เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์•ตอนที่ 5

อย่าสำคัญตัวผิดไปหน่อยเลย

ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
เสียงกรีดร้องของโลหะที่บิดตัวและแรงกระชากอย่างกะทันหัน ทำให้สติของผมหลุดลอยไปชั่วขณะ โครงเหล็กฉากที่รินปีนขึ้นไปเพื่อเอื้อมมือไปแตะลวดลายปูนปั้นบนเพดานโบสถ์เก่าเกิดลื่นไถลจากฐานรองรับ น้ำหนักตัวที่โถมลงมาผิดองศาทำให้บันไดพับอลูมิเนียมส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะ "เฮ้ย!" ผมพุ่งตัวออกไปตามสัญชาตญาณโดยไม่ต้องรอให้สมองส่วนคำนวณสั่งการ ระยะห่างสามเมตรระหว่างโต๊ะทำงานกับจุดเกิดเหตุถูกร่นให้สั้นลงด้วยฝ่าเท้าที่ถีบตัวสุดแรง ปราชญ์คนเดิมผู้รักความสมบูรณ์แบบและเกลียดความวุ่นวายอย่างไร้เหตุผล หายวับไปกับตา เหลือเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่หัวใจกำลังเต้นกระหน่ำจนจุกอยู่ที่ลำคอ ร่างบางของรินร่วงหล่นลงมากระแทกกับอ้อมแขนของผมพอดี แรงปะทะทำให้เราทั้งคู่ล้มกลิ้งลงไปบนพื้นปาร์เกต์ขัดมันฝุ่นฟุ้ง แผ่นหลังของผมกระแทกเข้ากับมุมชั้นวางหนังสือไม้สักอย่างจังจนจุกเสียด แต่ความเจ็บปวดนั้นถูกแทนที่ด้วยความอุ่นร้อนและสัมผัสแนบชิดของร่างในอ้อมแขนทันที ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่สี่เหลี่ยมของเซฟเฮาส์ชั่วขณะ มีเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของเราสองคนที่สอดประสานกัน ใกล้เสียจนผมได้กลิ่นจางๆ ของน้ำมันสนและกลิ่นสบู่สมุนไพรเฉพาะตัวที่รินใช้ประจำ รินเบิกตากว้าง แววตาไหวระริกด้วยความตกใจ ใบหน้าของเราอยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ ปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดริมฝีปากของผมจนสติที่พยายามประคับประคองมาตลอดเริ่มสั่นคลอน "คุณ..." เสียงของรินขาดหายไปในลำคอเมื่อดวงตากลมโตคู่นั้นกวาดมองสำรวจใบหน้าของผมที่กำลังขมวดมุ่นด้วยความไม่สบอารมณ์ "เงียบไปเลยน่า" ผมรีบดันตัวลุกขึ้นด้วยท่าทางที่พยายามรักษาฟอร์มให้มากที่สุด แม้ว่าแผ่นหลังจะยังแปลบปลาบด้วยความเจ็บ "คุณนี่มันสร้างแต่เรื่องไม่เว้นแต่ละวันจริงๆ ริน ถ้าบันไดตัวนั้นพังขึ้นมาจริงๆ งานบูรณะที่ทำมาสามสัปดาห์จะกลายเป็นเศษขยะในพริบตาเดียวรู้ตัวบ้างไหม" รินกระพริบตาปริบๆ ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นนั่งตาม ปัดเศษฝุ่นตามเสื้อผ้าด้วยความทุกลักทุเล สีหน้าตกใจเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความดื้อรั้นตามสัญชาตญาณทันทีที่ตั้งหลักได้ "โอ้โห! คุณสถาปนิกผู้ประเสริฐ" รินเชิดหน้าขึ้น น้ำเสียงติดประชดประชันดังขึ้นทันที "คนเขาเกือบหัวฟาดพื้นตายคาที่ สิ่งแรกที่คุณพ่นออกจากปากคือเรื่องงานงั้นเหรอครับ? จิตใจทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กหรือไงเนี่ย" "ผมพูดความจริง บนโลกนี้ไม่มีที่ว่างให้ความสะดุดขาตัวเองหรอกนะริน ทุกอย่างต้องมีแผนและมาตรการความปลอดภัย" ผมตอบกลับเสียงแข็ง พยายามซ่อนจังหวะการเต้นของหัวใจที่ยังคงเต้นรัวผิดจังหวะไว้ภายใต้สีหน้าเรียบเฉย "แผนเหรอ? ฮh!" รินหัวเราะในลำคอ ดวงตาเรียวรีมองผมด้วยแววตาท้าทายที่เห็นแล้วมันน่าหมั่นไส้เป็นบ้า "อุบัติเหืตุบ้าบออะไรมันจะมีแผนล่วงหน้าเล่าคุณปราชญ์... หรือว่าเมื่อกี้... ที่คุณพุ่งเข้ามาแบบไม่คิดชีวิต กลัวว่างานจะพัง หรือว่ากลัวว่า *'คน'* อย่างผมจะเจ็บกันแน่ล่ะครับ?" คำถามนั้นพุ่งตรงเข้ามาปะทะหน้าอกราวกับลูกศรที่ปักเข้ากลางเป้า ร่างกายผมชะงักไปเสี้ยววินาที ความเงียบกลับมาเยือนอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่สงบเงียบ มันคือความตึงเครียดที่อัดแน่นไปด้วยกระแสไฟฟ้าสถิตที่พร้อมจะช็อตทุกย่างก้าว "อย่าสำคัญตัวผิดไปหน่อยเลย ริน" ผมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้น น้ำเสียงต่ำทุบทำลายความลังเลในใจจนราบคาบ "ผมแค่ไม่อยากให้คุณมานอนตายคาเซฟเฮาส์ของผม เพราะมันจะทำให้ผมต้องเสียเวลาเคลียร์เอกสารกับตำรวจและเจ้าของโครงการ ซึ่งมันคืองานงอกที่ไร้สาระสิ้นดีสำหรับผม" รินหรี่ตามองผมอย่างไม่เชื่อหู มุมปากหยักยิ้มเยาะขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ผมเกลียดชะมัด เพราะมันเหมือนกับการอ่านใจผมทะลุปรุโปร่ง "ปากแข็งชะมัด..." รินพึมพำเบาๆ แต่ดังพอให้ได้ยิน เจ้าตัวขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกก้าวโดยไม่เกรงกลัวรัศมีอันตรายที่ผมแผ่ออกมา "ปากบอกว่ารำคาญ ไม่อยากยุ่ง ไม่อยากเสียเวลา... แต่เมื่อกี้มือของคุณนี่คว้าเอวผมแน่นจนรอยนิ้วมือแทบจะฝังลงไปในเนื้ออยู่แล้วนะ คุณปราชญ์" ผมสูดหายใจเข้าลึก กัดกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน ปฏิเสธไม่ได้เลยสักคำ เพราะสัมผัสจากฝ่ามือที่โอบรัดเอวบางของอีกฝ่ายเมื่อครู่มันยังคงร้อนผ่าวอยู่ที่ปลายนิ้ว "ถ้าคุณยังไม่เลิกพูดจาไร้สาระและสำรวจความเสียหายของตัวเอง ผมจะโยนคุณออกไปทำงานข้างนอกซะ" ผมขู่เสียงลอดไรฟัน พยายามถอยหลังหนีระยะประชิดที่อันตรายต่อหัวใจเกินไป "เชิญตามสบายครับ" รินยักไหล่ ยอมถอยหลังกลับไปตั้งหลักที่โต๊ะทำงานของตัวเอง แต่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปากนั้นยังคงอยู่ "แต่บอกไว้ก่อนนะ... ถึงคุณจะปากแข็งใส่ผมร้อยรอบ แต่ผมก็ยังจำได้ดีว่า 'ความห่วงใย' ของคุณเมื่อกี้ มันไม่ได้มาจากสมองส่วนเหตุผลเลยแม้แต่นิดเดียว" ผมทำเป็นหันหลังให้ เดินดุ่มๆ ไปหยิบกระดาษแปลนงานบนโต๊ะมาบังหน้าเพื่อซ่อนใบหน้าที่เริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ความดื้อรั้นและสายตารู้ทันของช่างบูรณะคนนี้กำลังจะทำให้ผมเสียศูนย์เข้าจริงๆ ทว่า ในจังหวะที่ผมกำลังสูดลมหายใจเพื่อเรียกสติกลับคืนมา เสียงเคาะประตูก็กระแทกดังขึ้นสามครั้งติดกันที่หน้าห้องเซฟเฮาส์—ก๊อก ก๊อก ก๊อก ไม่ใช่เสียงเคาะธรรมดา แต่เป็นจังหวะที่คุ้นเคยจนทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ ประตูกลอนไม้ถูกผลักเปิดออกโดยไม่ต้องรอคำอนุญาต ร่างสูงโปรดของบุคคลที่ผมไม่อยากเจอที่สุดในเวลานี้ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเย็นชาที่มุมปาก "ไง... ปราชญ์ ลูกชายตัวดี ทำไมติดต่อยากจัง สรุปว่าโปรเจกต์นี้แกจะเอายังไงต่อ" ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ติดตามอ่านและส่งกำลังใจให้กันเสมอนะครับ
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%