เสียงปิดประตูรถกระบะดังปัง สะท้อนก้องไปทั่วบริเวณลานโล่งหน้าเซฟเฮาส์ไม้สักเก่าแก่ รินสะบัดข้อมือออกจากการกุมมือของปราชญ์อย่างไม่สบอารมณ์นัก ดวงตากลมโตฉายแววขุ่นเคืองขณะมองสถาปนิกหนุ่มที่ยืนนิ่งค้าง ส้นรองเท้าผ้าใบกระทบพื้นกรวดเสียงดังกรอบแกรบเพื่อระบายความหงุดหงิดที่อัดแน่นอยู่ในอกตั้งแต่ได้ยินประโยคบอกเล่าเมื่อครู่
"แขกไม่ได้รับเชิญ? คุณหมายความว่ายังไง ปราชญ์" รินเอ่ยถาม น้ำเสียงห้วนสั้นเจือความระแวงอย่างชัดเจน "นี่คุณเล่นตลกอะไรอีก หรือว่ากลัวความลับเรื่องแปลนโครงสร้างโบราณนั่นจะรั่วไหล จนต้องหาแพะมารับบาปก่อนกำหนด"
ปราชญ์ถอนหายใจยาว แววตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาไหววับชั่วขณะ เขาสอดมือทั้งสองข้างเข้ากระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตเพื่อซ่อนปลายนิ้วที่กำลังสั่นเทาเล็กน้อย ความนิ่งสนิทของเขาในยามนี้ไม่ได้แปลว่าใจเย็น แต่เป็นความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะควบคุมสถานการณ์ที่กำลังจะหลุดมือ
"ผมไม่ได้เล่นตลก ริน" ปราชญ์ตอบเสียงเรียบ แต่กระชับและหนักแน่น "และคนที่รอเราอยู่ข้างในนั้น... ไม่ใช่คนที่จะยอมฟังเหตุผลเรื่องการอนุรักษ์ครึ่งๆ กลางๆ ของคุณแน่"
เพล้ง!
เสียงคล้ายแก้วกระทบพื้นดังลอดออกมาจากหน้าต่างบานเกล็ดของเซฟเฮาส์ เรียกให้คนทั้งคู่ชะงักกึก ปราชญ์ไม่รอช้ารีบก้าวเท้าฉับๆ ไปยังประตูกรามขบเข้าหากันจนสันกรามขึ้นเป็นสันนัด ขณะที่รินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่เข้าใจ แต่ก็ก้าวตามติดไปติดๆ อย่างระแวดระวัง
เมื่อบานประตูไม้สักถูกผลักเปิดออก กลิ่นอายของฝุ่นไม้เก่าผสมผสานกับกลิ่นชาออร์แกนิกราคาแพงลอยปะทะจมูก ทว่าบรรยากาศภายในกลับหนาแน่นจนแทบหายใจไม่ออก ตรงโซฟาหนังสีน้ำตาลเข้มกลางห้อง มีร่างของชายสูงวัยในชุดสูทตัดเย็บเนียบกริบกำลังนั่งไขว่ห้าง ใบหน้าเรียบเฉยไร้รอยยิ้ม ดวงตาคมกริบราวกับเหยี่ยวหันมามองผู้มาใหม่ทั้งสองคนทันทีที่ได้ยินเสียง
"กลับมากันสักทีนะ... ปราชญ์" น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจเอ่ยขึ้นโดยไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายทักทาย "พ่อคิดว่าลูกมัวแต่เอาเวลาไปใส่ใจกับเรื่องไร้สาระนอกเหนือจากงานออกแบบเสียอีก"
รินเบิกตากว้างเล็กน้อยเมื่อตระหนักว่าชายวัยกลางคนตรงหน้าคือใคร—สถาปนิกอาวุโสผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการก่อสร้าง ประเทศไทย และยังเป็นบิดาแท้ๆ ของปราชญ์ ผู้ยึดมั่นในความสมบูรณ์แบบและการทำกำไรเหนือสิ่งอื่นใด
"คุณอา..." รินพึมพำโดยไม่รู้ตัว
"ผมไม่ได้อนุญาตให้คุณเรียกผมแบบนั้น ชายหนุ่ม" ผู้เป็นพ่อของปราชญ์ปรายตามองรินตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตารังเกียจระคนเหยียดหยาม "ช่างทาสีข้างถนนที่ถูกจ้างมาแก้ขัด... ไม่คู่ควรจะใช้สรรพนามสนิทสนมกับผม"
ปราชญ์ก้าวเข้ามาขวางหน้าตรฐานระหว่างรินกับผู้เป็นพ่อทันที แผ่นหลังกว้างแผ่รังสีความเย็นชาออกมาอย่างเห็นได้ชัด "อย่าล้ำเส้นครับคุณพ่อ รินไม่ใช่ช่างทาสีข้างถนน เขาเป็นช่างบูรณะที่มีฝีมือ และงานที่นี่... อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของผม"
"ความรับผิดชอบงั้นเหรอ?" ผู้เป็นพ่อหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ลูกชายทีละก้าว "แกกำลังเอาอนาคตของบริษัทเราไปเสี่ยงกับพวกหัวรั้นที่อยากจะเก็บรักษาเศษไม้ผุๆ พังๆ นี่ไว้เพื่ออะไร เพื่อความอินดี้บ้าบอของเด็กเมื่อวานซืนคนนี้เนี่ยนะ!"
บรรยากาศในเซฟเฮาส์พลพลันลดฮวบลงจนติดลบ ปราชญ์ขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ความขัดแย้งที่เขาพยายามหลบ
หนีและซ่อนเร้นไว้หลังฉากการทำงานร่วมกัน บัดนี้ถูกกระชากหน้ากากออกกลางวงสนทนาอย่างไร้ความปรานี
"ผมบอกแล้วว่าผมจะจัดการเรื่องนี้เอง" ปราชญ์เน้นทีละคำ น้ำเสียงกดต่ำจนน่ากลัว "และผมจะไม่ยอมรื้อถอนคานไม้หลักของอาคารนี้ตามคำสั่งของบริษัทเด็ดขาด เพราะถ้าทำแบบนั้น... ประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณของสิ่งปลูกสร้างนี้จะสูญหายไปตลอดกาล"
"จิตวิญญาณกินไม่ได้ ปราชญ์!" ผู้เป็นพ่อตวาดลั่น ห้องโถงกว้างสะท้อนเสียงก้อง "แกเป็นสถาปนิก ไม่ใช่คนงานพิพิธภัณฑ์! ถ้าแกยังดึงดันจะใช้วิธีอนุรักษ์นิยมคร่ำครึนี่ต่อไป สัญญามูลค่าพันล้านกับกลุ่มทุนต่างชาติจะถูกยกเลิก และแก... จะหมดอนาคตในวงการนี้ทันที!"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ คำขู่ที่เด็ดขาดและไร้ความปรานีทำให้ความกดดันพุ่งถึงขีดสุด รินยืนมองแผ่นหลังของปราชญ์ที่กำลังยืนหยัดปกป้องงานของตนเองอย่างโดดเดี่ยว หัวใจที่เคยเต็มไปด้วยความโกรธเคืองและอคติก่อนหน้านี้ กลับถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกประหลาด—ความรู้สึกที่ว่าผู้ชายคนนี้... แบกรับโลกทั้งใบไว้บนบ่าเพื่อปกป้องสิ่งที่เขารักมาโดยตลอด
รินสูดหายใจเข้าลึก ก้าวเท้าพ้นจากเงาของปราชญ์ ออกมายืนเคียงข้างสถาปนิกหนุ่มอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจใดๆ
"ถ้าการเป็นสถาปนิกที่ประสบความสำเร็จของพวกคุณ คือการเหยียบย่ำประวัติศาสตร์และความตั้งใจของคนรุ่นก่อน..." รินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มั่นคงจนน่าทึ่ง ดวงตาคู่สวยจ้องตรงไปยังบิดาของปราชญ์อย่างไร้ความหวาดหวั่น "งั้นคุณก็น่าจะภูมิใจนะครับ ที่ลูกชายของคุณ... มีจิตวิญญาณมากกว่าที่ตระกูลของคุณมี"
ปราชญ์หันขวับมามองรินทันที ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความคาดไม่ถึง ไม่คิดว่าคนหัวรั้นอย่างรินจะกล้าเอ่ยประโยคต่อกรกับผู้มีอิทธิพลระดับนี้ต่อหน้าต่อตา
ผู้เป็นพ่อชะงักไป ดวงตาเบิกกว้างด้วยความโกรธจัดที่ถูกเด็กเมื่อวานซืนย้อนเกล็ด "แก...!"
นิ้วเรียวยาวของบิดาปราชญ์ยกขึ้นชี้หน้าทั้งสองคนด้วยความสั่นเทา ก่อนที่เขาจะแค่นเสียงหัวเราะออกมาอย่างเหี้ยมเกรียม "ดี... ดีมาก ปราชญ์ ในเมื่อแกเลือกที่จะปกป้องไอ้เด็กนี่และซากไม้ผุๆ นี่ งั้นก็เตรียมตัวรับผลที่จะตามมาให้ดี... พรุ่งนี้เช้า ทีมรื้อถอนชุดใหญ่จะมาถึงที่นี่ และฉันอยากจะเห็นนักหนaว่าพวกแกสองคนจะเอาอะไรมาขวาง!"
สิ้นคำพูดนั้น ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทก็สะบัดตัวเดินกระแทกเท้าออกจากเซฟเฮาส์ไปอย่างไม่ใยดี เสียงสตาร์ทรถยนต์ราคาแพงครางกระหึ่มก่อนจะพุ่งทะยานหายลับไปจากความมืดภายนอก ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันอันน่าอึดอัดและเศษซากความกดดันที่ยังคงลอยวนอยู่ในอากาศ
ภายในห้องโถงที่กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ปราชญ์ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ใกล้ตัวอย่างไร้เรี่ยวแรง มือหนายกขึ้นถอดแว่นสายตาก่อนจะใช้ปลายนิ้วคลึงขมับของตนเองเพื่อขับไล่ความปวดร้าว รินยืนมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบายเป็นคำพูด
ไม่มีบทสนทนาใดๆ เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของทั้งคู่ มีเพียงเสียงลมหายใจที่ผ่อนเข้าออกอย่างเชื่องช้าในพื้นที่จำกัดแห่งนี้ รินค่อยๆ ก้าวเข้าไปใกล้ปราชญ์ทีละก้าว ปลายนิ้วเรียวเอื้อมไปแตะที่ไหล่กว้างเบาๆ เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อาจเอ่ยเป็นคำพูด
ปราชญ์เงยหน้าขึ้นสบตากับริน แววตาที่เคยนิ่งสนิทและเต็มไปด้วยกำแพงป้องกันตัว บัดนี้กลับไหววับด้วยความอ่อนล้าและความรู้สึกผิดที่ซ่อนเร้นมานาน ความใกล้ชิดที่แนบแน่นจนได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ จากตัวของกันและกัน ทำให้หัวใจของทั้งสองคนเต้นรัวผิดจังหวะในความเงียบ
"คุณ... ไม่น่าพูดแบบนั้นเลย ริน" ปราชญ์เอ่ยเสียงแผ่วเบา ดวงตาคมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตากลมโต "ตอนนี้คุณก็กลายเป็นเป้าหมายของพ่อผมไปแล้วด้วย... คุณไม่กลัวบ้างเลยหรือครับ"
รินยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย แม้แววตาจะยังมีความกังวลซ่อนอยู่ แต่ความดื้อรั้นที่เป็นเอกลักษณ์ก็กลับมาทอประกายอีกครั้ง มือเรียวยังคงวางอยู่บนไหล่ของอีกฝ่าย ไม่ยอมขยับหนีไปไหน
"กลัวสครับ... แต่ถ้าให้ยืนดูคุณแบกรับคนเดียวแบบนั้น..." รินเว้นจังหวะ เลื่อนสายตาลงมองริมฝีปากของสถาปนิกหนุ่มชั่วขณะ ก่อนจะเงยขึ้นสบตาตรงๆ ด้วยความท้าทาย "ผมยอมสู้ตายดีกว่าปล่อยให้คุณคิดว่าตัวเองโดดเดี่ยว... นายช่างใหญ่"
คำพูดที่ซ่อนความคลั่งรักและความห่วงใยไว้ภายใต้มาดปากแข็ง ทำให้ปราชญ์ชะงักงัน หัวใจที่ด้านชามานานถูกกระแทกจนไหวสะเทือน เขายื่นมือออกไปคว้าข้อมือของรินไว้แน่น ดึงรั้งร่างโปร่งให้ขยับเข้ามาใกล้จนแทบไม่มีช่องว่างระหว่างกัน แววตาคมกริบฉายแววปรารถนาบางอย่างที่พร้อมจะระเบิดออกมาทุกวินาที
ทว่า... ก่อนที่ริมฝีปากของทั้งคู่จะได้ขยับเข้าใกล้กันมากกว่านั้น เสียงเคาะประตูดัง "ก๊อกๆ" สามครั้งอย่างกะทันหัน ก็ดังแทรกขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพู่อันเปราะบางจนกระเจิง
ทั้งสองคนสะดุ้งผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว ปราชญ์หันขวับไปมองที่ประตูไม้สักบานเดิมด้วยความตกใจ ขณะที่รินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ
และก่อนที่ปราชญ์จะได้เอ่ยปากถามว่าใครอยู่ข้างนอก ประตูบานนั้นก็ถูกผลักเปิดออกช้าๆ พร้อมกับร่างของบุคคลที่สามก้าวเข้ามาในแสงไฟสลัว—บุคคลที่ไม่เพียงแต่ทำให้ปราชญ์ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด แต่ยังทำให้รินถึงกับลมหายใจสะดุด เพราะแขกผู้มาเยือนยามวิกาลคนนี้ คือคนที่ถือเอกสารสิทธิ์ตัวจริงของเซฟเฮาส์... และเป็นคนที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมาปรากฏตัวที่นี่ในเวลานี้เด็ดขาด!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้ปราชญ์กับรินมาจนถึงตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์•ตอนที่ 20
คำเตือนจากอดีต
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!