"เลื่อนขึ้นมาเร็วกว่ากำหนดหนึ่งเดือน... คุณแม่พูดเล่นใช่ไหมครับ"
ความเงียบงันในห้องรับแขกสไตล์โมเดิร์นลอฟท์ไม่ได้ให้ความรู้สึกสงบเลยแม้แต่น้อย มันคือความกดดันชนิดที่ทำให้เนื้อตัวชาวาบ ปราชญ์ก้าวเท้าขนาบข้างโซฟาตัวยาวที่รินนั่งอยู่ แผ่นหลังของสถาปนิกหนุ่มเหยียดตรงเป็นเส้นดิ่ง ดวงตาคมกริบมองตรงไปยังมารดาผู้เป็นเจ้าของประกาศิตด้วยแววตาที่แข็งกร้าวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้ภายนอกเขาจะพยายามรักษามาดนิ่งสนิทตามวิสัยของคนเจ้าระเบียบ แต่ปลายนิ้วที่กำเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวกลับฟ้องความระอุข้างใน
คุณหญิงวิภาดาไม่ได้สะทกสะท้านต่อสายตานั้น ท่านวางถ้วยชาเซรามิกราคาแพงลงบนจานรองด้วยเสียงกริบเบาๆ ทว่าบาดลึก รอยยิ้มที่มุมปากมีความเยือกเย็นและเด็ดขาดแบบที่ปราชญ์คุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก
"แม่ดูเหมือนคนพูดเล่นเหรอ, ปราชญ์?" คุณแม่ปราชญ์เอ่ยเสียงเรียบ "งานบูรณาการเรือนไทยริมน้ำใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว งานแต่งงาน... หรือถ้าจะให้พูดให้ถูกคือพิธีหมั้นที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายรอคอย ก็ควรจะเกิดขึ้นในเวลาที่เหมาะสม ไม่ใช่ปล่อยให้คาราคาซังยืดเยื้อจนกลายเป็นขี้ปากชาวบ้าน"
"แต่สัญญาระหว่างเรามัน..."
"สัญญาอะไรเหรอครับ คุณปราชญ์?" เสียงหวานปนประชดประชันดังแทรกขึ้นทันควัน รินที่นั่งเงียบมาตลอดขยับตัวเล็กน้อย ดวงตากลมโตคู่สวยหันมามองชายหนุ่มด้วยแววตาวาววับที่ซ่อนความหงุดหงิดไว้ไม่มิด เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้จะตัวเล็กกว่าเขา แต่พลังงานความดื้อรั้นในตัวเธอกลับแผ่ซ่านจนน่าหมั่นไส้ "ในเมื่อคุณแม่ผู้ใจดีของ [คุณ] เขาตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว [คุณ] ก็แค่ก้มหน้ารับสิคะ... เอ๊ย รับครับ จะมาทำหน้าเครียดเป็นหุ่นยนต์ถูกถอดปลั๊กทำไมล่ะ"
ปราชญ์หันขวับไปมองตัวต้นเหตุที่ทำท่าลอยชายอยู่ข้างกาย ดวงตาคมดุหรี่ลงอย่างไม่สบอารมณ์ รินช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่หาความเกรงอกเกรงใจไม่เจอเอาเสียเลย ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ แทนที่เธอจะช่วยกันหาทางออก เธอกลับเลือกที่จะราดน้ำมันลงบนกองไฟด้วยรอยยิ้มเยาะกวนประสาท
"ถ้าคุณรินพูดจาไม่รู้เรื่อง ก็ช่วยกรุณานั่งเงียบๆ ไปก่อนครับ" ปราชญ์เค้นเสียงลอดไรฟัน ตวัดสายตาดุใส่ช่างสาว
"อ้าว! นี่ฉันหวังดีหรอกนะ [คุณ] ปราชญ์จอมเผด็จการ" รินเชิดหน้าขึ้นเถียงทันควัน ไม่มีความเกรงกลัวต่อรังสีความน่ากลัวที่แผ่ออกมาจากตัวสถาปนิกหนุ่มแม้แต่น้อย "ฉันแค่ไม่อยากให้ [คุณ] ต้องลำบากใจที่จะต้องมาหมั้นกับคนติสต์แตกอย่างฉันไงล่ะคะ... อ๊ะ ขอโทษทีติดปาก พูดผิดครับ! กับคนติสต์แตกอย่างฉัน!"
"ทั้งสองคน!" เสียงทรงอำนาจของคุณหญิงวิภาดาดังแทรกขึ้น ตัดบทการปะทะฝีปากที่กำลังจะเดือดพล่าน ท่านปรายตามองคู่หมั้นป้ายแดงทั้งสองด้วยสายตารู้ทัน "หยุดเถียงกันสักทีเถอะ แม่ปวดหัว... เรื่องกำหนดการเป็นอันว่าตามนี้ อีกสัปดาห์เดียว ทีมงานทุกคนต้องเตรียมตัวให้พร้อม ส่วนปราชญ์... พาหนูรินไปดูห้องพักรับรองฝั่งตะวันตกได้แล้ว ดึกมากแล้ว ปล่อยให้ผู้หญิงเขาเหนื่อยอยู่ได้"
พูดจบ คุณหญิงก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินเลี่ยงขึ้นชั้นบนไปโดยไม่เปิดโอกาสให้ใครท้วงติ้งอะไรอีก ทิ้งให้คนทั้งสองยืนค้างอยู่กลางห้องท่ามกลางความเงียบงันที่กลับมาเยือนอีกครั้ง
ปราชญ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ มือหนายกขึ้นเสยผมลอนดาสติกของตัวเองอย่างหัวเสีย ก่อนจะหันมามองช่างบูรณะงานศิลป์ที่ยืนกอดอกพิงโซฟาด้วยท่าทางลอยชาย
"พอใจหรือยังครับ" ปราชญ์เอ่ยเสียงห้วน
"พอใจอะไรล่ะ?" รินเลิกคิ้วสูง เอียงคอมองอย่างกวนประสาท "ฉันไม่ได้เป็นคนสั่งให้เลื่อนงานหมั้นเข้ามาสักหน่อย คนที่ควรจะหัวเสียใส่ฉันคือ [คุณ] ต่างหากล่ะ... หรือว่า [คุณ] กลัว? กลัวว่าจะต้องมาผูกมัดกับฉันจริงๆ จังๆ"
"ผมไม่ได้กลัว" ปราชญ์ก้าวเข้าไปประชิดตัวรินอย่างรวดเร็ว จนช่างสาวต้องผถายหลังไปชนกับพนักโซฟาโดยอัตโนมัติ ร่างสูงโน้มตัวลงมาเล็กน้อยจนใบหน้าคมคายอยู่ห่างจากใบหน้าหวานเพียงคืบ แววตาดุดันและจริงจังจนรินเผลอกลั้นหายใจ "ผมแค่รำคาญ... รำคาญที่คุณชอบทำเป็นเรื่องเล่นๆ ทั้งที่มันคือชีวิตของผม"
"ชีวิต [คุณ] แล้วมันเกี่ยวกับฉันตรงไหน..." รินพยายามเถียงเสียงแข็ง แม้หัวใจในอกจะเริ่มเต้นรัวผิดจังหวะเมื่อระยะห่างระหว่างเขากับเธอมันใกล้เกินไปจนได้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจาง "ในเมื่อเราต่างก็รู้ว่าการหมั้นนี่มันก็แค่ละครฉากหนึ่งที่ผู้ใหญ่จัดฉากขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจและการบูรณะเรือนไทย... [คุณ] ก็แค่เล่นไปตามบทบาท เหมือนที่ผ่านมาสิคะ... เอ๊ย ครับ!"
ปราชญ์จ้องมองริมฝีปากที่ขยับเถียงฉอดๆ นั้นด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน คำว่า "ละครฉากหนึ่ง" ที่หลุดออกมาจากปากเธอมันกลับสร้างรอยร้าวแปลกๆ ในอกของเขาเอง ทั้งที่เมื่อก่อนเขาก็คิดแบบนั้น... คิดว่ารินเป็นเพียงตัวปัญหาสุดกวนประสาทที่เข้ามาปั่นป่วนชีวิตอันเป็นระเบียบเรียบร้อยของเขา แต่พอมาถึงวินาทีนี้ วันที่ได้ยินเธอพูดถึงมันอย่างไร้เยื่อใย ทำไมความรู้สึกข้างในมันถึงได้หงุดหงิดและร้อนรุ่มจนแทบจะระเบิดออกมาแบบนี้
"ละครเหรอครับ..." ปราชญ์ทวนคำ เสียงของเขาเบาลงจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ แต่มันกลับเต็มไปด้วยความกดดันที่ทรงพลัง "คุณคิดว่าสำหรับผม... มันเป็นแค่เรื่องโกหกงั้นเหรอ"
รินชะงักไป ดวงตากลมโตสบเข้ากับดวงตาสีเข้มที่ลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทรของสถาปนิกหนุ่ม ที่นั่น... ไม่มีร่องรอยของความล้อเล่น มีเพียงความจริงจังและความปั่นป่วนบางอย่างที่เธอไม่กล้าแม้แต่จะแปลความหมาย
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจอุ่นๆ ที่ปะทะกันในระยะประชิด ปราชญ์จ้องมองแพขนตางอนที่กะพริบถี่ๆ และใบหน้าที่เริ่มขึ้นสีระเรื่อของคนตรงหน้า ในวินาทีนั้นเอง... คำตอบที่เขาพยายามปฏิเสธมาตลอดหลายสัปดาห์ก็ผุดขึ้นมาในหัวสมองอย่างชัดเจน
เขายอมรับมันแล้ว...
ยอมรับว่าช่วงเวลาที่ได้ยืนเถียงกับริน ได้เห็นท่าทางดื้อรั้นเอาแต่ใจ ได้กลิ่นสีน้ำมันจางๆ ที่ติดตัวเธอ หรือแม้กระทั่งรอยยิ้มเยาะกวนประสาทพวกนั้น มันคือช่วงเวลาเดียวที่ทำให้ชีวิตอันแสนน่าเบื่อและเต็มไปด้วยกรอบเกณฑ์ของเขามี "ชีวิตชีวา" ขึ้นมาจริงๆ
เขาไม่ได้เกลียดเธอเลย... ตรงกันข้าม เขากลับเสพติดการได้ต่อปากต่อคำกับผู้หญิงคนนี้เข้าเสียแล้ว และความคิดที่จะต้องสูญเสียเธอไปให้ใคร หรือแม้กระทั่งการคิดว่าเธอไม่ได้รู้สึกอะไรเลย มันกลับทำให้หัวใจของสถาปนิกหนุ่มเจ็บแปลบขึ้นมาอย่างประหลาด
"ปราชญ์..." รินเอ่ยเรียกชื่อเขาแผ่วเบา ราวกับถูกมนต์สะกดเมื่อเห็นสายตาที่เปลี่ยนไปของชายหนุ่ม " [คุณ] เป็นอะไร... ถอยไปนะ"
"ถ้าผมไม่ถอยล่ะครับ" ปราชญ์กระซิบชิดริมหูของเธอ เสียงทุ้มนุ่มนั้นสั่นพร่าเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้ มือหนาเอื้อมไปแตะที่พนักโซฟาด้านหลังเพื่อกักตัวเธอไว้ไม่ให้หนีไปไหน "ถ้าผมบอกว่า... ผมไม่อยากเล่นละครฉากนี้แล้วล่ะ"
"หมายความว่า..."
"หมายความว่าผม..."
*กริ๊งงงงงงง!*
เสียงกริ่งประตูหน้าบ้านดังขึ้นผ่ากลางบรรยากาศที่กำลังพะเน้าพะนอและอบอวลไปด้วยความตึงเครียดทางอารมณ์ ปราชญ์สบถเบาๆ ในลำคอด้วยความหงุดหงิดสุดขีด ส่วนรินสะดุ้งสุดตัวราวกับเพิ่งตื่นจากภวังค์ รีบใช้มือผลอกอกแกร่งให้ออกห่างทันที
"มีแขกมาดึกดื่นป่านนี้นะครับ..." รินพูดเสียงตะกุกตะกัก พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แม้แก้มทั้งสองข้างจะแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู "ไปเปิดประตูสิคะ... เอ๊ย ครับ!"
ปราชญ์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงสติกลับมา เขายืนตรงจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ด้วยใบหน้าบึ้งตึงยิ่งกว่าเก่า ใครหน้าไหนมันบังอาจมาขัดจังหวะเวลาสำคัญของเขากันวะ!
ขายาวก้าวฉับๆ ไปที่ประตูกระจกบานใหญ่หน้าเซฟเฮาส์ มือหนากระชากเปิดประตูออกด้วยแรงอารมณ์ที่ค้างคา หวังกะจะไล่ตะردแขกยามวิกาลให้พ้นทาง แต่แล้ว... คำพูดทั้งหมดก็กลืนหายไปในลำคอเมื่อเห็นใบหน้าของคนที่ยืนยิ้มระรื่นอยู่หน้าประตู
"เซอร์ไพรส์! คิดถึงพี่ชายคนนี้กันบ้างไหมครับทุกคน พอดีผมเคลียร์งานที่ต่างประเทศเสร็จเร็วกว่ากำหนด ก็เลยบินตรงมาหาว่าที่น้องสะใภ้ที่นี่ซะเลย!"
ร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มหน้าตาดีในชุดสูทลำลองก้าวพรวดพราดเข้ามาในบ้านทันทีโดยไม่รอคำอนุญาต ดวงตาแพรวพราวคู่นั้นกวาดมองไปทั่วห้อง ก่อนจะหยุดอยู่ที่รินที่ยืนหน้าตื่นอยู่ข้างโซฟา
ปราชญ์ยืนแข็งทื่อเป็นหิน ความรู้สึกกรุ่นโกรธเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด... นรกเอ๊ย! ทำไมต้องเป็นไอ้พี่ชายตัวแสบที่ชอบสร้างเรื่องปวดหัวให้เขาตลอดเวลาอย่าง "ปุริม" ที่บินกลับมาก่อนกำหนดตอนนี้ด้วยวะเนี่ย!
---
**ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและสนับสนุน "สเปซโอเดสซีย์" มาจนถึงตอนนี้ เตรียมรับมือกับความอลหม่านคูณสองในตอนหน้าได้เลยนะครับ!**
เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์•ตอนที่ 24
กฎของความซึนคือการแพ้ใจตัวเอง
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!