"แม่ยืนอยู่... ตรงไหนนะ"
เสียงทุ้มต่ำของปราชญ์หลุดรอดจากริมฝีปากที่เม้มจนเป็นเส้นตรง ดวงตาคมกริบที่มักจะฉายแววควบคุมสถานการณ์ได้เสมอในทุกโปรเจกต์สถาปัตยกรรม กลับไหวระริกด้วยความตื่นตระหนกที่พยายามซ่อนไว้ไม่มิด โทรศัพท์มือถือในมือหนาสั่นระรึกราวกับมันมีชีวิต และประโยคสั้นๆ จากปลายสายเมื่อครู่ก็ทำเอาห้องสตูดิโอขนาดกะว้างที่เคยอบอวลไปด้วยกลิ่นสีน้ำมันและกาแฟคั่วบด กลายเป็นห้องเย็นเฉียบขึ้นมาทันตาเห็น
รินที่กำลังถือพู่กันปลายแหลมค้างไว้กลางอากาศ ชะงักกึก สีหน้าทะเล้นและแววตากวนประสาทที่ใช้ต่อปากต่อคำกับสถาปนิกหนุ่มเมื่อไม่กี่วินาทีก่อนมลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย เมื่อเห็นสันจรามของปราชญ์เกร็งแน่นจนขึ้นเป็นสันนูน
"คุณ... พูดว่าอะไรนะ" รินวางพู่กันลงบนถาดสีเสียงดัง *กริ๊ก* สัญชาตญาณบอกทันทีว่านี่ไม่ใช่เรื่องของการหยอกล้อ หรือสงครามประสาทแบบที่ทั้งคู่ทำกันเป็นกิจวัตร "แม่คุณ... มาที่นี่เหรอ ที่เซฟเฮาส์นี่นะ?"
"ท่านบอกว่ายืนอยู่ที่ล็อบบี้" ปราชญ์เงยหน้าขึ้นสบตา สายตาที่เคยนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก บัดนี้สะท้อนความปั่นป่วนระดับพายุหมุน "ท่านใช้คำว่า 'แม่มาตรวจดูความเรียบร้อยของลูกชายหน่อยซิ ว่าหนีมาซ่อนตัวอยู่ที่ไหนถึงติดต่อไม่ได้' ...น้ำเสียงท่านไม่ได้โมโห แต่ท่านจริงจัง และนั่นแหละคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับผม"
เซฟเฮาส์ไร้เสียงหลังนี้ คือพื้นที่ส่วนตัวที่ปราชญ์สร้างขึ้นเพื่อหลบหนีจากกรอบอันเข้มงวดของครอบครัวตระกูลใหญ่ เป็นสถานที่เดียวที่เขาไม่ต้องสวมสูท ไม่ต้องรักษาภาพลักษณ์ และที่สำคัญ... เป็นสถานที่ที่เขาอนุญาตให้รินก้าวเข้ามาอยู่ในโลกส่วนตัวอันเปราะบางนี้
แล้วตอนนี้ มารดาผู้กุมบังเหียนชีวิตและอนาคตของเขาทุกตารางนิ้ว กำลังยืนอยู่ชั้นล่าง
"ใจเย็นก่อนปราชญ์" รินก้าวเข้าไปประชิดตัว ชายหนุ่มร่างโปร่งที่ปกติมักจะทำตัวตามสบาย เอื้อมมือไปคว้าข้อแขนแกร่งที่เกร็งจนขึ้นเส้นเลือด "คุณเป็นสถาปนิกนะ เป็นเจ้าของโปรเจกต์นี้ ตั้งสติก่อน... ถ้าท่านขึ้นมาเห็นเราสองคนอยู่ด้วยกันในสภาพนี้..." รินกวาดสายตามองไปรอบห้อง เสื้อเชิ้ตที่พับแขนขึ้นลวกๆ ของปราชญ์ เสื้อกันเปื้อนสีอะคริลิกของเขาที่แขวนอยู่ใกล้กัน และกลิ่นอายความใกล้ชิดที่ฟุ้งกระจายอยู่ในห้องนี้ตลอดหลายวันที่ผ่านมา มันชัดเจนเกินกว่าจะอธิบายว่าเป็นแค่เพื่อนร่วมงาน
"นั่นแหละคือปัญหา" ปราชญ์หันมามองหน้าช่างบูรณะหนุ่ม แววตาของสถาปนิกหนุ่มไหววูบด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน เขากลัวไม่ใช่เพราะแม่จะดุเขา แต่เขากลัวว่าแม่จะพังทลายโลกใบเล็กๆ ที่เขากำลังสร้างขึ้นร่วมกับคนตรงหน้า "แม่ผมไม่ชอบอะไรที่นอกกรอบ ท่านคาดหวังให้ผมแต่งงานกับคนที่เหมาะสม และใช้ชีวิตตามแผนที่ท่านขีดไว้... ถ้าท่านรู้ว่าผมเลือกที่จะใช้เวลาอยู่ที่นี่... กับคุณ..."
ประโยคถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อรินตัดสินใจทำสิ่งที่บ้าบิ่นที่สุด
มือเรียวที่เปื้อนสีเล็กน้อยเอื้อมขึ้นประคองใบหน้าคมคายของปราชญ์ไว้ นิ้วโป้งเกลี่ยเบาๆ ที่โหนกแก้มสากเพื่อดึงสติให้ชายหนุ่มกลับมามองตน สัมผัสอุ่นร้อนนั้นทำเอาปราชญ์สะثอนเฮือก ดวงตาสะท้อนภาพของรินที่มองมาด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว ไร้ความหวาดกลัวใดๆ
"ฟังผมนะ... ปราชญ์" เสียงของรินนุ่มนวล ทว่าหนักแน่นจนทรงพลัง "คุณไม่ใช่เด็กชายตัวเล็กๆ ที่ต้องก้มหน้ารับคำสั่งใครอีกแล้ว คุณคือผู้ชายที่ออกแบบตึกสูงเสียดฟ้าได้ด้วยมือคู่นี้ ทำไมถึงกลัวแค่การเผชิญหน้ากับอดีตของตัวเองล่ะ?"
"ริน คุณไม่เข้าใจ..."
"ผมเข้าใจดีกว่าใครทั้งหมด" รินตัดบท ดวงตาสองคู่ประสานกันแนบแน่น ระยะห่างระหว่างใบหน้าลดลงจนลมหายใจอุ่นๆ ปะทะกัน "คุณกลัวว่าแม่จะทำลายสิ่งที่เรามี... ใช่ไหม?"
คำพูดนั้นราวกับลูกศิษย์ปักตรงกลางใจ ปราชญ์ชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก เขากลัว... กลัวจริงๆ ว่าความสัมพันธ์ที่เพิ่งจะขยับสถานะจาก 'คู่ปรับ' มาเป็น 'คนที่อยู่ในใจ' จะต้องพังทลายลงเพราะแรงกดดันจากโลกภายนอก
ในวินาทีที่ความเงียบงันกัดกินบรรยากาศ เสียงฝีเท้าหนักแน่นและเป็นจังหวะชัดเจนก็ดังแว่วมาจากทางบันไดหนีไฟ... เสียงรองเท้าส้นสูงที่กำลังก้าวขึ้นมาทีละขั้น ทีละขั้น อย่างไม่รีบร้อน แต่สร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับคนทั้งคู่
*กริ๊บ... กริ๊บ... กริ๊บ...*
หัวใจของปราชญ์เต้นรัวราфกลองศึก มือหนาเผลอคว้าข้อมือของรินไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว สัญชาตญาณการปกป้องพุ่งพล่าน ร่างสูงขยับตัวเอามายืนบังรินไว้ครึ่งตัวโดยอัตโนมัติ ราวกับต้องการใช้แผ่นหลังของตัวเองเป็นเกราะกำบังจากโลกภายนอก
"ซ่อนตัวทำไมล่ะ?" รินกระซิบเสียงพร่า ริมฝีปากบางยกยิ้มมุมปากทั้งที่สถานการณ์วิกฤต รินดึงมือกลับมาแต่เปลี่ยนเป็นสอดนิ้วประสานเข้ากับมือหนาของปราชญ์แน่น แรงบีบกระชับที่ส่งผ่านมาให้กันและกัน มันอบอุ่นและทรงพลังยิ่งกว่าคำพูดปลอบใจใดๆ "ถ้าท่านจะขึ้นมา... เราก็เผชิญหน้าไปด้วยกันสิครับ คุณสถาปนิก"
ปราชญ์ก้มมองมือที่ประสานกัน แล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับประกายความท้าทายในดวงตาคู่สวยของริน ความลังเลที่เคยถ่วงดึงจิตใจ ค่อยๆ มลายหายไป ถูกแทนที่ด้วยความกล้าหาญแปลกประหลาดที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อน
ใช่... เขาไม่ใช่คนเดิมที่ยอมจำนนต่อกรอบเดิมๆ อีกต่อไปแล้ว
ริมฝีปากหยักเม้มเข้าหากันแน่นก่อนจะคลายออก ปราชญ์สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อดึงความมั่นใจทั้งหมดกลับคืนมา แววตาคมกริบเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยวที่พร้อมจะชนกับทุกอุปสรรคเพื่อปกป้องสิ่งที่เขารัก
เสียงฝีเท้าหยุดลงที่หน้าประตูห้องสตูดิโอ
*ก๊อก... ก๊อก...*
เสียงเคาะประตูสามครั้งดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบสงัด ปราชญ์หันไปมองบานประตูไม้สีเข้ม ก่อนจะหันกลับมามองหน้าคนที่ยืนเคียงข้าง รินพยักหน้าให้เบาๆ เป็นเชองสนับสนุน ปลายนิ้วที่ประสานกันอยู่บีบเข้าหากันแน่นขึ้นอีกนิด
ปราชญ์สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ก้าวเท้าฉับๆ ไปที่ประตู มือหนาเอื้อมไปจับลูกบิดโลหะเย็นเฉียบ หมุนเปิดมันออกอย่างเด็ดเดี่ยว
แสงไฟสว่างจ้าจากโถงทางเดินสาดส่องเข้ามา เผยให้เห็นร่างสง่างามในชุดสูทเข้ารูปสไตล์ผู้ดีเก่า ใบหน้าเรียบเฉยที่ถอดแบบพิมพ์มากับปราชญ์กำลังจ้องมองตรงมาที่เขา ทว่าทันทีที่สายตาของหญิงสูงวัยเคลื่อนผ่านไหล่ลูกชายเข้าไปด้านใน และหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของรินที่ยืนอยู่กลางห้อง... บรรยากาศรอบตัวก็เย็นเยียบลงทันที
ดวงตาของมารดาปราชญ์หรี่แคบลงเล็กน้อย มุมปากหยักยกยิ้มเยียบเย็นที่เต็มไปด้วยคำถามนับร้อย
"ปราชญ์..." เสียงราบเรียบแต่ทรงอำนาจเอ่ยขึ้น "แม่แค่อยากมาดูว่าลูกชายแม่ซ่อนอะไรไว้... แต่ดูท่าทางแล้ว ลูกคงไม่ได้ซ่อนแค่งานศิลปะกระมัง"
ปราชญ์ขยับตัวยืนบังกรอบประตูให้มิดขึ้นเล็กน้อย ร่างสูงสง่าแผ่รังสีความปกป้องอย่างชัดเจน เขากำลังจะเอמהปากปฏิเสธหรือหาข้ออ้างเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ แต่ก่อนที่เสียงทุ้มจะได้เอ่ยอะไรออกไป มือเรียวอุ่นของรินก็เอื้อมมาแตะเบาๆ ที่ข้อศอกของเขา พร้อมกับก้าวออกมายืนเคียงบ่าเคียงไหล่อย่างไม่เกรงกลัว
สายตาของรินคมปลาบ สบตากับคุณแม่ของปราชญ์ตรงๆ โดยไม่มีทีท่าหลบเลี่ยงแม้แต่น้อย
และในวินาทีที่ความตึงเครียดพุ่งทะยานถึงขีดสุดนั้นเอง...
เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทของคุณนายใหญ่ก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ ทว่าสายตาของท่านไม่ได้ละไปจากคนทั้งคู่เลยแม้แต่วินาทีเดียว ปลายนิ้วเรียวหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมา ก้มมองหน้าจอแวบหนึ่ง ก่อนจะเงยขึ้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของลูกชายด้วยรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก
"ดี... ในเมื่ออยู่กันพร้อมหน้าแบบนี้แล้ว..." คุณแม่ปราชญ์เอ่ยเสียงเย็นเยียบ "ก็ช่วยฟังคำประกาศสำคัญจากแม่ให้ดีก็แล้วกัน ว่างานหมั้นที่แม่จัดเตรียมไว้... จะเริ่มเร็วกว่ากำหนดเดิมหนึ่งเดือน"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้ด้วยกันนะครับ
เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์•ตอนที่ 23
ลึกซึ้งกว่างานศิลป์
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!