เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์•ตอนที่ 6

ความต่างที่ลงตัวในแบบที่ไม่ควรเป็น

ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
"เสียงโทรศัพท์ที่ดังค้างอยู่บนโต๊ะทำงานไม่ได้น่ารำคาญเท่ากับประโยคที่เพิ่งหลุดออกจากลำโพงของมัน" ปราชญ์วางสมาร์ทโฟนคว่ำลงบนพื้นผิวไม้มะฮอกกานีอย่างแรงจนเกิดเสียงทึบ เขาไม่ได้กดตัดสาย แต่เลือกที่จะปล่อยให้มันแผดเสียงแห่งความคาดหวังนั้นไปจนกว่าแบตเตอรี่จะหมดลงเอง ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาไหววูบเพียงชั่วเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกกลบเกลื่อนด้วยความเรียบเฉียบตามวิสัยของสถาปนิกผู้ไม่เคยอนุญาตให้ความวุ่นวายภายในหลุดรอดออกมาสู่โลกภายนอก ทว่า ในเซฟเฮาส์ที่ถูกปิดตายจากโลกภายนอกแห่งนี้ ความเงียบไม่ได้แปลว่าปลอดภัย "ถ้าการหนีปัญหาคือโปรเจกต์ถัดไปที่คุณกำลังออกแบบ ผมแนะนำให้เพิ่มงบประมาณสำหรับค่าจิตแพทย์ไว้ด้วยนะครับ คุณสถาปนิก" เสียงหวานเจือความเย้าแหย่ดังขึ้นจากมุมห้อง รินยืนอยู่ตรงนั้น มือเรียวเปื้อนคราบสีอะคริลิกสีครามกำลังถือพู่กันปลายแหลม เธอกอดอกมองเขาด้วยรอยยิ้มมุมปากที่อ่านไม่ออก แววตาคู่นั้นพราวระยับราวกับกำลังสนุกสนานกับการเห็นคนระเบียบจัดอย่างเขากำลังสติหลุด ปราชญ์หันขวับไปมอง หรี่ตาลงเล็กน้อยเพื่อตั้งรับ "มันไม่ใช่ธุระอะไรของคุณ ริน คุณมีหน้าที่จัดการงานบูรณะสีเฟรสโกตรงนั้นให้เสร็จ ไม่ใช่มาวิเคราะห์สภาพจิตใจของผม" "โอ้โห เจ็บจี๊ด..." รินแสร้งทำเป็นเอามือทาบอก สีหน้าล้อเลียนนั้นช่างน่าหมั่นไส้ในสายตาของเขา "ก็แค่หวังดีกลัวว่าเสาหลักแห่งวงการสถาปัตยกรรมจะหักโค่นลงซะก่อนที่งานเราจะเสร็จต่างหากล่ะครับ คุณปราชญ์... หรือว่าเสียงเมื่อกี้มันทำให้คุณปอดแหกจนต้องหลบมาซุกตัวอยู่ในเซฟเฮาส์ไร้เสียงหลังนี้กันแน่" คำพูดนั้นจี้ใจดำจนปราชญ์ต้องก้าวเท้าเข้าหา เธอคนนี้มีพรสวรรค์เหลือเกินในการทำให้เขาอยากจะสูดหายใจเข้าลึกๆ สักร้อยครั้งเพื่อระงับสติอารมณ์ ปราชญ์หยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอ ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงเหลือเพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นอายความเป็นอิสระและกลิ่นสีน้ำมันจางๆ ลอยปะปนกับความดุดันที่เขาตั้งใจแผ่ออกมาขู่ "คุณไม่รู้อะไรเลย ริน" ปราชญ์กดเสียงต่ำ ดวงตาคมจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของเธอ "โลกของคุณมันมีแค่สีสัน อารมณ์ และความรู้สึกพรั่งพรู แต่โลกของผม... ทุกเส้นมันต้องขนาน ทุกมุมมันต้องคำนวณ พ่อผมสร้างอาณาจักรนี้ขึ้นมาด้วยความสมบูรณ์แบบ และผมไม่มีสิทธิ์ทำให้มันพังทลายลงด้วยความเอาแต่ใจแบบที่คุณชอบทำ" รินไม่ถอยหนี เธอกลับเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ รอยยิ้มขี้เล่นเมื่อครู่จางหายไป แทนที่ด้วยประกายความจริงจังที่เฉียบคมไม่แพ้กัน "งั้นเหรอครับ..." รินพูดเสียงแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในความเงียบ "คุณคิดว่าสิ่งที่ฉันทำมันคือความเอาแต่ใจเหรอ ปราชญ์? คุณคิดว่าการซ่อมแซมงานศิลปะสักชิ้นมันใช้แค่ความรู้สึกพรั่งพรูอย่างเดียวหรือไง" เธอเดินเลี่ยงเขาไปหยิบกระดาษไขแผ่นใหญ่ที่ปราชญ์ร่างแบบโครงสร้างอาคารไว้เมื่อคืน เธอกางมันออกบนโต๊ะทำงาน ทับลงบนเส้นกริดเรขาคณิตที่สมบูรณ์แบบของเขาด้วยรอยเปื้อนของสีน้ำ "เฮ้! คุณทำอะไรน่ะ!" ปราชญ์อุทานด้วยความตกใจ รีบยื่นมือหมายจะดึงกระดาษออก แต่รินใช้ด้ามพู่กันเคาะเบาๆ ที่หลังมือเขา เป็นเชิงเตือนให้หยุด "ดูนี่สิครับ..." รินชี้ไปที่มุมหนึ่งของแบบแปลน "โครงสร้างที่คุณออกแบบตรงนี้ มันแข็งแรงอย่างไร้ที่ติ รับน้ำหนักได้เกินมาตรฐานสามเท่า... แต่คุณลืมคำนวณการขยายตัวของวัสดุตามอุณหภูมิความชื้นในพื้นที่จริง ถ้าฝนตกหนักติดกันสามวัน ผนังปูนที่คุณดีไซน์ไว้มันจะร้าว เพราะคุณมัวแต่ก้มหน้าก้มตาไล่ตามความ 'สมบูรณ์แบบ' ในหัวจนลืมมองธรรมชาติของเนื้อวัสดุ" ปราชญ์ชะงัก สายตาที่เคยขุ่นเคืองค่อยๆ เคลื่อนตามปลายนิ้วเรียวที่ไล่ไปตามรอยเส้นของเขา รอยต่อที่เขาคิดว่าไร้รอยต่อ กลับถูกเธอมองเห็นจุดอ่อนในเสี้ยววินาที "งานศิลปะก็เหมือนกัน..." รินพูดต่อ น้ำเสียงนุ่มนวลขึ้นแต่เต็มไปด้วยพลังสะกด "ฉันไม่ได้แค่ป้ายสีตามอารมณ์ แต่ฉันกำลังฟังเสียงของกาลเวลา ฉันซ่อมรอยร้าวโดยไม่พยายามลบร่องรอยอดีต เพราะประวัติศาสตร์มันมีชีวิต ปราชญ์... เช่นเดียวกับคุณ ที่พยายามแบกโลกทั้งใบไว้ด้วยเหตุผล แต่กลับลืมไปว่าหัวใจข้างในของคุณมันก็มี 'รอยร้าว' ที่ต้องการการเยียวยาเหมือนกัน" ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องทำงานอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่น่าอึดอัด มันคือความเงียบที่เต็มไปด้วยแรงกระแทกทางความคิด ปราชญ์ยืนนิ่งงัน หัวใจในอกเต้นกระหน่ำรุนแรง ไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เพราะความจริงอันเจ็บปวดและลึกซึ้งที่หลุดออกมาจากปากของผู้หญิงตรงหน้า ผู้หญิงคนที่เขาเคยคิดว่าเอาแต่ใจและไร้เหตุผล กลับมองทะลุปรุโปร่งถึงแก่นแท้ที่เขาซ่อนไว้ภายใต้มาดนิ่งและกรอบระเบียบ ปราชญ์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับรินอย่างเต็มตา ระยะห่างระหว่างใบหน้าของพวกเขาลดแคบลงโดยไม่รู้ตัว ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันในพื้นที่จำกัด ความรู้สึกบางอย่างที่พยายามกดทับไว้กำลังจะปะทุ "คุณนี่มัน..." ปราชญ์เค้นเสียงลอดไรฟัน รอยยิ้มบางเบาแต่เต็มไปด้วยความยอมจำนนปรากฏขึ้นที่มุมปาก "พูดมากชะมัดเลยนะ ริน" รินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ดวงตาระยิบระยับด้วยชัยชนะ "ก็แค่พูดความจริงที่คนเก่งๆ อย่างคุณแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นต่างหากล่ะครับ" บรรยากาศระหว่างพวกเขากำลังเปลี่ยนผ่านจากความขัดแย้งไปสู่สนามอารมณ์ที่อันตรายยิ่งกว่า ปราชญ์ขยับเข้าไปใกล้เธออีกก้าว มือหนายื่นออกไปราวกับจะเอื้อมไปแตะกรอบหน้าของเธอที่เปื้อนคราบสี แต่ทว่า... *แอ๊ด...* เสียงเปิดประตูไม้หนักอึ้งจากห้องโถงด้านนอกดังขึ้นทำลายสมาธิทุกอย่าง รินสะดุ้งเล็กน้อยผละตัวถอยหลัง ส่วนปราชญ์ชะงักค้างกลางอากาศ "อ้าว ลูกชายตัวดี... พ่อโทรหาทำไมไม่รับสาย รู้ไหมว่าข้างนอกเขาตามหาตัวแกกันให้วุ่นแล้ว" เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจของบิดาปราชญ์ดังสะท้อนเข้ามา พร้อมกับเงาร่างสูงใหญ่ที่ก้าวพ้นขอบประตูกระจกเข้ามาในห้องทำงานของเซฟเฮาส์ ปราชญ์เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ความตึงเครียดกลับมาเกาะกุมหัวใจอีกครั้งในพริบตา ขณะที่รินหันไปมองผู้มาใหม่ด้วยแววตาสงสัย --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับความสัมพันธ์ที่ทั้งร้อนแรงและลึกซึ้งนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%