หน้าจอมือถือสว่างวาบสะท้อนนัยน์ตาคมกريบของปราชญ์ แสงสีฟ้าเย็นเยียบสาดเข้าใส่ใบหน้าเคร่งขรึมที่ตอนนี้ไร้ซึ่งสีเลือด ตัวหนังสือพาดหัวข่าวตัวหนาเปรียบเสมือนค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางอกอย่างไร้ความปรานี ชื่อของเขา... ลายเซ็นของเขา... ถูกแปะหราอยู่บนหน้าสื่อทุกสำนักในฐานะ "ผู้กุมชะตากรรม" ของตึกเก่าตระกูลนาย
มรดกทางวัฒนธรรมที่รินใช้ทั้งหยาดเหงื่อและหัวใจปกป้อง
"ไอ้ปราชญ์! มึงได้ฟังที่กูพูดอยู่หรือเปล่า!" เสียงปลายสายของเพื่อนสนิทตะโกนลั่นด้วยความร้อนรน แต่ปราชญ์กลับรู้สึกราวกับหูอื้ออึง โลกทั้งใบเงียบงันลงชั่วขณะ เสียงเดียวที่ก้องกังวานในโสตประสาทคือเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นกระหน่ำผิดจังหวะอย่างรุนแรง
ตึ้ก... ตึ้ก... ตึ้ก...
ไม่ใช่เพราะความกลัวอำนาจของบิดา ไม่ใช่เพราะความตกใจที่ตกเป็นเครื่องมือในเกมธุรกิจ แต่เป็นเพราะ... เขากำลังคิดถึงใครอีกคน
ปราชญ์ค่อยๆ ลดโทรศัพท์แนบหูลง ช้าๆ ราวกับกลัวว่าการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยจะไปทำลายความเงียบเปราะบางในห้องทำงานแคบๆ แห่งนี้ เซฟเฮาส์ไร้เสียงที่เคยเป็นเกราะ
"วางสายเถอะ... กูจัดการเอง" ปราชญ์เอ่ยเสียงแหบพร่า ก่อนจะตัดสายทิ้งอย่างไร้เยื่อใย
แกร๊ก...
เสียงเปิดประตูห้องพักด้านในดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับร่างโปร่งของรินที่ก้าวออกมาในชุดเสื้อยืดสีซีดและกางเกงเลเปื้อนสีอะคริลิก ปลายผมยาวมัดลวกๆ มีรอยเปื้อนฝุ่นปูนเล็กน้อย ดวงตากลมโตคู่นั้นกวาดมองปราชญ์ด้วยแววตาสสงสัยแกแกมระแวงตามสัญชาตญาณของคนที่เป็นคู่ปรับกันมาตลอด
"มองหน้ากูแบบนั้น ทำไม? หน้ากูมีลายเซ็นพ่อกูติดอยู่หรือไง" ปราชญ์ยิ้มหยันให้กับตัวเอง เป็นรอยยิ้มที่ฝืนที่สุดในชีวิต รอยยิ้มที่ซ่อนความรู้สึกผิดมหาศาลไว้ใต้ท่าทีเย่อหยิ่งตามเคย
รินชะงักฝีเท้า สีหน้าของช่างศิลป์หนุ่มเปลี่ยนไปทันทีเมื่อเห็นความผิดปกติบนใบหน้ามักนิ่งของสถาปนิกหนุ่ม "นายเป็นอะไร... หน้าซีดเป็นไก่ต้มเลย หรือว่าโปรเจกต์บ้าๆ ของพ่อคุณมันมีปัญหาอะไรอีก"
"หึ โปรเจกต์มีปัญหาเหรอ..." ปราชญ์แค่นหัวเราะ พลางก้าวเท้าเข้าหารินทีละก้าวอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคง ความสูงที่เหลื่อมล้ำกันทำให้ปราชญ์ต้องก้มมองคนตรงหน้า ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตคู่นั้น พยายามค้นหาความโกรธเกรี้ยว ความเกลียดชัง หรืออะไรก็ได้ที่จะทำให้เขารู้สึกผิดน้อยลง
แต่รินไม่มีสิ่งนั้น... มีเพียงความระแวงที่ฉายชัดขึ้นเรื่อยๆ
"นายจะพูดอะไรก็พูดส Padré... อย่ามาทำสายตาแบบนี้ใส่กู น่าขนลุก" รินถอยหลังไปครึ่งก้าวเมื่อระยะห่างระหว่างเขากลดลงจนแทบแนบชิด กลิ่นอายเฉพาะตัวของปราชญ์ ทั้งกลิ่นกระดาษ กาแฟดำ และความเย็นชาที่เป็นเอกลักษณ์ กำลังโอบล้อมพื้นที่หายใจของเขาจนอึดอัด
"ริน..." ปราชญ์เรียกชื่อนั้นเบาหวิว เสียงทุ้มต่ำพึมพำลอดไรฟัน มันไม่ใช่เสียงของการทะเลาะ ไม่ใช่ไดอะล็อกเชือดเฉือนแบบที่เคยเป็นทุกวัน แต่มันคือเสียงที่สั่นพร่าอย่างน่าประหลาด "ถ้าฉันบอกว่า... ฉันไม่ได้เป็นคนเซ็น นายจะเชื่อฉันไหม"
รินนิ่งงัน นิ้วมือที่ถือพู่กันค้างเติ่งอยู่ข้างลำตัว ดวงตากลมกวาดสำรวจใบหน้าของปราชญ์อย่างละเอียดถี่ถ้วน พยายามอ่านความจริงใจที่ถูกซ่อนไว้หลังปราการเหล็กกล้า
"พูดบ้าอะไรของนาย ลายเซ็นบนเอกสารนั่นมัน... นายเป็นคนอนุมัติเองไม่ใช่เหรอไงในฐานะหัวหน้าทีมสถาปนิก..." เสียงของรินเริ่มแผ่วเบลง เมื่อเห็นแววตาไหววูบที่ปิดไม่มิดของคนตรงหน้า
"นายเคยเชื่อใจฉันบ้างไหมล่ะ" ปราชญ์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงเจือความตัดพ้อที่เจ้าตัวก็ไม่คิดว่าจะหลุดออกมาจากปากของ "นายช่างผู้ไร้หัวใจ" คนนี้ "ตลอดเวลาที่เรากัดกัน ที่เราเถียงกัน นายเคยคิดไหมว่า... สิ่งที่ฉันทำ มันมีเหตุผลมากกว่าแค่คำสั่งของพ่อฉัน"
"แล้วเหตุผลบ้าอะไรของนายวะ ถึงทำให้ตึกที่ฉันทุ่มเทแรงกายแรงใจจะพังลงมาได้ในพริบตา!" รินระเบิดอารมณ์ออกมาบ้าง ความอดทนที่สั่งสมมาพังทลาย มือเรียวคว้าหมับเข้าที่ปกเสื้อเชิ้ตของปราชญ์ แรงดึงทำให้ร่างสูงต้องโน้มตัวลงมาประชิด ใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนรับรู้ได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวไม่เป็นส่ำ "นายมันก็แค่ลูกแหง่ที่ยอมก้มหัวให้พ่อตัวเอง! นายไม่เคยแคร์งานศิลปะ นายไม่เคยแคร์... ฮื่อ..."
คำพูดของรินขาดหายไปในลำคอ เมื่อปราชญ์ไม่ปล่อยให้เขาได้พูดต่อ
ในวินาทีที่ความอดทนของสถาปนิกหนุ่มขาดผึ่ง ปราชญ์รวบเอวบางเข้าหาตัวด้วยแรงทั้งหมดที่มี มือหนาอีกข้างประคองท้ายทอยของรินไว้ไม่ให้หนีไปไหน ก่อนจะประกบจูบลงบนริมฝีปากนุ่มที่กำลังต่อว่าเขาอย่างดุดันและเอาแต่ใจ
มันไม่ใช่จูบแห่งความอ่อนโยน แต่มันคือการประกาศก้องถึงความอัดอั้นตันใจ ความคลั่งรักที่ถูกกักขังไว้ใต้ความซึน และความกลัวที่จะสูญเสียคนตรงหน้าไปตลอดกาล รินเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ร่างกายแข็งทื่อ สมองขาวโพลนไปหมด แรงทุบตีที่อกเสื้อของปราชญ์ค่อยๆ อ่อนแรงลงเมื่อรสสัมผัสที่ทั้งร้อนรนและเว้าวอนแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย
กลิ่นอายของความดราม่ารอบตัวราวกับถูกละลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความหวานปนขมที่ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง
ปราชญ์ผละริมฝีปากออกช้าๆ อย่างจำใจ ปลายจมูกของเขายังคงคลอเคลียอยู่กับแก้มเนียนที่แดงก่ำ หน้าอกของทั้งคู่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจที่หอบกระชั้น ดวงตาสองคู่ประสานกันในระยะประชิด ท่ามกลางความเงียบงันของห้องที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่พวยพุ่งเกินกว่าจะควบคุม
"ฉันแคร์..." ปราชญ์กระซิบชิดริมฝีปากของริน เสียงทุ้มพร่าสั่นเครือเล็กน้อย "ฉันแคร์งานพวกนั้น... และฉันก็แคร์นาย มากกว่าที่นายคิดซะอีก"
รินเม้มปากแน่น หัวใจเต้นโครมครามจนแทบทะลุกระดูกซี่โครง สมองกำลังจะเอ่ยคำด่าทอเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายที่กำลังแผดเผาใบหน้า แต่ทว่า...
ก๊อกๆๆ! ปัง! ปัง!
เสียงทุบประตูด้านนอกดังสนั่นหวั่นไหวราวกับจะพังเข้ามา พร้อมกับเสียงตะโกนโวยวายด้วยน้ำเสียงคุ้นเคยที่ทำให้ทั้งคู่ต้องผละออกจากกันอย่างตกใจ
"ไอ้ปราชญ์! เปิดประตูเดี๋ยวนี้นะเว้ย! แย่แล้ว! บอดี้การ์ดของพ่อมึงกำลังบุกเข้ามาที่เซฟเฮาส์!"
เปรี๊ยะ!
เสียงบานพับประตูไม้หน้าห้องถูกแรงกระแทกจากภายนอกพังทลายลงพร้อมกับเศษไม้ที่กระเด็นว่อน ปราชญ์หันขวับไปมองยังทางเข้าด้วยแววตาที่เบิกกว้างเมื่อเห็นเงาร่างของชายชุดสูทหลายคนก้าวล้ำเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัว
ทว่า... คนที่เดินนำหน้าสุดด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบและสายตาเฉยชา กลับไม่ใช่ใครอื่น... แต่คือชายผู้เป็นบิดาแท้ๆ ของเขาเอง
"ไง... ลูกชายตัวดี ฉันเตือนแกแล้วนะ ว่าอย่าคิดเล่นตลกหนีปัญหา"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ
เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์•ตอนที่ 17
เมื่อหัวใจเต้นผิดจังหวะงาน
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!