่คืบ ทำให้กลิ่นหอมจาง ๆ ของสีน้ำมันและกลิ่นกายสะอาดสะอ้านลอยเข้าจมูกของสถาปนิกหนุ่มอีกครั้ง "คุณนี่นะ..." รินเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นอย่างผิดหูผิดตา "ปากแข็งเป็นบ้าเลยนะครับคุณปราชญ์" ปราชญ์ชะงักมือที่กำลังถือดินสอเขียนแบบ แต่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง "ผมแค่ทำตามหน้าที่" ปราชญ์ตอบเสียงเรียบ "หน้าที่เหรอครับ?" รินหัวเราะในลำคอเบา ๆ "หน้าที่อะไรถึงต้องมานั่งจ้องหน้าผมตอนเที่ยงคืน หน้าที่อะไรถึงต้องคอยกั้นตัวผมไว้ไม่ให้ชนชั้นหนังสือจนหัวแตกเมื่อกี้... หรือว่าหน้าที่บังคับให้คุณต้องมารับภาระแบกความเครียดของคนทั้งตระกูลไว้คนเดียวจนหลังแอ่นกันแน่ครับ" ประโยคสุดท้ายพุ่งตรงเข้ากลางเป้าปมในใจของปราชญ์อย่างแม่นยำ สถาปนิกหนุ่มตวัดสายตากลับมามองรินทันที แววตาคมกริบฉายแววไม่พอใจที่ถูกล้ำเส้นเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวที่เขาพยายามปิดตายมาตลอดชีวิต "คุณรู้อะไรเกี่ยวกับผมริน?" ปราชญ์เค้นเสียงถาม รังสีความกดดันแผ่ออกมาจากตัวเขาราวกับกำแพงเหล็ก "ผมอาจจะไม่รู้เรื่องโครงสร้างตึกหรือกฎหมายผังเมืองเท่าคุณหรอกครับ..." รินสบตากลับอย่างไม่เกรงกลัว นัยน์ตาคู่นั้นไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย มีแต่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่คนเพิ่งรู้จักกันไม่นานจะเข้าใจได้ "แต่ผมรู้... ว่าใต้สูทราคาแพงและท่าทางเย่อหยิ่งราวกับหุ่นยนต์ของคุณ มันมีคนที่เหนื่อยล้าจนแทบจะก้าวเดินต่อไปไม่ไหวซ่อนอยู่" คำพูดนั้นราวกับค้อนทุบลงบนกระจกใสที่ปราชญ์สร้างขึ้นเพื่อป้องกันตัวเอง ร่างสูงนิ่งค้างไป หัวใจเต้นกระหน่ำรัวด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งโกรธที่ถูกอ่านใจทะลุปรุโปร่ง และ... โหยหาใครสักคนที่มองทะลุกรอบความสมบูรณ์แบบที่เขาต้องแบกรับ ห้องทำงานกลับมาเงียบงันอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่น่าอึดอัด มันคือความเงียบที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาด ปราชญ์มองริมฝีปากที่ขยับพูดคำพูดจี้ใจดำนั้น สลับกับดวงตาที่จริงจังจนน่าใจหาย มือใหญ่ของปราชญ์วางลงบนโต๊ะโดยไม่รู้ตัว นิ้วเรียวกำเข้าหากันแน่นเพื่ออดกลั้นอารมณ์บางอย่างที่กำลังปะทุขึ้นในอก "ถ้าคุณยังไม่หยุดพูดจาไร้สาระ..." ปราชญ์กระซิบเสียงพร่า ลมหายใจเริ่มติดขัดเมื่อรินขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนหน้าผากเกือบจะชิดกัน "ผมอาจจะไม่ได้แค่กอดคุณไว้ไม่ให้ชนชั้นหนังสือเหมือนเมื่อครู่แน่ ๆ" รินยิ้มบาง ๆ รอยยิ้มที่ท้าทายและพร้อมจะพังทลายทุกกฎเกณฑ์ของสถาปนิกหนุ่มลงในค่ำคืนนี้ "ก็ลองดูสิครับ..." รินท้าทายเสียงกระซิบแผ่วเบา "ว่าคุณจะกล้าทำมากกว่าที่ปากพูดหรือเปล่า... คุณปราชญ์" บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนถึงขีดสุด ปราชญ์หายใจเข้าลึกเพื่อควบคุมสติที่กำลังจะกระเจิง แต่ก่อนที่เขาจะได้ตัดสินใจทำตามความรู้สึกที่รIร้องเรียกอยู่ภายใน ประตูห้องทำงานที่เพิ่งปิดไปเมื่อครู่ก็ถูกผลเปิดผางขึ้นอีกครั้งอย่างแรง! "คุณปราชญ์ครับ! แย่แล้วครับ แบบแปลนโซนC ที่ส่งมาจากสำนักงานใหญ่... โดนน้ำรั่วใส่เสียหายหมดแล้วครับ!" เสียงตะโกนหน้าตาตื่นของพนักงานกะดึกดังแทรกขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูจนย่อยยับ ปราชญ์สะดุ้งสุดตัวผละออกจากรินทันทีด้วยความตกใจ ขณะที่รินถอยหลังกลับไปตั้งหลักแทบไม่ทัน ปราชญ์หันไปมองหน้าพนักงานด้วยความหัวเสียสุดขีดในจังหวะนรกที่เข้ามาขัดจังหวะชีวิตเขาได้อย่างพอดิบพอดี แต่ทว่า... เมื่อเขากวาดสายตากลับมามองที่โต๊ะทำงานเพื่อจะเอ่ยปากไล่พนักงานออกไปจัดการเรื่องอื่น สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นบางสิ่งบนแฟ้มเอกสารที่รินเพิ่งวางทิ้งไว้ มันไม่ใช่รอยหมึกหรือรอยสี... แต่มันคือกระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่เขียนด้วยลายมือหวัด ๆ ของริน ทิ้งไว้ให้อ่านก่อนที่ชิ้นงานจะถูกเก็บ **"พรุ่งนี้... เลิกงานแล้วไปเคลียร์กันต่อที่ห้องผม ห้ามปฏิเสธ"** ปราชญ์เงยหน้าขึ้นมองตามแผ่นหลังของรินที่กำลังเดินยิ้มร่าออกจากห้องไปพร้อมกับพนักงานคนนั้น หัวใจของสถาปนิกหนุ่มกระตุกวูบอย่างแรง รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของคนมาดนิ่งเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี... --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและคอยสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%