เสียงก๊อปแก๊ปของพื้นรองเท้าหนังกระทบกับพื้นคอนกรีตเปลือยในโกดังเก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยา ดังสะท้อนก้องกังวานราวกับจะตอกย้ำความตึงเครียดที่ลอยอวลอยู่ในอากาศ
"คุณเดินช้าเป็นเต่าคลานแบบนี้ ตั้งใจจะให้สีเบอร์พิเศษนั่นมันสูญพันธุ์ไปจากโลกก่อนที่เราจะไปถึงหรือไงครับ คุณริน"
ปราชญ์หยุดฝีเท้าลงโดยไม่หันกลับมามอง มือหนาที่มักจะถือแปลนสถาปัตยกรรมอยู่เสมอในเวลางาน บัดนี้กำลังซุกอยู่ในกระเป๋าเสื้อโค้ตตัวยาว แผ่นหลังกว้างภายใต้ชุดลำลองดูผ่อนคลายกว่าทุกวัน แต่คำพูดคำจาไม่ได้ผ่อนคลายตามไปด้วยเลยสักนิด
รินที่กำลังก้าวตามหลังมาด้วยความหงุดหงิดชะงักกึก ดวงตากลมโตตวัดมองแผ่นหลังของสถาปนิกหนุ่มจอมเนียบด้วยความหมั่นไส้ มือเรียวขยี้ผมสีสว่างของตัวเองอย่างแรงจนยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง ก่อนจะสาวเท้าเข้าไปประชิดตัวในระยะประชิด
"ถ้าคุณรีบนัก ทำไมไม่วิ่งไปคนเดียวล่ะครับคุณปราชญ์? ใครใช้ให้คุณเสนอหน้ามาขับรถพาผมมาที่นี่เองเล่า!" รินสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเจือความอวดดีที่อีกฝ่ายเกลียดนักเกลียดหนา "แล้วอีกอย่าง สี 'โอลด์บลัด' เกรดโบราณแบบนั้น มันไม่ได้หากันได้ตามร้านขายสีพาณิชย์แถวนี้หรอกนะ ถ้าไม่มีผม คุณก็เดินวนหาจนรองเท้าสึกเป็นร้อยคู่ก็ไม่เจอหรอก!"
ปราชญ์ถอนหายใจออกมาเบาๆ เจ้าตัวหันขวับกลับมาเผชิญหน้า ระยะห่างระหว่างทั้งคู่แคบลงจนเกือบจะแนบชิด กลิ่นน้ำหอมเจือจางผสานกับกลิ่นฝุ่นจางๆ ของโกดังเก่าลอยเข้าจมูก ปราชญ์มองคนตรงหน้าที่เชิดคางขึ้นท้าทายอย่างนึกหมั่นเขี้ยว ดวงตาคมกริบกวาดมองตั้งแต่เส้นผมยุ่งเหยิง ริมฝีปากที่กำลังเม้มเข้าหากันอย่างขัดใจ ไปจนถึงเสื้อเชิ้ตตัวโคร่งที่รินจงใจใส่มาเพื่อความคล่องตัวแต่กลับดูยั่วเย้าในสายตาของเขา
"ผมไม่ได้อยากมาเดินตากแดดตากลมกับคุณนักหรอกนะครับ ถ้าไม่ใช่เพราะงานบูรณะผนังปูนปั้นโถงรับAรองรับความเสียหายจากน้ำรั่วไม่ได้มาตรฐานตามที่คุณออกแบบไว้" ปราชญ์ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนรินต้องเอนตัวหนีโดยอัตโนมัติ "จำไม่ได้เหรอครับ ว่าใครเป็นคนทำพลาดไว้เมื่ออาทิตย์ก่อน?"
"นั่นมันอุบัติเหตุ! ท่อประปาเก่ามันแตกเองต่างหาก ไม่เกี่ยวกับแบบของผมสักหน่อย!" รินเถียงเสียงแข็ง ใบหน้าเนียนขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความฮึดฮัด ไม่ใช่เพราะความโกรธอย่างเดียว แต่เป็นเพราะระยะห่างที่ใกล้เกินไปจนหัวใจเจ้ากรรมเริ่มเต้นผิดจังหวะต่างหาก
"หึ... ปากเก่งจังนะครับ" ปราชญ์ยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่นานๆ ทีจะหลุดออกมาแต่มันช่างทรงพลังจนคนมองแทบหยุดหายใจ นิ้วเรียวยื่นออกไปปัดเศษฝุ่นที่ติดอยู่ตรงปกเสื้อให้อย่างถือวิสาสะ การกระทำที่อ่อนโยนขัดกับวาจาร้ายกาจทำเอารินนิ่งค้างไปชั่วขณะ "ไปครับ เดินต่อได้แล้ว เจ้าของโกดังเขารออยู่ ถ้าช้ากว่านี้ ผมจะหักเงินค่าจ้างคุณจริงๆ ด้วย"
รินสะบัดหน้าหนีความรู้สึกแปลกประหลาดที่แล่นพล่านอยู่ในอก รีบก้าวเดินนำหน้าไปก่อนเพื่อซ่อนรอยยิ้มและอาการใจสั่นที่ปิดไม่มิด ปราชญ์มองตามร่างบางที่เดินลิ่วๆ ไปก่อนด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป ความเย็นชาและมาดนิ่งเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความคลั่งรักที่ถูกเก็บกดไว้ภายใต้ท่าทีหยิ่งทะนง
ตลอดการเดินทางมายังโกดังลับแห่งนี้ในรถยนต์ส่วนตัว ทั้งคู่แทบไม่ได้คุยกันเรื่องส่วนตัว มีเพียงเสียงเพลงแจ๊สเบาๆ จากวิทยุและความเงียบที่อึดอัด ทว่าลึกๆ แล้วต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่า 'วันหยุด' ที่ควรจะได้พักผ่อน กลับกลายเป็นข้ออ้างชั้นดีในการใช้เวลาอยู่ร่วมกันสองต่อสอง ท่ามกลางบรรยากาศชวนลุ้นระทึกของปมปัญหาครอบครัวของปราชญ์ที่ยังค้างคาใจจากเหตุการณ์เมื่อคืน
*'ไง... ลูกชายตัวดี ฉันเตือนแกแล้วนะ ว่าอย่าคิดเล่นตลกหนีปัญหา'*
คำพูดของพ่อยังคงก้องอยู่ในหัวของปราชญ์ ครอบครัวกำลังบีบคั้นให้เขากลับไปรับช่วงต่อธุรกิจใหญ่โต และการที่เขาเลือกปลีกตัวออกมากับรินในวันนี้ ก็เหมือนเป็นการประกาศสงครามกลายๆ ว่าเขาเลือกทางเดินของตัวเองแล้ว... ทางที่มีช่างศิลป์สายติสต์คนนี้ยืนอยู่ข้างๆ
"เจอแล้ว!" เสียงอุทานด้วยความดีใจของรินดังขึ้นจากมุมมืดของโกดัง ดึงปราชญ์ออกจากภวังค์
ช่างศิลป์หนุ่มกำลังยืนอยู่หน้าชั้นไม้เก่าแก่ที่มีขวดแก้วบรรจุผงสีธรรมชาติเรียงรายนับร้อยขวด แสงแดดยามบ่ายที่ส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างสังกะสีสาดกระทบลงบนใบหน้าของริน ทำให้ประกายตาคู่นั้นดูเปล่งประกายราวกับเด็กน้อยที่เจอสมบัติล้ำค่า ปราชญ์เดินเข้าไปใกล้ ใช้แขนข้างหนึ่งค้ำยันชั้นไม้ไว้ด้านหลังร่างของรินโดยปริยาย เป็นการกักตัวคนตัวเล็กไว้ในวงแขนอย่างแนบเนียน
"ไหนครับ สีที่คุณว่า?" ปราชญ์แกล้งโน้มใบลงกระซิบข้างใบหู จนรินสะดุ้งสุดตัว ลมหายใจอุ่นๆ รดต้นคอจนขนลุกซู่
"อะ... ออกไปห่างๆ เลยนะคุณปราชญ์! มายืนเบียดอะไรตรงนี้เนี่ย!" รินพยายามดันอกแกร่งออก แต่กลายเป็นว่ายิ่งผลัก ตัวก็ยิ่งแนบชิดเข้าไปอีก กลิ่นกายสะอาดผสมกับกลิ่นแดดอ่อนๆ ของปราชญ์ทำเอาสติกระเจิง
"ก็ผมมองไม่เห็นนี่ครับ... ไหนล่ะสีโอลด์บลัดที่คุณคุยนักคุยหนา" ปราชญ์แสร้งทำเป็นมองข้ามไหล่บางไปยังขวดแก้วเบื้องหน้า แต่สายตาจริงๆ กลับหยุดอยู่ที่พวงแก้มใสที่ขึ้นสีแดงจัดอย่างน่าเอ็นดู
รินเม้มปากแน่น หัวใจเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกบีบให้แคบลงเหลือเพียงพื้นที่ระหว่างคนสองคน ความเงียบสงบของโกดังเก่าถูกแทนที่ด้วยเสียงลมหายใจที่สอดประสานกันอย่างน่าประหม่า รินเงยหน้าขึ้นเพื่อจะต่อว่า แต่จังหวะนั้นเอง ปางญ์ก็ก้มหน้าลงมาพอดี ปลายจมูกของทั้งคู่เกือบจะชนกัน
ดวงตาสองคู่ประสานกันนิ่งงัน ความซึนเดระที่เคยมีพังทลายลงในเสี้ยววินาที รินเผยริมฝีปากน้อยๆ คล้ายจะพูดอะไรบางอย่าง ขณะที่ปราชญ์ไล่สายตาลงมองเรียวปากนุ่มนั้นอย่างห้ามใจไม่อยู่ มือหนาที่เคยซุกอยู่ในกระเป๋าเคลื่อนมาแตะที่เอวบางโดยสัญชาตญาณ รั้งให้เข้ามาแนบชิดยิ่งขึ้น
"คุณริน... ผมว่าเรา..." ปราชญ์เอ่ยเสียงพร่า ประโยคหวานเลี่ยนที่ปกติไม่มีวันออกจากปากกำลังจะหลุดลอดออกมา
*แอ๊ด... เสียงประตูโกดังไม้บานใหญ่ด้านหน้าถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ และน้ำเสียงคุ้นเคยที่ดังแทรกขึ้นท่ามกลางความเงียบ*
"ปราชญ์! แกอยู่ที่นี่จริงๆ ด้วยสินะ... ฉันบอกแล้วว่าตามตัวไม่ยากหรอก"
ร่างสูงใหญ่ของชายวัยกลางคนในชุดสูทเนียบกริบ ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่กลางโกดัง สายตาดุดันกวาดมองมายังมุมที่เขาทั้งสองยืนอยู่ รอยยิ้มเยียบเย็นปรากฏบนใบหน้าของผู้มาใหม่ ทำให้ปราชญ์ต้องผละออกจากรินทันที ใบหน้าหล่อเหลากลับมาตึงเครียดขึ้นอีกครั้งในพริบตา
รินหน้าซีดเผือดเมื่อตระหนักได้ว่าใครคือผู้มาเยือน ขณะที่ปราชญ์ขบกรามแน่น กำมือเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาสัมผัสความฟินปนระทึกในตอนนี้นะครับ
เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์•ตอนที่ 18
วันหยุดที่ไม่ได้หยุดอย่างที่คิด
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!