เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์•ตอนที่ 9

ฝนตกกับงานที่ต้องทำแข่งกับเวลา

ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
เสียงคำรามของฟ้าผ่าด้านนอกไม่ได้น่ากลัวเท่ากับรอยยิ้มมุมปากของบุคคลที่เพิ่งก้าวเข้ามาในเซฟเฮาส์ "ถ้าพวกคุณยังยืนจ้องหน้ากันเหมือนผู้ชายสองคนที่แย่งชิงจีบหญิงในละครหลังข่าวแบบนี้ ภาพเขียนอายุก็คงจะละลายกลายเป็นน้ำสีรุ้งไปก่อนที่จะได้ส่งมอบนะครับ" เสียงทุ้มกังวานของบุคคลที่สามทำลายความเงียบงันลง ปราชญ์ชักสีหน้ากลับอย่างรวดเร็ว ความโกรธขึงที่อัดแน่นอยู่ในอกเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความตื่นตัว สถาปนิกหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบห้อง สัญชาตญาณเตือนภัยกรีดร้องลั่นเมื่อลมพัดกรรโชกแรงจนหน้าต่างบานเกล็ดเก่าแก่ส่งเสียงสั่นพั่บๆ หยาดฝนแรกเริ่มสาดกระเซ็นผ่านรอยแยก ละอองน้ำเย็นเฉียบปะทะเข้ากับผิวแก้มของเขา แต่นั่นยังไม่น่าตกใจเท่ากับสิ่งที่อยู่กลางห้อง—ผืนผ้าใบโบราณชิ้นเอกที่รินเพิ่งลงน้ำยาเคลือบป้องกันเนื้อสีไปเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน "หน้าต่างเปิด!" ปราชญ์ตะโกนลั่นโดยไม่คิดชีวิต ขายาวก้าวพรวดเข้าไปคว้าขอบหน้าต่างกระชากปิดเสียงดังสนั่น แต่มันสายเกินไป ละอองฝนระลอกแรกสาดเข้ามาโดนมุมล่างของเฟรมผ้าใบจนหยดน้ำเกาะพราว "เฮ้ย! อย่าเพิ่งแตะตรงนั้น!" รินพุ่งตัวเข้ามาด้วยความเร็วไม่แพ้กัน มือเรียวคว้าท่อนแขนแกร่งของปราชญ์ไว้แน่น แรงกระชากทำให้สถาปนิกหนุ่มเสียหลักเซถลามาชนแผงอกของช่างบูรณะหนุ่มโดยไม่ตั้งใจ กลิ่นน้ำมันสนผสมกับกลิ่นฝนจางๆ ลอยเข้าจมูก ปราชญ์ชะงักไปชั่ววินาที หัวใจเต้นผิดจังหวะไม่ใช่เพราะความตกใจกลัวเรื่องงานพัง แต่เป็นเพราะระยะห่างระหว่างใบหน้าของพวกเขามันใกล้จนลมหายใจร้อนผ่าวรดรินอยู่บนผิวแก้ม "คุณ... จับแขนผมแน่นไปแล้วนะครับ" ปราชญ์กระซิบเสียงลอดไรฟัน พยายามดึงสติกลับมาท่ามกลางสถานการณ์วิกฤต "ถ้าผมไม่จับ คุณก็จะเอามือเปียกๆ ไปป้ายโดนเนื้อสีที่ยังไม่แห้งนะสิครับ คุณสถาปนิกสมองเพชร!" รินสวนกลับทันควัน นัยน์ตาสองคู่สบกันสนิทในระยะประชิด ความซึนและความดื้อรั้นฉายชัดในแววตาของทั้งคู่ แต่ก่อนที่สงครามประสาทขนาดย่อมจะปะทุขึ้นอีกรอบ เสียงฟ้าร้องก็คำรามก้องจนตัวห้องสั่นสะเทือน ตามมาด้วยกระแสไฟฟ้าที่ดับวูบลงทันที ความมืดมิดกลืนกินเซฟเฮาส์ไร้เสียง เหลือเพียงแสงวาบจากสายฟ้าที่ส่องผ่านกระจกหน้าต่างเข้ามาเป็นระยะ "ไฟดับ..." เสียงบุคคลที่สามดังขึ้นจากมุมห้อง ก่อนที่แสงไฟจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือจะส่องสว่างขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าเอือมระอาของคณะกรรมการผู้ดูแลโปรเจกต์ "ผมไม่ได้มาดูพวกคุณสวีทกันท่ามกลางพายุนะครับ งานนี้ถ้าเสียหายขึ้นมา มูลค่าความเสียหายพวกคุณต้องรับผิดชอบร่วมกันครึ่งต่อครึ่ง" รินรีบผละออกจากร่างของปราชญ์ ใบหน้าเนียนขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความหงุดหงิด (หรืออาจจะด้วยเหตุผลอื่นที่เจ้าตัวไม่กล้าแม้แต่จะยอมรับในใจ) ช่างหนุ่มสะบัดหน้าหนีแล้วคว้าไฟฉายสำรองบนโต๊ะมากดเปิด สาดแสงสีนวลไปที่โต๊ะทำงานกลางห้องซึ่งมีภาพเขียนล้ำค่าตั้งอยู่ "ถอยไป ปราชญ์! อย่าเกะกะ" รินเอ่ยเสียงห้วน พยายามกลบเกลื่อนความสั่นไหวในน้ำเสียง "ผมไม่ได้เกะกะ แต่ผมกำลังแก้ปัญหาในฐานะคนคุมพื้นที่" ปราชญ์สวนกลับทันที น้ำเสียงนิ่งสนิทแต่แฝงความดุดันตามวิสัยคนเจ้าระเบียบ ร่างสูงก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงาน คว้าผ้าใบกันน้ำพลาสติกหนาที่เตรียมไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินขึ้นมาคลุมทับโครงสร้างรอบด้านอย่างรวดเร็วและแม่นยำ "คุณมีหน้าที่รักษาเนื้อสี ส่วนผมมีหน้าที่รักษาโครงสร้างไม่ให้โดนน้ำสาดเข้ามาเพิ่ม มือคุณเลอะสีอยู่ หยิบอันนั้นไม่ได้ ส่งคีมหนีบมานี่" รินชะงักไปนิดกับคำสั่งที่เฉียบขาดและถูกต้องทุกประการ แต่มือก็ยอมยื่นคีมหนีบเหล็กส่งให้โดยดี ปลายเรียวของนิ้วพวกเขาสัมผัสกันเพียงเสี้ยววินาที กระแสความรู้สึกแปลกประหลาดวิ่งพล่านไปตามปลายประสาทจนรินต้องรีบดึงมือกลับราวกับโดนของร้อน ภารกิจกู้งานศิลป์ท่ามกลางพายุฝนกระหน่ำดำเนินไปอย่างดุเดือด เสียงลมพัดหวีดหวิวข้างนอกรากับเสียงคำรามของปีศาจ น้ำฝนเริ่มรั่วซึมผ่านรอยต่อหลังคาเก่าแก่ หยดน้ำเปาะแปะลงบนพื้นไม้ใกล้กับโต๊ะทำงาน ทั้งคู่ต้องทำงานแข่งกับเวลาอย่างแท้จริง ปราชญ์ใช้ความสามารถด้านโครงสร้างในการขยับย้ายโต๊ะและตอกหมุดตรึงผ้าใบกันน้ำให้แน่นหนาโดยไม่สนว่าเสื้อเชิ้ตสีขาวราคาแพงของตัวเองจะเปียกโชกและแนบไปกับแผ่นอกกว้าง ส่วนรินก้มหน้าก้มตาใช้กระดาษซับความชื้นพิเศษประคบลงบนขอบภาพเขียนอย่างทะนุถนอมด้วยสมาธิขั้นสูงสุด บรรยากาศตึงเครียดบีบคั้นหัวใจ ไดอะล็อกและเสียงโต้เถียงที่เคยมีเงียบหายไป เหลือเพียงเสียงหอบหายใจและเสียงสายฝนที่กระหน่ำซัดสาดอย่างบ้าคลั่ง ผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ จนกระทั่งหยดน้ำสุดท้ายถูกซับออก และโครงสร้างป้องกันชั่วคราวเสร็จสมบูรณ์ ปราชญ์ทิ้งตัวลงนั่งพิงกับขาโต๊ะอย่างหมดแรง เม็ดเหงื่อปนหยดน้ำฝนไหลย้อยลงตามกรอบหน้าคมคาย เสื้อผ้าเปียกโชกทำให้เรือนร่างสมส่วนดูโดดเด่นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ รินหันมามองคนข้างกายที่ยอมลุยงานหนักเพื่อช่วยงานของเขาโดยไม่ปริปากบ่นสักคำ ความรู้สึกบางอย่างอุ่นวาบขึ้นมาในอก ช่างหนุ่มเม้มปากแน่น กำลังจะอ้าปากเอ่ยคำขอบคุณออกมาสักคำ "นี่..." รินเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ ปราชญ์หันมามอง ใบหน้าคมนิ่งสนิทตามเคย แต่ดวงตาคู่คมกลับทอดมองอีกฝ่ายด้วยความอ่อนโยนที่ซ่อนไว้ไม่มิด "ว่าไงครับ? จะบ่นอะไรผมอีก" "เปล่า..." รินหลบตา ทำท่าจะหันหนี แต่จังหวะนั้นเอง เสียงไม้ลั่นเปรี๊ยะดังสนั่นมาจากเพดานด้านบน ปราชญ์เบิกตากว้าง สัญชาตญาณความเป็นสถาปนิกพุ่งพล่านเมื่อเขามองเห็นคานไม้เก่าแก่ที่อุ้มน้ำฝนไว้จนรับน้ำหนักไม่ไหว กำลังแอ่นตัวลงมาตรงจุดที่รินนั่งอยู่พอดี! "ริน! ระวัง!" ปราชญ์ไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว ร่างสูงพุ่งเข้าใส่ ชนร่างของช่างหนุ่มให้หลุดพ้นจากรัศมีอันตราย เสียงโครมครามสนั่นหวั่นไหวตามมาพร้อมกับเศษไม้และกระเบื้องหลังคาที่พังครืนลงมาทับพื้นที่ตรงนั้นจนฝุ่นตลบอบอวล ในความมืดและฝุ่นคลุ้ง ปราชญ์ใช้ร่างกายของตัวเองเป็นเกราะกำบังโอบกอดรินไว้แน่นใต้โต๊ะทำงาน ร่างทั้งสองแนบชิดกันจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวระรัวราวกับกลองศึก รินเบิกตากว้างด้วยความตกใจ หายใจติดขัดเมื่อใบหน้าของปราชญ์อยู่ห่างจากเขาเพียงไม่ถึงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดริมฝีปาก "คุณ... เจ็บตรงไหนไหมครับ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามชิดริมฝีปาก น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและสั่นน้อยๆ ไม่ใช่เพราะความกลัวพายุ แต่เป็นเพราะความหวาดกลัวที่จะสูญเสียคนในอ้อมกอดนี้ต่างหาก รินนิ่งอึ้ง สมองขาวโพลน หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ขณะที่กำลังจะอ้าปากตอบคำถาม สายตาของรินก็เหลือบไปเห็นเงาดำทะทึนร่างหนึ่งที่ยืนนิ่งอยู่ตรงประตูห้องที่พังเสียหาย... บุคคลปริศนาที่พวกเขาคิดว่ากลับไปแล้ว กำลังยืนมองภาพเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของทั้งคู่เย็นเฉียบลงทันที "หมดเวลาสนุกแล้วครับ... ดูเหมือนว่าผลงานชิ้นนี้ จะต้องถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งขันซะแล้วล่ะ" ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและร่วมลุ้นไปกับความสัมพันธ์ที่กำลังเดือดระอุคู่นี้นะครับ
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%