เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์•ตอนที่ 10

คำสารภาพที่ไม่มีใครได้ยิน

ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
"หมดเวลาสนุกแล้วครับ... ดูเหมือนว่าผลงานชิ้นนี้ จะต้องถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งขันซะแล้วล่ะ" ประโยคสุดท้ายจากตอนที่แล้วยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ท่าىมกลางความเงียบงันที่กดทับห้องพักขนาดสิบแปดตารางเมตรจนแทบไม่ได้ยินเสียงลมหายใจ ปราชญ์ยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงาน แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะสาดกระทบกรอบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยร่องรอยความเหนื่อยล้า แต่สิ่งที่เด่นชัดกว่าความเหนื่อยคือดวงตาคู่คมที่กำลังจ้องมองเศษชิ้นส่วนปูนปั้นโบราณที่หักคามือ ผลงานบูรณะชิ้นเอกที่พวกเขาแลกหยาดเหงื่อและเวลานอนมาตลอดสามสัปดาห์ บัดนี้มีรอยร้าวลึกพาดผ่านใจกลางโครงสร้างหลักอย่างไม่น่าให้อภัย "คุณพูดบ้าอะไรออกมา ปราชญ์" เสียงของรินดังขึ้นทำลายความเงียบ ร่างบางที่ปกติมักจะคลุกฝุ่นอยู่กับสีและปูนก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานอย่างรวดเร็ว ดวงตากลมโตคู่นั้นไม่ได้ฉายแววตื่นตระหนกอย่างที่ควรจะเป็น ตรงกันข้าม มันกลับลุกโชนด้วยประกายไฟแห่งความดื้อรั้น รินเอื้อมมือจะคว้าชิ้นงานนั้นมาดู แต่ปราชญ์กลับเบี่ยงตัวหลบด้วยสัญชาตญาณ ทำให้ปลายนิ้วเรียวของรินเฉียดผ่านปลอกแขนเสื้อเชิ้ตของเขาไปอย่างเฉียดฉิว "ผมไม่ได้พูดเล่น" ปราชญ์ตอบเสียงเรียบ พยายามควบคุมน้ำเสียงให้มั่นคงที่สุด แม้ว่าหัวใจข้างในจะเต้นระรัวราวกับกลองเพลิง "ความเสียหายมันเกินกว่าจะแก้ไขทันก่อนเส้นตายเที่ยงคืนนี้ คุณก็รู้ดีว่าคณะกรรมการตรวจรับมีความเข้มงวดแค่ไหน งานที่มีรอยต่อแบบนี้ไม่มีทางผ่านการประเมิน" "แต่เราซ่อมได้!" รินเถียงกลับทันควัน น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความอัดอั้น "คุณเป็นสถาปนิกที่เก่งที่สุดเท่าที่ผมเคยร่วมงานด้วย และผมก็เป็นช่างศิลป์ที่รู้โครงสร้างชิ้นนี้ดีกว่าใคร ถ้าเราช่วยกันเดินเครื่องต่ออีกสามชั่วโมง เราทันแน่ คุณจะมายอมแพ้ง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้นะ ปราชญ์!" รินก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าว ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองถูกลดทอนลงจนแทบไม่เหลือพื้นที่ว่าง กลิ่นหอมจางๆ ของน้ำมันสนและสบู่สมุนไพรที่ติดตัวรินมาตลอด โชยเข้าปะทะจมูกของปราชญ์ท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวของห้องพักที่เครื่องปรับอากาศเกิดเสียกะทันหัน ความใกล้ชิดนี้ทำให้สถาปนิกหนุ่มผู้เคร่งครัดในกฎเกณฑ์ถึงกับต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ปราชญ์หลบสายตาไปมองที่ผนังห้องเพื่อตั้งสติ เขารู้ดีว่ารินไม่ได้พูดผิด งานนี้ยังพอมีทางแก้ แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ชิ้นงาน... ปัญหาคือหัวใจของเขาเองต่างหากที่เริ่มจะควบคุมไม่ได้เมื่อต้องอยู่ใกล้ชิดกับคนดื้อรั้นคนนี้ในพื้นที่จำกัดแบบนี้ "คุณไม่เข้าใจ..." ปราชญ์ถอนหายใจยาว พยายามสร้างกำแพงความเย็นชาขึ้นมาห่อหุ้มตัวเองอีกครั้ง "สิ่งที่คุณเรียกว่าความพยายาม มันคือความดื้อรั้นที่ไร้เหตุผล ผลงานชิ้นนี้แบกชื่อเสียงของบริษัทเราไว้ ถ้ามันส่งไปแล้วถูกตีตก มันไม่ใช่แค่เราสองคนที่จะเดือดร้อน แต่หมายถึงทีมงานเบื้องหลังทั้งหมด" "แล้วคุณแบกรับมันไว้คนเดียวหรือไง!" รินขึ้นเสียง ดวงตาคู่สวยคลอไปด้วยหน่วยน้ำใสๆ แต่เจ้าตัวพยายามกะพริบตาไล่มันกลับเข้าไปอย่างแข็งกร้าว รินยกมือขึ้นชี้หน้าปราชญ์โดยไม่เกรงกลัว "คุณชอบทำตัวเป็นพ่อพระ แบกความคาดหวังของคนอื่นไว้จนหลังแทบหัก แล้วก็ผลักไสทุกคนที่อยากจะช่วยคุณออกไป คุณคิดว่าตัวเองเท่มากรึไงที่ทำหน้าตายชาแบบนั้นตลอดเวลา!" คำพูดนั้นราวกับมีดปลายแหลมที่กรีดตรงเข้าสู่ปมในใจของปราชญ์อย่างแม่นยำ ภาพความคาดหวังของครอบครัวที่ต้องการให้เขาสืบทอดบริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่ ภาพคำสั่งสอนที่ว่า 'ความรู้สึกไม่มีพื้นที่ในงานธุรกิจ' วิ่ง วับเข้ามาในหัวจนปราชญ์รู้สึกชาไปทั้งร่าง ความอดทนที่สะสมมานานขาดผึ่ง ปราชญ์ยื่นมือออกไปคว้าข้อมือบางของรินไว้แน่น แรงบีบไม่ได้รุนแรงจนเจ็บ แต่หนักแน่นพอที่จะทำให้รินชะงักและเงียบเสียงลง เขากระชากร่างบางเข้ามาประชิดตัวจนแผ่นอกของทั้งคู่แทบแนบชิดกัน ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินอยู่บริเวณปลายจมูก ห้องพักที่เคยกว้างพอจะหายใจ กลับแคบลงถนัดตาเมื่ออุณหภูมิรอบตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เพราะอากาศ แต่เพราะแรงดึงดูดประหลาดที่กำลังเหนี่ยวรั้งพวกเขาทั้งคู่เข้าหากัน "คุณอยากรู้จริงเหรอว่าทำไมผมถึงอยากหยุด?" ปราชญ์กระซิบเสียงต่ำ เสียงนั้นแหบพร่าและสั่นไหวเล็กน้อยจนรินสัมผัสได้ถึงความร้าวรานที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังมาดนิ่ง รินนิ่งอึ้ง ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่คมที่มักจะซ่อนความรู้สึกไว้เสมอ แต่ในวินาทีนี้ มันกลับสะท้อนภาพเงาของรินเองไว้อย่างชัดเจน และที่สำคัญกว่านั้น... มันฉายแววความคลั่งรักที่ปราชญ์พยายามปกปิดมาตลอดหลายเดือนเต็มเปี่ยม "เพราะผมกลัว..." ปราชญ์พูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เบาลง ราวกับกำลังสารภาพความลับกับตัวเองมากกว่าจะบอกอีกฝ่าย "ผมกลัวว่าถ้าเรายังดันทرทำต่อจนมันพังคามือ ผมจะไม่ใช่แค่เสียงานชิ้นนี้... แต่ผมจะทนเห็นคุณร้องไห้ไม่ได้" ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากริมฝีปากของริน รินอ้าปากค้างเล็กน้อย สมองประมวลผลคำสารภาพที่หลุดออกมาจากปากของคนปากแข็งอย่างปราชญ์ไม่ทัน ความอุ่นวาบแผ่ซ่านขึ้นมาจากกลางอก ไล่ลามขึ้นมาถึงใบหูและพวงแก้มจนแดงก่ำ นี่ไม่ใช่การปะทะฝีปากแบบทุกที แต่มันคือการเปิดเปลือยความรู้สึกที่แท้จริงออกมาในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่ไม่มีใครได้ยินนอกจากเสียงหัวใจของคนทั้งคู่ที่กำลังเต้นรัวเป็นจังหวะเดียวกัน รินเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความซึนและความดื้อรั้นที่เคยมีมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกตื้นตันและอบอุ่นที่เอ่อล้นจนจุกอก รินเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่ม ความใกล้ชิดนี้ทำให้ระยะห่างระหว่างริมฝีปากของพวกเขาลดลงเหลือเพียงแค่คืบเดียวเท่านั้น ปราชญ์ก้มมองริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันนั้นด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ความยับยั้งชั่งใจที่เคยมีพังทลายลงในพริบตา นิ้วมือที่จับข้อมือของรินเปลี่ยนเป็นการไล้ขึ้นมาสัมผัสกรอบหน้าเนียนแผ่วเบา สัมผัสที่อ่อนโยนจนรินต้องหลับตาลงรับความรู้สึกนั้นโดยสัญชาตญาณ ใบโน้มเข้าหากันอย่างช้าๆ แรงดึงดูดของแม่เหล็กขั้วเดียวกันที่พร้อมจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกหยุดเวลาไว้ ปราชญ์หลับตาลงและเตรียมจะประทับริมฝีปากลงบนความนุ่มนวลตรงหน้า เพื่อปิดผนึกคำสารภาพทั้งหมดที่อัดแน่นอยู่ในใจ ปัง! เสียงทุบประตูห้องพักดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่ากลางฤดูฝน ตามมาด้วยเสียงเคาะรัวๆ และเสียงตะโกนโกลาหลจากด้านนอก "คุณปราชญ์! คุณริน! เปิดประตูเดี๋ยวนี้ครับ! คณะกรรมการตรวจรับงานมาถึงก่อนกำหนดสามชั่วโมง พวกเขาขอตรวจหน้างานตอนนี้เลยครับ!" ร่างของทั้งคู่สะดุ้งสุดตัว ปราชญ์ลืมตาโพรงแล้วผละถอยหลังออกมาอย่างรวดเร็วราวกับถูกไฟช็อต ส่วนรินเซถอยหลังไปชนขอบโต๊ะทำงานจนเกือบเสียหลัก มือบางยกขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองที่เกือบจะถูกขโมยจูบไปเมื่อครู่ ใบหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอายปนตกใจกับจังหวะนรกที่เข้ามาขัดจังหวะชีวิตได้อย่างเหมาะเจาะเหลือเกิน ปราชญ์สูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงสติตัวเองกลับมา สภาพชุดเชื้อที่ยับยู่ยี่และหัวใจที่ยังเต้นไม่เป็นจังหวะบ่งบอกว่าเขาเกือบจะหลุดจากการควบคุมตัวเองไปแล้ว ชายหนุ่มเสยผมลวกๆ ก่อนจะหันไปมองประตูห้องสลับกับมองหน้าช่างศิลป์สาวที่ยังคงยืนหน้าแดงอยู่ข้างโต๊ะ เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้งเร่งเร้า รินกัดริมฝีปากล่างเบาๆ แล้วส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความท้าทายและรอยยิ้มเจ้าเล่ห์กลับมาให้ปราชญ์ทันที แม้สถานการณ์จะคับขันเพียงใด แต่ประกายตาคู่นั้นกลับบอกชัดเจนว่า... สงครามระหว่างพวกเขายังไม่จบลงง่ายๆ แน่นอน ปราชญ์ขบกรามแน่น กำมือเข้าหากันเพื่อระงับความเสียดาย ก่อนจะก้าวฉับๆ ไปที่ประตูเพื่อบิดลูกกลอนเปิดออกเผชิญหน้ากับวิกฤตภายนอก โดยไม่ทันสังเกตเห็นว่า... บนโต๊ะทำงานด้านหลัง เศษชิ้นส่วนปูนปั้นที่คิดว่าพังเสียหาย กลับมีแสงสะท้อนจากเงาไฟเผยให้เห็นรอยร้าวที่ไม่ได้ลึกอย่างที่ตาเห็น แต่มันคือลูกเล่นทางโครงสร้างที่ซ่อนกลไกบางอย่างเอาไว้ ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและใจเต้นไปกับพวกเขาในทุกๆ ตัวอักษรนะครับ
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%