กลิ่นน้ำมันสนและแอลกอฮอล์ล้างคราบกาวอบอวลจนแสบจมูก ทว่าความตึงเครียดในเซฟเฮาส์แคบๆ นี้กลับมีอณูที่เข้มข้นเสียยิ่งกว่าสารเคมี รินตวัดพู่กันปลายแบนลงบนจานสี เซรามิกสีขาวส่งเสียงกระทบกันกริ๊กลั่นห้อง ท่ามกลางความเงียบที่ถูกฉีกกระชากด้วยสายตาคู่คมของสถาปนิกหนุ่มที่ยืนกอดอกพิงผนังอยู่
"ถ้าคุณยังมองภาพนี้ด้วยมุมมองเรขาคณิตแบบเดิมๆ อีกรอบ ผมเกรงว่าเราคงได้นั่งจ้องมันจนถึงชาติหน้าครับ คุณปราชญ์"
รินเอ่ยขึ้นโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง ปลายพู่กันเกลี่ยสีโครเมียมออกไซด์บนจานสีจนเกิดเป็นเฉดสีเขียวหม่นที่ชวนอึดอัด ชายหนุ่มระบายยิ้มมุมปากอย่างเยหยัน ทว่าในใจกลับเต้นรัวด้วยแรงกระตุ้นจากความใกล้ชิดที่บีบให้พื้นที่ส่วนตัวแคบลงเรื่อยๆ
ปราชญ์ขยับแว่นสายตาเล็กน้อย สันจมูกโด่งเป็นสันคมบ่งบอกถึงความไม่สบอารมณ์ เขาก้าวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานไม้ตัวเก่า จนเงาร่างสูงใหญ่ทาบทับลงบนแผ่นหลังบางของอีกฝ่ายโดยปริยาย กลิ่นน้ำหอมเจือจางผสมกับกลิ่นเหงื่อจางๆ จากความเครียดลอยเข้าจมูกจนสถาปนิกหนุ่มต้องผ่อนลมหายใจยาว
"ผมไม่ได้มองแค่เรขาคณิต ริน" ปราชญ์กดเสียงต่ำลง ทุบทำลายความเย่อหยิ่งของช่างบูรณะศิลป์ด้วยเหตุผลที่เฉียบคม "แต่สิ่งที่เรียกว่าสัดส่วนทองคำ (Golden Ratio) ในภาพนี้ มันซ่อนรหัสบางอย่างที่ถูกบิดเบือนด้วยอารมณ์ของคุณต่างหาก... คุณใส่ความรู้สึกส่วนตัวลงไปในรอยแตกของผ้าใบนั่น มากเกินกว่าที่ประวัติศาสตร์ของมันจะแบกรับไหว"
รินสะดุ้งเล็กน้อย พู่กันในมือชะงักค้างกลางอากาศ เธอหันขวับกลับมาเผชิญหน้า ระยะห่างระหว่างจมูกของทั้งคู่แทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนสัมผัสได้ถึงความรุ่มร้อนที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากความสุขุม
"คุณรู้อะไรเกี่ยวกับความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่หลังสีพ่นพวกนี้ล่ะ คุณปราชญ์!" รินเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยความทิฐิ มือเรียวที่เปื้อนสีแตะลงบนภาพวาดชิ้นปัญหาบนโต๊ะ "รูปนี้ไม่ได้ต้องการความสมบูรณ์แบบตามตำราสถาปัตยกรรมเฮงซุยของคุณ แต่มันต้องการ 'เสียงสะท้อน' ของคนที่เคยถูกทำลายต่างหากเล่า!"
ปราชญ์ไม่ถอยหนี เขากลับก้าวประชิดเข้าไปอีกขั้น มือหนาเอื้อมไปควับข้อมือเรียวที่ถือพู่กันไว้แน่น แรงบีบไม่ได้รุนแรงจนเจ็บ แต่หนักแน่นพอที่จะตรึงรินให้หยุดนิ่ง ดวงตาคมกริบมองลึกลงไปในดวงตาของช่างสาว ราวกับพยายามค้นหาความจริงบางอย่างที่ถูกปิดตายไว้
"ถ้ามันคือเสียงสะท้อน..." ปราชญ์กระซิบแผ่วเบา 1 นิ้วหัวแม่มือลูบผ่านข้อมือบางที่เปื้อนคราบสีน้ำมันอย่างเผลอไผล ไดอะล็อกและบรรยากาศเปลี่ยนจากความดุเดือดเป็นความเย้ายวนที่อันตราย "...ทำไมเสียงในหัวใจของคุณ ถึงได้เรียกหาผมทุกครั้งเวลาที่คุณจนมุมกับงานชิ้นนี้ล่ะครับ"
รินชะงักค้าง สมองอื้ออึง หัวใจกระหน่ำรัวราวกับกลองเพล เธอกัดริมฝีปากล่างเบาๆ อย่างขัดใจเมื่อพบว่าตัวเองเถียงไม่ออก เคมีที่พุ่งพล่านระหว่างความซึนและปากร้ายของชายหนุ่มกำลังแผดเผาเกราะป้องกันทุกชั้นของเธอให้มลายหายไป
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง สายตาทั้งคู่ก็เลื่อนต่ำลงไปยังภาพวาดบนโต๊ะ ภาพสีน้ำมันขนาดใหญ่ที่พวกเขากำลังร่วมกันถอดรหัส แสงไฟสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะส่องกระทบพื้นผิวผ้าใบ เผยให้เห็นรอยแตกร้าวที่เรียงตัวกันเป็นสัญลักษณ์ประหลาด ซึ่งเมื่อมองผ่านการวิเคราะห์เชิงโครงสร้างของปราชญ์ผสานกับอารมณ์ดิบในงานศิลป์ของริน มันไม่ใช่แค่ภาพวาดธรรมดา แต่มันคือ... แผนผังห้องลับที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นเซฟเฮาส์หลังนี้
"ดูนี่ส..." ปราชญ์เปลี่ยนเรื่องด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นเมื่อสัญชาตญาณสถาปนิกตื่นตัว เขาปล่อยมือจากข้อมือริน แล้วเอื้อมมือไปแตะที่มุมล่างซ้ายของภาพ "เส้นพวกนี้ไม่ใช่รอยแตกลายงาตามกาลเวลา แต่มันคือรหัสเวกเตอร์... ถ้าเราถอดรหัสสีตามคลื่นความถี่ที่รินลงไว้ เราจะรู้ว่าทางออกจริงๆ มันอยู่ตรงไหน"
รินกะพริบตาไล่ความสับสนเมื่อครู่ทิ้งไป ความเป็นมืออาชีพกลับเข้าครอบงำ เธอขยับเข้าไปยืนชิดไหล่ปราชญ์โดยไม่รู้ตัว ปลายจมูกของทั้งคู่เกือบจะชนกันอีกครั้งขณะก้มลงมองรายละเอียดบนผืนผ้าใบร่วมกัน
"ตรงนั้น... ถ้าหมุนทิศทางของเฉดสีครามลงไปสามสิบองศา..." รินพึมพำพลอยวิเคราะห์ตาม ปลายจมูกของเธอเฉียดผ่านแก้มสากของปราชญ์ไปนิดเดียว ทำให้ร่างสูงชะงักกึก กลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ
ปราชญ์เหลือบสายตามองเสี้ยวหน้าของหญิงสาวที่อยู่ใกล้แค่คืบ เส้นผมสีเข้มคลอเคลียอยู่ข้างแก้ม ผิวเนียนละเอียดที่สะท้อนกับแสงไฟทำให้ความตั้งใจที่จะวิเคราะห์งานศิลป์กระเจิงหายไปในพริบตา ความรู้สึกคลั่งรักที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ความเยือกเย็นมาตลอดพังทลายลงในชั่วพริบตา
"ริน..." ปราชญ์เรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยเสียงที่แหบพร่ากว่าปกติ มือหนาเอื้อมไปแตะแก้มนุ่มโดยสัญชาตญาณ รินหันขวับมามอง ปลายนิ้วของเธอหยุดอยู่บนขอบโต๊ะ ดวงตาสองคู่ประสานกันนิ่งสนิทในระยะประชิดที่ไร้ซึ่งระยะห่าง
ทว่า... ก่อนที่ริมฝีปากของทั้งคู่จะขยับเข้าหากันเพื่อทำลายเส้นกั้นสุดท้าย
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูดังสนั่นหวั่นไหวจากด้านนอก ตามด้วยเสียงบิดลูกบิดประตูที่ถูกล็อกไว้จากภายในดังแกร็กๆ และเสียงทุ้มต่ำคุ้นเคยที่ตะโกนแทรกเข้ามาผ่านรอยแยกของบานไม้ ทำเอาทั้งปราชญ์และรินผละออกจากกันแทบไม่ทัน
"ไอ้ปราชญ์! เปิดประตูเด้วะ! กูรู้ว่ามึงอยู่ในนั้น... แล้วพวกมึงกำลังทำบ้าอะไรกันอยู่, ชิบหายแล้ว! คนของฝั่งนั้นมันตามมาเจอพิกัดนี้แล้วโวย!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนความฟินปนระทึกนี้ด้วยดีเสมอมานะครับ
เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์•ตอนที่ 14
ถอดหน้ากากผู้เชี่ยวชาญ
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!