เสียงกระดาษปึกหนาถูกโยนลงกระทบโต๊ะทำงานไม้สักเก่าแก่ดัง *ปึก* เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ดังชัดเจนยิ่งกว่าเสียงระฆังใดๆ
“ผมให้เวลาพวกคุณพิจารณาข้อเสนอปรับลดงบอีกแค่สามวันเท่านั้นครับคุณริน ถ้าเอกสารสัญญาฉบับแก้ไขนี้ไม่ถูกเซ็นชื่อส่งกลับมาที่บริษัทของผม งานบูรณะภาพจิตรกรรมฝาผนังทั้งหมดในเซฟเฮาส์หลังนี้จะต้องเป็นอันยุติลงทันที และเกรงว่า... ประกันความเสียหายมูลค่าหลายล้านบาทที่พวกคุณค้างชำระไว้ อาจจะต้องถูกฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมายแบบไม่มีข้อยกเว้นด้วย”
น้ำเสียงของ "ชัยยุทธ" ผู้รับเหมาโครงการรายใหญ่ผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือเอกสารสิทธิ์ตัวจริงในมือ แข็งกระด้างและเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยที่เคลือบแฝงความโลภไว้อย่างมิดชิด เขากวาดสายตามองไปรอบห้องโถงสลัว ราวกับกำลังประเมินราคาชีวิตและผลงานศิลปะทุกชิ้นในบ้านหลังนี้เป็นเพียงเศษกระดาษที่พร้อมจะฉีกทิ้งได้ทุกเมื่อ
รินขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน ดวงตากลมโตฉายแววโกรธเกรี้ยวจนแทบจะพ่นไฟออกมา มือบางกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์เดือดดาลที่กำลังพลุ่งพล่าน ช่างบูรณะสาวก้าวเข้าไปประจันหน้ากับอีกฝ่ายทันทีโดยไม่เกรงกลัวอำนาจมืดในมือของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย
“คุณไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้ ชัยยุทธ!” รินเค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความโมโห “สัญญาที่เราตกลงกันไว้ตั้งแต่แรกมันระบุชัดเจนเรื่องงบประมาณและกรอบเวลา การที่คุณจู่ๆ ก็บีบให้เราลดสเปกวัสดุลงครึ่งหนึ่งแถมยังเร่งรัดวันส่งมอบให้เร็วกว่าเดิม มันหมายความว่าคุณจงใจจะฮุบส่วนต่างงบประมาณเข้ากระเป๋าตัวเองตั้งแต่แรกต่างหาก เล่ห์เหลี่ยมตื้นๆ แบบนี้ คิดว่าพวกเราดูไม่ออกหรือไง!”
ชัยยุทธหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะแหบพร่าและเย้ยหยันนั้นบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของคนฟังจนน่าสะอิดสะเอียน ร่างท้วมขยับเข้ามาใกล้รินด้วยท่าทีคุกคาม “ปากดีนักนะแม่ศิลปินสาว... คิดว่ามีฝีมือแล้วจะเท่ค้ำฟ้าหรือไงครับ? ในโลกแห่งความเป็นจริง เงินและอำนาจต่างหากคือผู้กำหนดว่าใครจะอยู่หรือใครจะไป ถ้าไม่มีลายเซ็นในสัญญาฉบับนี้ งานที่พวกคุณทุ่มเททำกันมาหลายเดือนก็จะกลายเป็นแค่เศษขยะไร้ค่าทันที จำใส่สมองเอาไว้ด้วย!”
บรรยากาศในห้องอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก แรงกดดันมหาศาลจากผู้รับเหมาเขี้ยวลากดินคนนี้กำลังบีบคั้นให้รินจนมุม แววตาของช่างสาวที่เคยมีความมั่นใจเปี่ยมล้น บัดนี้กลับไหววูบลงชั่วขณะเมื่อความจริงอันโหดร้ายเรื่องภาระหนี้สินและอนาคตของเซฟเฮาส์กำลังพุ่งเข้าชนเต็มแรง
แต่ก่อนที่รินจะทันได้ตอกกลับด้วยถ้อยคำเจ็บแสบใดๆ ร่างสูงสง่าของสถาปนิกหนุ่มผู้เงียบขรึมมาตลอดก็ก้าวเท้าเข้ามาแทรกกลางระหว่างทั้งสองคนอย่างรวดเร็ว
ปราชญ์ไม่ได้พูดจาโวยวายหรือแสดงอารมณ์โกรธเกรี้ยวออกมาให้เห็นแม้แต่น้อย ใบหน้าหล่อเหลาเรียบสนิทไร้ระลอกคลื่นแห่งความหวาดกลัว ดวงตาคมกริบหลังกรอบแว่นสายตาจดจ้องมองไปยังชัยยุทธด้วยแววตานิ่งสนิท เย็นชา และทรงพลังเสียจนผู้รับเหมาผู้กร้านโลกถึงกับชะงักฝีเท้าที่กำลังจะก้าวคุกคามต่อไป
“ถอยออกไปหน่อยครับ... คุณกำลังรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวของเพื่อนร่วมงานผมเกินความจำเป็น” ปราชญ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่น้ำเสียงนั้นกลับหนักแน่นและกังวานก้องไปทั่วห้องโถงไร้เสียงสะท้อน
ชัยยุทธหรี่ตามองสถาปนิกหนุ่มหัวดื้อด้วยความไม่พอใจ “อ้าว... นึกว่าใคร ที่แท้ก็ไอ้คุณสถาปนิกผู้ดีตีนแดงคนนี้นี่เอง คิดว่าเก่งมาจากไหนถึงกล้ามาทำเสียงแข็งใส่ผม? รู้ไหมว่าเอกสารในมือผมนี่แหละคือใบเบิกทางเดียวที่จะทำให้พวกคุณรอดพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลาย!”
ปราชญ์ปรายตามองเอกสารปึกหนาในมือของอีกฝ่ายเพียงเสี้ยววินาที มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่ไม่ได้บ่งบอกถึงความสนุกสนานเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... มันคือรอยยิ้มของนักล่าที่กำลังจับตามองเหยื่อผู้โง่เขลา
“บุคคลล้มละลายหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจครับ... แต่ที่แน่ๆ คือข้อหาปลอมแปลงเอกสารสัญญาและการฮุบทรัพย์สินทางปัญญา เป็นคดีอาญาที่ผมคิดว่าคุณน่าจะรู้จักโทษของมันดีพอสมควร” ปราชญ์ก้าวเข้าไปประชิดตัวชัยยุทธทีละก้าว ความสูงโปร่งและออร่าที่กดดันทำให้อีกฝ่ายต้องเป็นฝ่ายผถอยร่นโดยไม่รู้ตัว “คุณคิดจริงๆ หรือครับว่าพวกเราจะเซ็นสัญญาโดยไม่มีการตรวจสอบเส้นทางการเงินย้อนหลัง? หรือคุณคิดว่าอำนาจเงินใต้โต๊ะที่คุณใช้ปิดปากคนอื่น จะสามารถซื้อความยุติธรรมในชั้นศาลได้ทั้งหมด?”
สีหน้าของชัยยุทธเปลี่ยนสีทันที รอยยิ้มเยาะหยันบนใบหน้าบึ้งตึงขึ้นมาในพริบตา แววตาไหวระริกด้วยความตกใจที่ความลับดำมืดถูกขุดคุ้ยขึ้นมาพูดถึงอย่างหน้าตาเฉย “แก... แกพูดเรื่องอะไรวะ! อย่ามาใส่ร้ายผมนะ!”
“ผมไม่ได้ใส่ร้ายครับ... ผมแค่กำลังพูดข้อเท็จจริงที่บันทึกไว้ในระบบดิจิทัลทั้งหมดแล้ว” ปราชญ์หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาหมุนหน้าจอให้ชัยยุทธเห็นเอกสารหลักฐานสำคัญที่เชื่อมโยงถึงเส้นทางการทุจริตของผู้รับเหมาคนนี้ “ถ้าคุณยังไม่อยากให้ชื่อของคุณไปปรากฏอยู่บนหน้าหนึ่งของข่าวหน้าหนึ่งในฐานะผู้รับเหมาจอมโกง ทางที่ดีที่สุดคือ... เก็บเอกสารขยะพวกนี้แล้วไสหัวออกไปจากเซฟเฮาส์หลังนี้ซะ ก่อนที่ผมจะเปลี่ยนใจโทรแจ้งตำรวจเดี๋ยวนี้”
รินยืนมองแผ่นหลังกว้างของปราชญ์ด้วยความรู้สึกที่หลาก
หลาย หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ ความอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านเข้ามาโอบกอดความหวาดกลัวในใจจนมลายหายไปสิ้น ภาพของสถาปนิกหนุ่มเจ้าระเบียบผู้เย็นชาคนนี้ ในยามที่ยืนหยัดปกป้องเธอจากภัยคุกคาม ช่างดู... เท่และทรงพลังจนแทบจะหยุดหายใจ
ชัยยุทธกัดฟันกรอดด้วยความแค้นเคือง ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธจัดที่แผนการพังไม่เป็นท่า “ฝากไว้ก่อนเถอะพวกแก! อย่าคิดว่าเรื่องนี้จะจบแค่นี้นะ!”
ผู้รับเหมาจอมเจ้าเล่ห์สะบัดหน้าหนีด้วยความหัวเสีย ก่อนจะรีบสาวเท้าเดินจ้ำอ้าวออกจากเซฟเฮาส์ไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงเสียงปิดประตูดังลั่นที่สะท้อนก้องไปทั่วความเงียบงัน
เมื่อร่างของชัยยุทธลับสายตาไปแล้ว บรรยากาศรอบตัวก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง รินผ่อนลมหายใจยาวเหยียดด้วยความโล่งอก ขาสองข้างแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้นหากแต่ยังมีโต๊ะไม้ค้ำยันเอาไว้ ช่างสาวเงยหน้าขึ้นมองสถาปนิกหนุ่มที่ยังคงยืนนิ่งเงียบเป็นหินผา
“นาย... ทำแบบนั้นได้ยังไง?” รินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าเล็กน้อย เจือความทึ่งระคนแปลกใจ “มีหลักฐานพพวกนั้นจริงๆ หรือว่าแค่มือปืนเรือจ้างบลัฟเขาเล่นเฉยๆ กันแน่เนี่ย?”
ปราชญ์หันกลับมามองหน้าช่างสาว แววตาที่เคยแข็งกร้าวเมื่อครู่กลับมามีความอ่อนโยนซ่อนอยู่ลึกๆ ชายหนุ่มถอดแว่นสายตาออกแล้วใช้มือคลึงขมับเบาๆ ด้วยความเหนื่อยอ่อน “คุณคิดว่าคนอย่างผม จะปล่อยให้ตัวเองตกเป็นเบี้ยล่างของคนอื่นง่ายๆ ขนาดนั้นเลยหรือครับคุณริน?”
รินย่นจมูกใส่เล็กน้อย แม้จะยังมีความดื้อรั้นฉายชัดในแววตา แต่ริมฝีปากบางกลับคลี่ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว “ก็ใครจะไปรู้ล่ะพ่อนักวางแผน... นึกว่าจะยอมก้มหัวให้เขาซะแล้ว”
“ผมไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร... โดยเฉพาะกับคนที่ไม่เห็นคุณค่าของงานศิลปะและหยาดเหงื่อของคนอื่น” ปราชญ์ก้าวเข้ามาประชิดตัวรินที่ยังยืนพิงโต๊ะอยู่ ร่างสูงโน้มตัวลงมาเล็กน้อยจนใบหน้าอยู่ห่างกันเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้าหากันในความสลัวของห้องโถง “รวมถึง... ไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายคุณด้วย”
ประโยคสุดท้ายถูกเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มและแผ่วเบา แต่กลับทรงพลังพอที่จะทำให้หัวใจของรินกระดอนขึ้นมาอยู่ที่คอหอย ใบหน้าเนียนใสขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่ ความซึนเดระที่เคยพกมาเต็มกระเป๋าพังทลายลงในพริบตาเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่คมที่เต็มไปด้วยความห่วงใยคู่นั้น
บรรยากาศระหว่างทั้งสองคนเงียบลงอีกครั้ง มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวเป็นจังหวะเดียวกัน ปราชญ์ขยับเข้าไปใกล้มากกว่าเดิม มือหนายื่นออกไปหมายจะเกลี่ปอยผมที่ปรกลงมาข้างแก้มเนียนของรินอย่างทะนุถนอม สายตาทอดมองริมฝีปากอิ่มที่กำลังเม้มเข้าหากันอย่างประหม่าด้วยความรู้สึกที่พุ่งทะยานเกินกว่าจะควบคุม
แต่ทว่า... ในวินาทีที่ปลายนิ้วของปราชญ์กำลังจะสัมผัสโดนผิวแก้มของช่างสาว และริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะเคลื่อนเข้าหากันด้วยแรงดึงดูดประหลาด—
*กริ๊ก... แอ๊ดดดด...*
เสียงกลอนประตูด้านหลังห้องที่ควรจะถูกล็อกสนิท กลับถูกบิดเปิดออกอีกครั้งอย่างเชื่องช้า พร้อมกับร่างเงาดำทะมึนของใครบางคนก้าวล่วงล้ำเข้ามาในเขตหวงห้าม พร้อมกับกลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่คุ้นเคยอย่างประหลาดลอยมาแตะจมูก ปราชญ์ชะงักกึก รินเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อหันไปมอง และก่อนที่สถาปนิกหนุ่มจะได้เปล่งเสียงถาม บุคคลผู้มาใหม่ก็เอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นที่ทำให้เลือดในกายของทั้งคู่เย็นเฉียบลงทันที
“เซอร์ไพรส์... หวังว่าฉันคงไม่ได้เข้ามารบกวน ‘เวลาส่วนตัว’ ของพวกเธอสองคนหรอกนะ... ปราชญ์, ริน”
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมลุ้นไปกับความสัมพันธ์ที่กำลังเดือดพล่านนี้ด้วยกันนะครับ
เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์•ตอนที่ 21
ศัตรูในคราบมิตร
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!