เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์•ตอนที่ 7

กลิ่นสีและความทรงจำที่ซ่อนอยู่

ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
"ถ้าคุณยังทำหน้าเหมือนคนท้องผูกแบบนั้นอีกสามวินาที ผมจะเอาพู่กันเบอร์สิบจุ่มสีน้ำมันสีเหลืองสะท้อนแสงละเลงลงบนหน้าผากคุณจริงๆ ด้วยนะ, ปราชญ์" น้ำเสียงติดจะเย้าแหย่แต่จริงจังดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของเซฟเฮาส์ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของอดีต ปราชญ์สะดุ้งเล็กน้อย หลุดออกจากภวังค์ความคิดที่กำลังกัดกินจิตใจตัวเองมาตลอดหลายชั่วโมง สถาปนิกหนุ่มผู้รักความสมบูรณ์แบบถอนหายใจยาว ปรายตามองคนตัวเล็กกว่าที่ยืนถือเกรียงโป๊วปูนอยู่หน้าผนังปูนเปลือย รินในชุดเสื้อเชือกสีเซอร์เลอะคราบสีอะคริลิกกำลังหรี่ตามองเขาด้วยแววตาทะ้น ทว่าลึกซึ้งเกินกว่าจะปล่อยผ่าน "คุณนี่มัน... ปากเสียไม่เคยเปลี่ยนเลยนะครับ, ริน" ปราชญ์เค้นเสียงลอดไรฟัน ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบนิ่งตามวิสัยคนเจ้าระเบียบ แต่หัวใจกลับเต้นรัวผิดจังหวะด้วยฤทธิ์ของความใกล้ชิด พื้นที่ห้องใต้หลังคาแคบๆ นี้ ไม่ได้บีบเค้นแค่ร่างกาย แต่มันกำลังบีบอัดความรู้สึกที่ทั้งคู่ต่างพยายามซ่อนไว้ภายใต้กำแพงความซึน "ปากเสียแต่พูดความจริงนะครับคุณสถาปนิก" รินวางเกรียงลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ เสียงโลหะกระทบผิวไม้ดัง *กริ๊ก* เบาๆ ก่อนเจ้าตัวจะเดินเข้าไปใกล้ปราชญ์ทีละก้าว ช้าๆ ทว่ามั่นคง จนกระทั่งระยะห่างระหว่างเขากับเธอเหลือเพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นอายเฉพาะตัวของทินเนอร์ผสมกับกลิ่นกายสะอาดๆ ลอยวนอยู่ในโพรงจมูกของปราชญ์ "นั่งเหม่อมองผนังฝั่งโน้นมาครึ่งวันแล้ว... มีอะไรติดค้างในหัว หรือว่ากลัวว่างานชิ้นนี้จะพังคามือคุณกันแน่?" ปราชญ์เม้มปากแน่น สันจมูกโด่งรั้นเชิดขึ้นเล็กน้อยตามฟอร์มของคนฟอร์มจัด เขาเบือนหน้าหนีสายตาพินิจพิเคราะห์คู่นั้น แต่รินไวรัสกว่า มือเรียวเอื้อมมาคว้าปลายคางของเขาให้หันกลับมาสบตากันตรงๆ สัมผัสอุ่นร้อนจากปลายนิ้วที่แตะลงบนผิวเนื้อทำเอาปราชญ์ชะงักกкаันไปชั่วขณะ ดวงตาของรินในยามนี้ไม่มีความล้อเล่นเหลืออยู่เลย มีเพียงความจริงจังและประกายบางอย่างที่วับوาวอยู่ในความมืดสลัว "ผมไม่ได้กลัวงานพัง" ปราชญ์เค้นเสียงพูดออกไปในที่สุด ยอมจำนนต่อแรงกดดันทางสายตาคู่นั้น "แต่ผมกำลังคิดถึง... สิ่งที่ผมทิ้งไว้ข้างหลัง" รินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ปล่อยมือจากคางของเขา แต่ยังคงยืนประชิดตัว "หมายถึงตึกกระจกแอร์เย็นฉ่ำกับโปรเจกต์ตึกระฟ้าหลายร้อยล้านที่ครอบครัวคุณคาดหวังจะให้คุณไปสืบทอดน่ะเหรอ?" คำพูดแทงใจดำนั้นทำให้ปราชญ์นิ่งงัน เขาหันกลับมามองแผ่นผนังโบราณที่พวกเขากำลังช่วยกันบูรณะ ผนังที่กะเทาะออกเผยให้เห็นชั้นปูนโบราณและร่องรอยการซ่อมแซมที่ไม่เนียนตา "ครอบครัวผมมองว่าสถาปัตยกรรมที่ดีต้องสมบูรณ์แบบ ต้องไร้ที่ติ และทำกำไรได้สูงสุด" ปราชญ์พูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยความร้าวราญที่ถูกกดทับมาเนิ่นนาน "พวกเขาไม่เคยเข้าใจหรอกว่า ทำไมผมถึงชอบความดิบ ความไม่สมบูรณ์ หรือแม้แต่ร่องรอยความเสียหายที่กาลเวลาทิ้งไว้... เหมือนงานที่คุณกำลังทำนี่แหละ" รินเงียบฟัง ปล่อยให้ความเงียบเข้าทำหน้าที่โอบประคองความรู้สึกที่เปราะบางของสถาปนิกหนุ่ม เธอมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของปราชญ์ที่ต้องกับแสงไฟสลัวจากหลอดนีออนดัดแปลง เห็นสันกรามที่ขบเข้าหากันแน่นและลำคอที่ไหววูบตามจังหวะการหายใจ "แล้วงานชิ้นแรกของคุณล่ะ, ริน?" อยู่ๆ ปราชญ์ก็หันกลับมาถามสวนบ้าง ดวงตาสีนิลคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ "คุณบอกว่าคุณรักงานศิลปะ ดึงมันกลับมาจากความตาย... แต่คุณไม่เคยเล่าเลยว่า งานชิ้นแรกที่คุณลงมือทำจริงๆ น่ะ มันคืออะไร และทำไม... มันถึงทำให้คุณกลายเป็นคนดื้อรั้น ไม่ยอมก้มหัวให้ใครแบบนี้" บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปฉับพลัน ความตึงเครียดแบบคู่ปรับถูกแทนที่ด้วยความอัดอั้นบางอย่างที่รินแบกรับไว้ รอยยิ้มกวนๆ บนริมฝีปากของเธอเลือนหายไป เหลือเพียงความหมองเศร้าที่วับผ่านดวงตาคู่สวย รินหันหลังเดินไปหยิบกระป๋องสีเก่าๆ มาถือไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยว เธอมองร่องรอยแปรงทาสีบนผนังก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วเบา "คุณอยากรู้จริงๆ เหรอ, ปราชญ์..." รินสูดหายใจเข้าลึกๆ "งานชิ้นแรกของฉัน... ไม่ใช่ภาพเขียนโบราณในพิพิธภัณฑ์หรูหราอะไรหรอก แต่มันคือรูปปั้นปูนปลาสเตอร์รูปเทวดาเด็กปีกหักที่ตั้งอยู่หน้าโบสถ์ไม้เก่าริมคลองโบราณที่บ้านเกิดของฉันเอง" ปราชญ์ขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด ตั้งใจฟังทุกถ้อยคำที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของเธอ "ตอนนั้นฉันอายุแค่สิบห้า..." รินหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูขื่นขม "เด็กกะโปโลคนหนึ่งที่คิดว่าตัวเองเก่งกาจ เรียนศิลปะมานิดหน่อยก็คิดจะกอบกู้โลกได้ ฉันเอาน้ำยาเคมีราคาแพงที่เก็บเงินค่าขนมซื้อมาละเลงใส่รูปปั้นนั้น เพื่อจะล้างคราบตะไคร่และสนิมเหล็กออกให้มันขาวสะอาดเหมือนใหม่... ผลลัพธ์เหรอ?" รินหันมาสบตากันตรงๆ แววตาสั่นระริกด้วยความเจ็บปวดในอดีตที่ยังคงชัดเจน "กรดมันกัดเนื้อปูนจนกร่อนเป็นผุยผง ปีกข้างหนึ่งของเทวดาหลุดร่วงคามือฉัน... ในพริบตาเดียว งานศิลปะที่อยู่คู่ชุมชนมาเป็นร้อยปีถูกทำลายด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และความเย่อหยิ่งของฉันเอง" ปราชญ์นิ่งอึ้ง เขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกผิดมหาศาลที่เด็กผู้หญิงคนนั้นเคยแบกรับไว้ในวัยสิบห้าปี "ชาวบ้านต่างพากันสาปแช่ง ครูบาอาจารย์ส่ายหน้าเอือมระอา และพ่อ... พ่อมองฉันด้วยสายตาที่ทำให้ฉันอยากหายตัวไปจากโลกนี้" รินกำมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด "นั่นคือครั้งแรกที่ฉันรู้ว่า... การพยายามจะทำให้ทุกอย่าง ‘สมบูรณ์แบบ’ ตามตำรา มันอาจจะทำลายจิตวิญญาณดั้งเดิมของสิ่งนั้นไปตลอดกาล" ความเงียบสงบเข้าปกคลุมเซฟเฮาส์อีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันเต็มไปด้วยมวลอารมณ์ที่หนักอึ้งและลึกซึ้ง ปราชญ์มองริน ผู้หญิงที่มักจะใช้ความกวนประสาทและรอยยิ้มท้าทายมาเป็นเกราะกำบังความอ่อนแอ เธอซ่อนรอยแผลเป็นในวัย eสเด็กไว้ภายใต้ฝีมือการบูรณะที่ประณีตบรรจง เพื่อไถ่บาปให้กับความผิดพลาดในอดีต มือหนาของปราชญ์ยื่นออกไปโดยอัตโนมัติ นิ้วเรียวยาวแตะลงบนหลังมือที่กำลังกำแน่นของรินอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่อบอุ่นและอ่อนโยนอย่างที่เขาไม่เคยแสดงออกให้ใครเห็นมาก่อน ทำให้รินสะดุ้งเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความประหลาดใจ "นั่นสินะ..." ปราชญ์เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ นุ่มนวลจนน่าใจหาย "บางทีเราสองคนต่างก็กำลังพยายามซ่อมแซม... สิ่งที่แตกสลายในตัวเอง ผ่านการซ่อมแซมสิ่งเหล่านี้อยู่เหมือนกัน" รินมองลึกเข้าไปในดวงตาสีนิลคู่นั้น ไร้ซึ่งคำพูดใดๆ องศาระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ลดลงจนแทบจะแนบชิด ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันในระยะประชิด ความรู้สึกบางอย่างที่พยายามกดทับไว้กำลังจะปะทุออกมาราวกับลาวาใต้เปลือกโลก ทว่า... ในวินาทีที่หัวใจของทั้งคู่กำลังเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน ปราชญ์โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้เรียวปากอิ่มของเธอช้าๆ สายตาของเขาจ้องมองริมฝีปากนั้นราวกับต้องมนต์สะกด รินหลับตาลงพริ้ม รอรับสัมผัสที่โหยหา... *ปัง! ปัง! ปัง!* เสียงทุบประตูด้านล่างดังสนั่นหวั่นไหว ทำลายบรรยากาศโรแมนติกและเปราะบางจนย่อยยับในพริบตา! "เปิดประตูโว้ย! กูรู้ว่าพวกมึงแอบสวีตกันอยู่ในนั้น รีบลงมาเคลียร์ปัญหากลุ่มทุนถอนหุ้นเดี๋ยวนี้เลยนะไอ้ปราชญ์!" เสียงตะโกนโפרกฮากอันคุ้นเคยและกวนประสาทของ "กรณ์" เพื่อนสนิทตัวแสบดังทะลุขึ้นมาขัดจังหวะชีวิตรักที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ปราชญ์ชะงักกкаัน ผละถอยหลังออกมาทันทีด้วยใบหน้าขึ้นสีแดงก่ำด้วยความโมโหปนเขินอาย ส่วนรินลืมตาขึ้นมา ใบหน้าแดงก่ำไม่แพ้กันก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ กลบเกลื่อนความเขิน ปราชญ์กัดฟันกรอด กำหมัดแน่นด้วยความแค้นใจ พร้อมหันไปมองประตูห้องใต้หลังคาด้วยแววตาฆาตกร ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและอินไปกับความสัมพันธ์ที่กำลังจะระเบิดทุกวินัตินี้นะครับ
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%