เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์•ตอนที่ 16

ความคลั่งรักที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำด่า

ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
เสียงปิดประตูกระจกนิรภัยดัง *ปัง* สนั่นก้องเซฟเฮาส์ไร้เสียงหลังนั้น แรงเหวี่ยงจากมือของปราชญ์ทำให้บานกระจกสั่นสะเทือนระรัว ราวกับมันกำลังแบกรับแรงอารมณ์ที่อัดอั้นอยู่ภายในไม่ไหว รินยืนพิงเคาน์เตอร์ครัว ลมหายใจหอบกระชั้น หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะความโกรธที่ยังคุกรุ่น ดวงตากลมโตจ้องมองสถาปนิกหนุ่มผู้กำลังยืนค้ำโต๊ะทำงานด้วยท่าทีฮึดฮัด เส้นเลือดที่ขมับของปราชญ์ปูดโปนเล็กน้อยบ่งบอกว่าความอดทนของเขาขาดผึ่งลงแล้วหลังจากพ่อบังเกิดเกล้าบุกมาอาละวาดถึงที่นี่เมื่อสิบนาทีមុน "นายจะล็อกประตูหนีฉันทำไม ห๊ะ ปราชญ์!" รินเป็นฝ่ายเปิดฉากก่อน เสียงหวานติดจะห้วนกระด้างด้วยความโมโห "เรื่องของฉันกับพ่อฉัน นายจะเข้ามาจุ้นจ้านตีโพยตีพายทำไมเล่า ฉันโตแล้วนะ!" ปราชญ์หันขวับมาทันที แววตาคมกริบมองร่างบางที่ยังคงทำเก่งทั้งที่มือสั่นระริก เขาก้าวเท้าฉับๆ เข้ามาประชิดตัวด้วยความเร็วชนิดที่รินถอยหลังหนีไม่ทัน แผ่นหลังชนเข้ากับขอบเคาน์เตอร์ครัวโดยมีร่างสูงใหญ่ของสถาปนิกหนุ่มกักขังไว้ด้วยแขนทั้งสองข้างที่ยันกำแพงเอาไว้ "โตแล้วเหรอมืออาชีพสายติสต์?" ปราชญ์เค้นเสียงหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงเยียบเย็นแต่แฝงไปด้วยความร้อนรุ่มที่ยากจะควบคุม "โตจนปล่อยให้ตัวเองโดนคนในครอบครัวลากตัวกลับไปรับผิดชอบโปรเจกต์ผีดิบที่นายเกลียดนักเกลียดหนาน่ะเหรอ? ถ้าฉันไม่พังประตูเข้าไปลากนายออกมาเมื่อกี้ ป่านนี้ป่านนี้ป่านนี้..." เขาชะงักไปชั่วขณะ ขากรรไกรขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน ดวงตาคู่คมไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกกลบเกลื่อนด้วยความดุดันตามเคย "ป่านนี้อะไรเล่า พูดให้มันจบสิ!" รินเงยหน้าขึ้นเถียง ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ไม่ใช่เพราะกลัวสายตาดุดันคู่นั้น แต่เพราะความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานาน และยิ่งเห็นท่าทีห่วงใยที่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยวาจาร้ายกาจของคนตรงหน้า ยิ่งทำให้หัวใจพองโตพร้อมๆ กับความน้อยใจ "นายกลัวฉันกลับไปนักรึไง หรือกลัวไม่มีคนเถียงด้วยจนเหงาปาก!" "ใช่... กลัว!" ปราชญ์สวนกลับทันควัน เสียงทุ้มต่ำลอดไรฟัน ไอร้อนจากลมหายใจของเขารดรินอยู่เหนือปลายจมูกของคนตัวเล็ก "กลัวว่านายจะหายไปจากที่นี่ กลัวว่ารอยเปื้อนสีบนเสื้อเชิ้ตของฉันมันจะหายไป กลัวว่า... ช่างหัวใจบ้าๆ นี่มันจะเต้นผิดจังหวะทุกครั้งที่เห็นนายดื้อด้านใส่ฉันแบบนี้!" บรรยากาศในห้องครัวตกอยู่ในความเงียบงันทันที มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ กับเสียงหัวใจของคนทั้งคู่ที่เต้นโครมครามแข่งกัน รินเบิกตากว้าง ค้างไปกับคำสารภาพที่พรั่งพรูออกมาอย่างไร้การป้องกันตัวของพ่อหนุ่มเจ้าระเบียบ ปราชญ์เองก็ดูเหมือนจะตกใจไม่แพ้กันที่เผลอหลุดความรู้สึกที่ซ่อนเร้นไว้ภายใต้กำแพงความเยชาชาติตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาออกไปจนหมดเปลือก ใบหน้าคมคายขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด ดวงตาที่มักจะนิ่งสงบฉายแววปั่นป่วนและสับสน "นาย... พูดว่าอะไรนะ..." รินกระซิบแผ่วเบา ความซ่าและความอวดดีเมื่อครู่อันตรธานหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความสั่นไหวในแววตาที่จ้องมองลึกลงไปในนัยน์ตาของสถาปนิกหนุ่ม "ฉันไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น เลิกทำหน้าโง่แล้วฟังให้ดีนะ ริน" ปราชญ์หลบตาไปชั่วครู่เพื่อตั้งสติ ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนหน้าผากเกือบชิดกัน ไออุ่นจากตัวเขาล้อมรอบรินไว้ทุกทิศทาง "ที่ฉันทำไปทั้งหมด ไม่ใช่เพราะฉันว่างงานหรือชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน แต่เพราะนาย... นายมันสมองทึบจนดูไม่ออกเลยรึไงว่าฉันเป็นห่วงแทบคลั่งอยู่แล้ว!" คำว่า *‘เป็นห่วงแทบคลั่ง’* ลอยวนอยู่ในอากาศ คมกริบและบาดลึกจนรินรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านจากกลางอกแล่นริ้วไปทั่วร่าง ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความหวานล้ำที่เอ่อล้นจนจุกอก มือเรียวที่เคยกำแน่นข้างลำตัวค่อยๆ ยกขึ้นมาสัมผัสกับสาบเสื้อเชิ้ตของปราชญ์โดยไม่รู้ตัว "ปากร้ายแบบนี้... ใครจะไปรู้ล่ะว่าในใจคิดอะไรอยู่" รินงึมงำตอบเสียงเบา แก้วเนียนขึ้นสีแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู ร่างบางหลุบตาลงมองริมฝีปากของอีกฝ่ายที่ขยับพูดคำว่าห่วงใยออกมาอย่างไม่เต็มเสียงนัก "ถ้ารู้แล้ว... จะเลิกทำตัวดื้อรั้นใส่ฉันสักทีไหมล่ะ" ปราชญ์เอ่ยเสียงนุ่มลงอย่างหาได้ยากยิ่ง ปลายนิ้วเรียวยาวของสถาปนิกหนุ่มเอื้อมออกไปโดยสัญชาตญาณ ปัดปอยผมที่หลุดรุ่ยลงมาปรกแก้มเนียนของรินอย่างทะนุถนอม สัมผัสแผ่วเบานั้นทำเอารินสะع้านไปทั้งตัว ราวกับกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ แล่นพล่านผ่านผิวหนัง ระยะห่างระหว่างคนทั้งคู่ลดลงจนแทบไม่มีช่องว่าง ลมหายใจอุ่นร้อนผสานเป็นหนึ่งเดียว ปราชญ์มองริมฝีปากอิ่มที่เผยอขึ้นเล็กน้อยด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่สายตาของคู่กัดจอมกวนประสิทธิ์อีกต่อไป แต่เป็นสายตาของนักล่าที่พร้อมจะกลืนกินทุกความรู้สึกที่มี หัวใจของรินเต้นรัวรากับกลองชุด ดวงตากลมโตปิดลงช้าๆ เมื่อใบหน้าคมเข้มโน้มต่ำลงมาเรื่อยๆ ริมฝีปากของทั้งสองฝ่ายกำลังจะแตะสัมผัสกันในอีกไม่กี่มิลลิเมตรข้างหน้า... *กริ๊งงงงงง!* เสียงกริ่งประตูหน้าเซฟเฮาส์ดังขึ้นแทรกกลางบรรยากาศสีชมพูที่กำลังสุกงอมราวกับมีใครมาสาดน้ำเย็นจัดใส่หน้า ปราชญ์ชะงักกка กรามขบเข้าหากันด้วยความหงุดหงิดถึงขีดสุด ส่วนรินสะดุ้งสุดตัว ลืมตาโพรงด้วยความตกใจ ยังไม่ทันที่ปราชญ์จะสบถคำหยาบออกมา ประตูห้องนั่งเล่นด้านหน้าก็ถูกผลักเปิดผางด้วยฝีมือของบุคคลที่ไม่ได้รับเชิญ ร่างสูงโปรดของเพื่อนสนิทจอมสาระแนอย่าง ‘กรณ์’ ก้าวเข้ามาพร้อมกับถุงกาแฟเต็มมือ ก่อนจะชะงักกึกเมื่อเห็นภาพสถาปนิกหนุ่มมาดนิ่งกำลังคร่อมตัวกักขังช่างศิลป์สายติสต์ไว้ที่เคาน์เตอร์ครัวในระยะประชิดชนิดลมหายใจรดกัน "อุ๊ย... กูมาขัดจังหวะอะไรมึงรึเปล่าเนี่ย ท่านสถาปนิก?" กรณ์เลิกคิ้วสูง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้า "พอดีกูมีเรื่องด่วนจะรายงาน... แต่ดูทรงแล้ว มึงน่าจะกำลังเคลียร์เรื่องสำคัญกว่าว่ะ งั้นกูรอข้างนอกนะเพื่อน" ปราชญ์สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์กรุ่นโกรธที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมา เขากัดฟันกรอดหันไปถลึงตาใส่เพื่อนสนิทที่ยืนยิ้มร่าอยู่หน้าประตู ก่อนจะหันกลับมามองรินที่ตอนนี้หน้าแดงก่ำซุกหน้าลงกับอกเสื้อของเขาด้วยความเขินอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี และก่อนที่ปราชญ์จะได้เอ่ยปากไล่เพื่อนตัวดีให้ออกไปพ้นทาง กรณ์ก็เอ่ยประโยคต่อมาด้วยน้ำเสียงที่ทำให้เลือดในกายของปราชญ์เย็นเฉียบลงทันที "เอ่อ... ปราชญ์ กูว่ามึงรีบเปิดมือถือดูข่าวหน้าหนึ่งตอนนี้เลยดีกว่าว่ะ... เพราะตอนนี้ พ่อของมึงกำลังให้สัมภาษณ์สื่อเรื่องจะรื้อถอนตึกเก่าตระกูลนาย... และที่สำคัญที่สุด เขากำลังประกาศว่านายคือคนเซ็นชื่ออนุมัติโครงการนั้นด้วยตัวเอง" ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับความคลั่งรักที่ซ่อนเร้นนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%