"เรื่องที่เราคุยกันเมื่อกี้... ค้างไว้ก่อนนะครับ คืนนี้เราเคลียร์กันยาวแน่"
ประโยคทิ้งท้ายเมื่อคืนยังคงลอยวนอยู่ในโสตประสาทของริน ราวกับเสียงกระซิบที่จงใจทิ้งร่องรอยความระทึกไว้บนผิวหนัง แต่ในความเป็นจริงยามนี้ ไม่มีเวลาให้มานั่งใจเต้นกับคำขู่เชิงสัญลักษณ์นั้น เพราะความจริงตรงหน้าใต้แสงไฟนีออนสีขาวนวลของเซฟเฮาส์กำลังเรียกร้องสมาธิทั้งหมดที่มี
รินใช้ปลายเกรียงโลหะบางเฉียบขูดชั้นสีน้ำมันสีหม่นยุค 1970 ออกอย่างเบามือ กลิ่นอับชื้นของกาวสัตว์และน้ำมันสนคละคลุ้งอยู่ในอากาศแคบๆ ของห้องใต้หลังคา ปราชญ์ยืนกอดอกนิ่งอยู่เบื้องหลัง ระยะห่างระหว่างเขากับเเผ่นหลังของรินไม่ถึงคืบ ไออุ่นจากร่างกายของสถาปนิกหนุ่มผู้เคร่งขัดระเบียบแผ่ซ่านเข้ามาในความเงียบ ทำให้สมาธิที่ควรจดจ่ออยู่กับงานศิลป์เริ่มสั่นคลอน
"คุณขยับไปหน่อยได้ไหมครับปราชญ์ คุณกำลังบังแสงไฟของผม" รินเอ่ยขึ้นโดยไม่ละสายตาจากผนังปูนเปลือยที่ถูกกะเทาะออกทีละน้อย น้ำเสียงติดจะหงุดหงิดเล็กน้อยเพื่อกลบเกลื่อนความตื่นตัวแปลกประหลาดในอก
"ผมแค่มองดูการทำงานของ 'มืออาชีพ' ครับ" ปราชญ์เน้นเสียงคำว่ามืออาชีพด้วยโทนเสียงเรียบเฉย แต่มุมปากกลับยกยิ้มบางๆ ที่รินมองผ่านเงาสะท้อนบนผนังแล้วอยากจะปาเกรียงใส่หน้าสักที "อีกอย่าง... พื้นที่ตรงนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของผม คุณไม่มีสิทธิ์ไล่ผมออกจากพื้นที่ของตัวเองหรอกนะครับ"
"พ่อคนเจ้าหลักการ!" รินพึมพำลอดไรฟัน ก่อนจะสะดุดกึกเมื่อปลายเกรียงกระทบเข้ากับพื้นผิวที่แข็งผิดปกติใต้ชั้นปูนหนาทึบ
เสียงโลหะขูดกับวัตถุบางอย่างดังแกรกเบาๆ แต่มันดังก้องชัดเจนในความเงียบสงัด ปราชญ์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย อาการกอดอกถูกยกเลิก เขาก้าวเข้ามาประชิดด้านหลังรินโดยอัตโนมัติ มือใหญ่เอื้อมไปจับข้อมือเรียวที่ถือเกรียงไว้เบาๆ เพื่อหยุดการเคลื่อนไหว
"เดี๋ยวก่อนครับ... อย่าเพิ่งใช้น้ำหนักเยอะ" เสียงทุ้มต่ำของปราชญ์กระซิบอยู่ข้างใบหู ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับต้นคอขาวจนรินสะبدเฮือก ขนลุกชันไปทั่วร่าง เคมีที่ปะทะกันระຫວ่างความเยือกเย็นของสถาปนิกและความร้อนรนของช่างศิลป์สายติสต์พุ่งปรี๊ดขึ้นถึงขีดสุดในพื้นที่จำกัดนี้
"ปล่อยผมก่อนครับปราชญ์ ผมมองไม่เห็น" รินพยายามข้อมือออกจากการกุม แต่แรงบีบนั้นนอกจากจะไม่คลายลงแล้ว ปราชญ์ยังโน้มตัวลงมาแนบชิดกว่าเดิมเพื่อมองลอดผ่านไหล่ของเขา
"ดูนั่นสิครับ..." ปราชญ์เอ่ยเสียงพร่า สายตาคมกริบจดจ้องไปยังรอยกะเทาะของปูน
ใต้ชั้นสีน้ำมันหนาเตอะและคราบปูนซีเมนต์เก่าเก็บ ปรากฏร่องรอยของเส้นสีทองอร่ามและเฉดสีน้ำเงินครามเข้มข้นที่ตัดกันอย่างทรงพลัง มันไม่ใช่แค่รอยสีธรรมดา แต่มันคือโครงร่างของภาพวาดเฟรสโกโบราณที่ถูกโบกปูนทับอำพรางไว้อย่างแนบเนียนมานานหลายทศวรรษ รินเบิกตากว้าง ความตื่นตะลึงเข้ามาแทนที่ความหงุดหงิดเมื่อครู่ นิ้วเรียวที่หลุดจากการพันธนาการเอื้อมไปแตะขอบรอยแตกนั้นอย่างลืมตัว
"พระเจ้า... นี่มันงานจิตรกรรมฝาผนังยุคก่อนสงครามโลกนี่ครับ" รินพึมพำด้วยความทึ่ง ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับด้วยจิตวิญญาณของช่างบูรณะ "ทำไมถึงมีคนเอาปูนมาโบกทับงานศิลป์ล้ำค่าแบบนี้ไว้ได้"
"เพื่อซ่อนมัน... หรือเพื่อปกปิดอะไรบางอย่าง" ปราชญ์วิเคราะห์ด้วยน้ำเสียงจริงจัง ความใกล้ชิดเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความสงสัยใคร่รู้ทางสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ เขานิ้วเรียวยาวแตะลงบนพื้นผิวข้างๆ รอยแยก "อาคารหลังนี้เคยเป็นเซฟเฮาส์ลับในช่วงสงคราม การซ่อนงานศิลป์แบบนี้หมายความว่ามันต้องมีความลับสำคัญซ่อนอยู่หลังผนังนี้แน่ๆ"
บรรยากาศในห้องใต้หลังคาเปลี่ยนจากความอึมครึมทางอารมณ์ กลายเป็นความตึงเครียดของปริศนาที่รอการคลี่คลาย รินหยิบแปรงขนอ่อนปัดฝุ่นปูนที่เกาะตามซอกมุมของภาพวาดออกอย่างทะนุถนอม เผยให้เห็นบางส่วนของภาพวาดที่เป็นรูปสัญลักษณ์แปลกประหลาด และรอยจารึกตัวเลขโรมันที่เลือนราง
ปราชญ์จ้องมองใบหน้าด้านข้างของรินที่กำลังจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้า แสงไฟนีออนตกกระทบดวงตาคู่สวยที่ฉายแววหลงใหลอย่างปิดไม่มิด ในสายตาของสถาปนิกผู้เคร่งครัด รินในยามนี้ช่างมีเสน่ห์จนยากจะละสายตา ความดื้อรั้นและความหยิ่งทะนงหายวับไป เหลือเพียงความอ่อนโยนที่เขามีต่อประวัติศาสตร์และงานศิลป์
"คุณนี่นะ..." ปราชญ์หลุดปากพูดออกมาเบาๆ
"อะไรครับ?" รินหันกลับมาอย่างรวดเร็ว ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่เหลือเพียงแค่ลมหายใจกั้น ริมฝีปากของรินเกือบจะเฉียดเข้ากับปลายคางของปราชญ์ ดวงตากลมโตช้อนขึ้นมองสบตาในระยะประชิด หัวใจของทั้งสองคนเต้นรัวเร็วจนแทบจะหลุดออกมานอกอก ความเงียบของเซฟเฮาส์ไร้เสียงขยายเสียงลมหายใจของกันและกันให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ปราชญ์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก คำพูดที่เตรียมจะแซวถูกกลืนหายไปหมดสิ้นเมื่อสบเข้ากับแววตาคู่สวยที่เหมือนมีแรงดึงดูดมหาศาล มือหนายื่นออกไปหมายจะเกลี่ยปูนที่เปื้อนข้างแก้มใสของรินโดยสัญชาตญาณ
ทว่า—
*กริ๊ก!*
เสียงกลไกโลหะหนักอึ้งดังขึ้นจากผนังเบื้องล่าง ตามด้วยเสียงเฟืองเคลื่อนตัวฝืดๆ ราวกับมีกลไกบางอย่างถูกกระตุ้นโดยแรงกดหรือการขูดขีดเมื่อครู่ ภาพวาดตรงหน้าเริ่มสั่นไหวเล็กน้อย รอยแยกขยายวงกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว
ปราชญ์ดึงสติกลับมาทันที เขารวบเอวบางของรินแล้วดึงถอยหลังออกห่างจากผนังทันทีก่อนที่แผ่นปูนขนาดใหญ่จะทรุดตัวลงสู่พื้นเสียงดังสนั่นฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วห้อง
เมื่อฝุ่นควันจางลง ทั้งคู่ยืนหอบหายใจโยนตัวติดกันอยู่ในมุมห้อง ปราชญ์ยังคงโอบเอวรินไว้แน่นด้วยสัญชาตญาณการปกป้อง แต่วินาทีที่พวกเขาก้มลงมองรอยแยกที่เปิดกว้างขึ้นหลังแผ่นปูนที่พังทลายลงมา ความตกใจก็เข้าเกาะกุมจิตใจยิ่งกว่าเดิม
สิ่งที่ปรากฏอยู่หลังผนัง ไม่ใช่แค่ช่องว่างมืดๆ ทั่วไป... แต่มันคือห้องลับขนาดเล็กที่อัดแน่นไปด้วยเอกสารกองโต กล่องเหล็กขึ้นสนิม และภาพวาดสีน้ำมันอีกนับสิบชิ้นที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี และที่กลางห้องนั้น มีแสงไฟสลัวจากหลอดไฟฉุกเฉินเก่าๆ ที่ยังคงทำงานอยู่ กระพริบต้อนรับผู้มาเยือนทั้งสอง
ปราชญ์ก้มมองสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าสลับกับใบหน้าของรินที่ยังคงตื่นตะลึงไม่แพ้กัน
"ดูท่าทาง..." ปราชญ์กระซิบชิดริมหูริน น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความระทึกใจอย่างปิดไม่มิด "เรื่องที่เราจะเคลียร์กันคืนนี้... คงไม่ได้มีแค่เรื่องของเราสองคนซะแล้วล่ะครับ"
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาอินและฟินไปด้วยกันในตอนนี้นะครับ
เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์•ตอนที่ 13
เมื่อความลับของวิหารเริ่มปรากฏ
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!