เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์•ตอนที่ 15

เกมดวลฝีมือและหัวใจ

ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
เสียงทุบประตูด้านนอกดังสนั่นสะเทือนเข้ามาถึงโถงกลางของเซฟเฮาส์ พร้อมกับเสียงสบถหยาบคายที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวดิ่งวูบลงในพริบตาเดียว ปราชญ์ยืนนิ่งอยู่หน้าบานประตูไม้เนื้อแข็ง ใบหน้าคมคายไร้ซึ่งความตื่นตระหนก มีเพียงแววตาคู่คมที่ฉายแววครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว เขากำมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนข้ามนิ้ว สัญชาตญาณความเป็นสถาปนิกที่ต้องคำนวณโครงสร้างและความปลอดภัยเตือนให้เขาตั้งสติท่ามกลางวิกฤต "ไอ้ปราชญ์! เปิดประตูเด้วะ! กูรู้ว่ามึงอยู่ในนั้น... แล้วพวกมึงกำลังทำบ้าอะไรกันอยู่, ชิบหายแล้ว! คนของฝั่งนั้นมันตามมาเจอพิกัดนี้แล้วโวย!" เสียงตะโกนของเพื่อนสนิทที่อยู่ข้างนอกดังลอดเข้ามาอีกระลอก ทว่าภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่มีเพียงแสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งพื้น กลับไม่มีใครสนใจเสียงโวยวายภายนอกเลยแม้แต่น้อย รินยืนพิงหลังติดกับโต๊ะทำงานตัวยาว ดวงตากลมโตคู่สวยจ้องมองสถาปนิกหนุ่มเจ้าของห้องนิ่งสนิท บนโต๊ะตรงหน้าพวกเขามีตลับสีน้ำอะคริลิก แปรงพู่กันหลายขนาด และขวดแก้วใส่แอลกอฮอล์วางเกะกะระเกะระกะ ข้างๆ กันนั้นคือภาพวาดลายเส้นสถาปัตยกรรมโบราณที่รินกำลังซ่อมแซมค้างไว้ ซึ่งตอนนี้มันถูกใช้เป็นเดิมพันในเกมบ้าๆ ที่ทั้งคู่เพิ่งตกลงกันก่อนที่เสียงทุบประตูลึกลับจะดังขึ้น "นายจะยืนทื่อเป็นเสาหินอยู่อีกนานไหม สถาปนิก" รินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความท้าทายไว้เต็มเปี่ยม ริมฝีปากอิ่มยกยิ้มมุมปากนิดๆ อย่างคนเหนือกว่า "ข้างนอกนั่นไฟกำลังลนก้นแล้วนะ ถ้าไม่อยากให้พวกมันพังประตูเข้ามาเห็นสภาพที่เรา... เอ่อ ยืนหายใจรดต้นคอกันอยู่แบบนี้ นายต้องรีบตัดสินใจ" ปราชญ์กวาดสายตามองคนตรงหน้าอย่างพิจารณา รินอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอก เนื้อผ้าบางเบาบัดนี้เปื้อนคราบสีน้ำสีครามจางๆ บริเวณปลายแขน เส้นผมที่รวบไว้ลวกๆ หลุดรุ่ยลงมาคลอเคลียกรอบหน้าขาวเนียน ยิ่งทำให้เจ้าตัวดูยั่วยวนโดยไม่รู้ตัว และนั่นคือสิ่งที่ปราชญ์พยายามหักห้ามใจมาตลอดทั้งวัน "เกมงี่เง่าอะไรนี่ ฉันบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าไม่เล่น" ปราชญ์เค้นเสียงลอดไรฟัน ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบตึงเพื่อกลบเกลื่อนอัตราการเต้นของหัวใจที่ดังจนกลบเสียงทุบประตูด้านนอก "กลัวแพ้ว่างั้นเถอะ?" รินย้อนถามเสียงใส ดวงตาสีน้ำตาลเข้มพราวระยับด้วยประกายความซุกซน "ยอมรับมาเถอะว่านายแค่มือสั่นเพราะฉันยืนใกล้เกินไป... เมื่อกี้ใครนะที่บอกว่าชอบความสมบูรณ์แบบและความเป็นระเบียบ แต่ดูตอนนี้สิ หายใจไม่เป็นจังหวะเลยนะคุณปราชญ์" คำพูดเย้าแหย่นั้นจี้ใจดำปราชญ์เข้าอย่างจัง ชายหนุ่มก้าวเข้าไปประชิดตัวอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว จนรินต้องเผลอกลั้นหายใจและเอนตัวหนีไปด้านหลังโดยอัตโนมัติ ทว่าสะโพกกลับชนเข้ากับขอบโต๊ะทำงานจนไม่มีทางถอย พื้นที่ระหว่างเขาทั้งสองแคบลงจนแทบไม่มีอากาศแทรกผ่าน กลิ่นหอมอ่อนๆ ของละอองสีน้ำและกลิ่นกายสะอาดเฉพาะตัวลอยเข้าแตะจมูก ปราชญ์โน้มใบหน้าลงมาต่ำ สายตาคมกริบมองลึกลงไปในดวงตาคู่สวยที่เริ่มไหวระริก "คิดว่าตัวเองแน่มากใช่ไหม ริน" ปราชญ์กระซิบเสียงต่ำพร่า ริมฝีปากอยู่ห่างจากแก้มเนียนเพียงแค่คืบ "ถ้าฉันชนะ นายต้องยอมทำตามเงื่อนไขของฉันทุกอย่าง... ห้ามเถียง ห้ามหนี และต้องตอบความจริงทุกข้อที่ฉันถาม" รินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แม้หัวใจจะเต้นรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก แต่ศักดิ์ศรีและนิสัยหัวดื้อก็ไม่ยอมให้ตัวเองแสดงความอ่อนแอออกมาง่ายๆ เจ้าตัวเชิดหน้าขึ้นสู้สายตา ท้าทายกลับด้วยรอยยิ้มพราย "แล้วถ้า *นาย* แพ้ล่ะ?" "ฉันไม่ทางแพ้คนอย่างนายแน่" ปราชญ์ตอบทันควัน น้ำเสียงหนักแน่นและเต็มไปด้วยความมั่นใจ "งั้นก็พิสูจน์สิ... หยิบพู่กันเบอร์ศูนย์นั่นขึ้นมา แล้ววาดเส้นโค้งบนภาพนี้ให้เสร็จภายในสามสิบวินาทีโดยมือไม่สั่น ถ้าเส้นเบี้ยวแม้แต่มิลลิเมตรเดียว... นายแพ้ทันที" รินทิ้งไพ่ตายลงบนโต๊ะ ดวงตาเป็นประกายวิบวับด้วยความเจ้าเล่ห์ นี่คือการเดิมพันที่บ้าสิ้นดี ในสถานการณ์ที่ด้านนอกกำลังมีคนพยายามพังประตูเข้ามาเพื่อตามล่าตัวพวกเขา ปราชญ์กลับต้องมานั่งเล่นเกมประสาทกับช่างศิลป์จอมกวนประสาทคนนี้ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สัมผัสอุ่นร้อนที่แผ่ซ่านมาจากร่างเพรียวบางตรงหน้า กำลังดึงดูดสติสัมปชัญญะของเขาให้หลุดลอยไปทีละน้อย ปราชญ์สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสมาธิ นิ้วเรียวยาวเอื้อมไปหยิบพู่กันปลายแหลมขึ้นมาถือไว้ สายตาคมกริบจดจ้องไปยังเส้นร่างสถาปัตยกรรมบนกระดาษสาเก่าแก่ ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ท่ามกลางเสียงทุบประตูด้านนอกที่เริ่มเบาลงราวกับพวกมันกำลังเปลี่ยนวิธีพังประตู สถาปนิกหนุ่มยกมือขึ้นเตรียมลากเส้น ปลายพู่กันแตะลงบนกระดาษอย่างแม่นยำและมั่นคง ทุกท่วงท่าเปี่ยมไปด้วยความประณีตราวกับงานศิลปะชั้น รินยืนลุ้นระทึกโดยไม่รู้ตัว ใบหน้าหวานอยู่ใกล้จนปราชญ์ได้กลิ่นลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดต้นคอ ความใกล้ชิดนี้ทำลายสมาธิของเขาจนเกือบจะควบคุมมือไม่ได้อยู่แล้ว *อีกนิดเดียว...* ปราชญ์กำลังจะลากเส้นสุดท้ายให้บรรจบกัน ทว่าในวินาทีนั้นเอง เสียงถีบประตูด้านนอกก็ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับกลอนประตูพังทลายลง! ปราชญ์สะดุ้งสุดตัว มือที่ถือพู่กันพลั้งเผลอกดน้ำหนักลงแรงเกินไปจนปลายพู่กันสะบัดลากยาวออกนอกกรอบ เกิดเป็นรอยเปื้อนสีดำปื้นใหญ่บนภาพวาดโบราณราคาแพงทันที! "ชิบหาย!" สบถเบาๆ หลุดจากปากปราชญ์ รินเบิกตากว้างมองรอยเปื้อนนั้น ก่อนจะหันมามองหน้าปราชญ์ที่ตอนนี้อยู่ใกล้กันจนปลายจมูกชนกันโดยไม่ได้ตั้งใจจากแรงสะดุ้งเมื่อครู่ ระยะห่างเหลือเพียงศูนย์เซนติเมตร ลมหายใจของทั้งคู่ผสานเป็นหนึ่งเดียว ปราชญ์ชะงักค้าง ดวงตาคมกริบมองลงมายังริมฝีปากอิ่มที่เผยอขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ หัวใจของสถาปนิกหนุ่มหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ไม่ใช่เพราะภาพวาดที่เสียหาย แต่เป็นเพราะใบหน้าของคนตรงหน้าที่ยั่วยวนจนเกินต้านทาน ในจังหวะที่โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุน และบรรยากาศกำลังพุ่งทะยานสู่จุดเดือดสูงสุดนั้นเอง— "เฮ้ย! พวกมึงทำอะไรกันวะ!" เสียงตะโกนพร้อมกับร่างของบุคคลที่สามที่พุ่งพรวดเข้ามาในห้องทำลายมนמהตร์สะกดลงอย่างไม่ไบ้หน้าดู ปราชญ์และรินผละออกจากกันแทบไม่ทัน สถาปนิกหนุ่มหันขวับไปมองผู้บุกรุกด้วยแววตาวาวโรจน์ด้วยความหงุดหงิดสุดขีดที่ถูกขัดจังหวะสำคัญ แต่ทว่า... เมื่อปราชญ์เงยหน้าขึ้นสบตากับคนแปลกหน้าที่ยืนหอบแฮกอยู่ตรงประตู กายหนาถึงกับแข็งค้าง ประโยคต่อว่าทั้งหมดกลืนหายลงไปในลำคอ เมื่อบุคคลที่สามคนนั้นไม่ได้เป็นศัตรูอย่างที่กังวล... แต่กลับเป็นคนจากตระกูลของเขาเองที่กุมความลับทั้งหมดไว้ "ปราชญ์... กลับบ้านกับฉันเดี๋ยวนี้ พ่อรู้เรื่องที่แกซ่อนตัวอยู่ที่นี่แล้ว" ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมลุ้นไปกับความสัมพันธ์ที่ชวนใจเต้นระรัวนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%