เสียงลูกกลอนประตูที่ถูกบิดเปิดออกไม่ได้นำพาความวุ่นวายจากโลกภายนอกเข้ามาอย่างที่ปราชญ์คาดการณ์ไว้ มีเพียงความเงียบงันและกลิ่นอายอับชื้นของคราบฝุ่นในเซฟเฮาส์ที่ยังคงทำหน้าที่เป็นพยานปากเอกให้กับความตึงเครียดเมื่อครู่ ชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทเนื้อดีแต่ยับยู่ยี่เล็กน้อยจากการทำงานขบกรามแน่น สันจاوโด่งคมสันสะท้อนกับแสงไฟนีออนสลัว มือหนาที่เพิ่งละจากการกำหมัดเพื่อระงับความหงุดหงิด ค่อยๆ ผ่อนคลายลงช้าๆ เมื่อกวาดสายตามองออกไปที่ระเบียงทางเดินแล้วพบเพียงความว่างเปล่า
ไม่มีใครอยู่ข้างนอก... หรืออย่างน้อยก็ไม่มีร่องรอยของการบุกรุก
ปราชญ์ถอนหายใจยาวเหยียดออกมาอย่างโล่งอก แต่อีกใจหนึ่งกลับมีความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างตีรวนขึ้นมาในอก ความรู้สึกที่คล้ายกับความเสียดาย... เสียดายบรรยากาศบางอย่างที่เพิ่งขาดช่วงไป
"โล่งอกล่ะสิครับที่คุณสถาปนิกผู้เคร่งครัดพบว่าข้างนอกไม่มีอะไร นอกจากฝุ่นเกรอะกรังและเงาของตัวเอง"
เสียงทุ้มติดจะกวนประสาทดังขึ้นจากด้านหลัง น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความท้าทายและรอยยิ้มมุมปากที่ปราชญ์จินตนาการภาพตามได้ทันทีโดยไม่ต้องหันไปมอง
ปราชญ์หมุนตัวกลับช้าๆ ดวงตาคมกราบกวาดมองร่างโปร่งของรินที่ยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะทำงานอยู่ รินในยามนี้ไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวต่อสถานการณ์ตึงเครียดเมื่อครู่แม้แต่น้อย ดวงตากลมโตคู่สวยพราวระยับด้วยประกายความอยากรู้อยากเห็นที่ปิดไม่มิด ไล่สายตามองสำรวจท่าทีของเขาอย่างเปิดเผย ราวกับกำลังประเมินว่าสถาปนิกหนุ่มผู้รักความสมบูรณ์แบบคนนี้จะซ่อนร่องรอยความพ่ายแพ้ไว้ตรงไหน
"ผมไม่ได้โล่งอก ผมแค่กำลังพิจารณาว่าความปลอดภัยของสถานที่แห่งนี้มันแย่กว่าที่คิดไว้" ปราชญ์สวนกลับด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท พยายามสร้างกำแพงความเยือกเย็นขึ้นมาปกป้องพื้นที่ส่วนตัวที่กำลังถูกรุกล้ำ "และถ้าคุณยังมีเวลามาพูดจาประชดประชัน ผมแนะนำให้เอาสมองส่วนนั้นไปคิดเรื่องการซ่อมแซมชิ้นงานตรงหน้าให้มันเสร็จตามกำหนดจะดีกว่าครับ"
รินหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะที่ทำเอาปราชญ์ต้องแอบขบกรามแน่นอีกครั้ง ช่างบูรณะงานศิลป์ก้าวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้น ระยะห่างที่เคยถูกรักษาระหว่างกันนับตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าเซฟเฮาส์แห่งนี้เริ่มลดเลือนหายไปทีละน้อย บรรยากาศรอบตัวไม่ได้คุกกรุ่นด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวเหมือนตอนแรก หากแต่ถูกแทนที่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นและแรงดึงดูดประหลาดที่ไม่อาจปฏิเสธ
รินก้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อเพ่งมองชิ้นส่วนปูนปั้นที่วางอยู่บนโต๊ะ ปลายนิ้วเรียวยาวแตะสัมผัสเบาๆ ที่ผิวเนื้อปูนซึ่งดูเผินๆ เหมือนแตกหักเสียหาย แต่ทว่า... เมื่อแสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะสาดส่องลงมาในมุมที่พอดิบพอดี มันกลับเผยให้เห็นรอยร้าวที่ไม่ได้ลึกอย่างที่ตาเห็น
"คุณปราชญ์..." รินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเปลี่ยนไปจากเดิม ความขี้เล่นถูกแทนที่ด้วยความจริงจังและทึ่งจัด "คุณเห็นนี่ไหมครับ?"
ปราชญ์ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย ร่างสูงก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานโดยไม่รู้ตัว กลิ่นหอมจางๆ จากตัวของรินลอยปะทะจมูกท่ามกลางกลิ่นอายฝุ่นปูน ปราชญ์ก้มลงมองตามปลายนิ้วของอีกฝ่ายที่ชี้ไปยังรอยร้าวบนชิ้นงานปูนปั้น
"รอยนี่... ไม่ได้เกิดจากการกระแทกหรือความเสียหายทางโครงสร้าง" รินเงยหน้าขึ้นสบตาปราชญ์ ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ในตอนนี้ใกล้กันเสียจนลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่บนผิวแก้ม ดวงตาของทั้งสองประสานกันนิ่งงันในความเงียบ "แต่มันคือร่องที่จงใจสลักขึ้น มันคือลูกเล่นทางโครงสร้างที่ซ่อนกลไกบางอย่างเอาไว้ต่างหากล่ะครับ"
ปราชญ์ชะงักไป ดวงตาคมกวาดมองลึกลงไปในรอยร้าวตามที่รินบอก ในฐานะสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญเรื่องโครงสร้าง เขากวาดสายตาเพียงปราดเดียวก็ตระหนักได้ทันทีว่ารินพูดถูก รอยต่อนั้นถูกคำนวณมาอย่างแม่นยำเพื่อซ่อนสลักกลไกบางอย่างที่เชื่อมต่อกับฐานด้านล่าง เป็นงานศิลปะผสมผสานวิศวกรรมที่ซับซ้อนและงดงามเกินกว่าจะคาดคิด
"มันคือรหัส... หรือไม่ก็ช่องเปิดลับ" ปราชญ์พึมพำออกมาเบาๆ ลืมความขัดแย้งทุกอย่างไปชั่วขณะ สมองเริ่มวิเคราะห์กลไกตรงหน้าด้วยความหลงใหลในสายงานวิชาชีพ
"ฉลาดนี่ครับ..." รินกระซิบชิดริมฝีปาก แววตาเป็นประกายระยับด้วยความท้าทายที่ปะปนกับความชื่นชม "ไหนลองบอกผมหน่อยสิครับ คุณสถาปนิกผู้เก่งกาจ ว่าเราต้องหมุนหรือกดมันตรงไหนถึงจะเปิดกลไกนี้ได้"
ปราชญ์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ไม่ใช่เพราะความยากของกลไกชิ้นงาน แต่เป็นเพราะระยะห่างที่ใกล้ชิดจนเกินพอดีและน้ำเสียงกระซิบที่ชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ สติสัมปชัญญะที่เคยถูกควบคุมด้วยกฎระเบียบและเหตุผลมาตลอดชีวิตกำลังสั่นคลอนอย่างรุนแรง เส้นแบ่งระหว่างความเป็นมืออาชีพกับความรู้สึกส่วนตัวเริ่มเลือนหายไปต่อหน้าต่อตาในพื้นที่แคบๆ แห่งนี้
มือหนาขยับเข้าไปใกล้เพื่อจะลองขยับกลไกตามที่รินแนะนำ ปลายนิ้วของเขาสัมผัสโดนปลายนิ้วของรินเข้าอย่างจัง ความอุ่นร้อนที่ส่งผ่านผิวสัมผัสทำเอาทั้งคู่สะดุ้งเล็กน้อยแต่ไม่มีใครยอมถอยหนี ปราชญ์ชะงักค้าง ปลายจมูกแทบจะชนกับปลายจมูกของคนตรงหน้า รินเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก แต่มันกลับทรงพลังพอที่จะทำให้โลกทั้งใบหยุดหมุนไปชั่วขณะ
"ถ้าคุณขยับผิดองศา ชิ้นงานนี้อาจจะพังทลายลงจริงๆ นะครับ" รินกระซิบเตือนด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ดวงตากลมโตฉายแววดื้อรั้นแต่น่าค้นหา "คุณกล้าเสี่ยงกับผมไหมล่ะครับ... ปราชญ์"
คำพูดนั้นไม่ได้หมายถึงแค่ชิ้นงานปูนปั้นตรงหน้า แต่มันหมายถึงความสัมพันธ์ที่กำลังก้าวข้ามเส้นกั้นอย่างอันตราย ปราชญ์จ้องลึกลงไปในดวงตานั้น หัวใจเต้นรัวระดมราวกับกลองศึก ความซึนที่เคยมีถูกหลอมละลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความปรารถนาที่จะทำตามเสียงเรียกของหัวใจตัวเอง
นิ้วแกร่งขยับเตรียมจะกดลงบนกลไกตามสัญชาตญาณ ทว่า... ก่อนที่ปลายนิ้วจะทันได้ออกแรงกด เสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขึ้นอย่างกะทันหัน พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกชื่อของปราชญ์ที่ดังแทรกเข้ามาทำลายบรรยากาศเงียบงันทั้งหมดลงในเสี้ยววินาที!
"คุณปราชญ์ครับ! อยู่ข้างในหรือเปล่าครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!"
เสียงนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเสียงของลูกน้องคนสนิทที่ตามหาตัวเขาจนเจอ และการมาเยือนในจังหวะเวลานรกแบบนี้ ก็ทำให้ทั้งปราชญ์และรินต้องผละออกจากกันอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจ พร้อมกับเสียงประตูเซฟเฮาส์ที่กำลังถูกบิดเปิดออกโดยบุคคลที่สามซึ่งไม่มีใครคาดคิดว่าจะโผล่มาในเวลานี้!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจจดใจจ่อไปกับความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ หลอมละลายของทั้งคู่ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!
เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์•ตอนที่ 11
เส้นแบ่งที่เริ่มเลือนหาย
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!