เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์•ตอนที่ 29

ความร้อนแรงของบรรยากาศและความสัมพันธ์

ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
เอกสารปึกหนาในมือของชายวัยกลางคนร่วงหล่นกระทบพื้นปาร์เกต์เสียงดังสนั่น ดึงบรรยากาศที่เคยอัดแน่นด้วยความร้อนระอุภายในห้องทำงานให้ดิ่งวูบลงสู่จุดเยือกแข็งในเสี้ยววินาที ปราชญ์ผุดลุกขึ้นบังร่างของรินไว้โดยสัญชาตญาณ แผ่นหลังกว้างของสถาปนิกหนุ่มเกร็งเครียดจนเส้นเลือดที่ต้นคอปูดโปーン ดวงตาคมกราบกราดมองผู้เป็นพ่อด้วยความระแวดระวังผสมความกรุ่นโกรธที่พุ่งพล่านขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ "คุณพ่อ..." เสียงของปราชญ์ลอดไรฟัน ต่ำทุบและแหบพร่าราวกับสัตว์ป่าที่กำลังปกป้องอาณาเขต "เข้ามาโดยไม่เคาะประตู... นี่มันหมายความว่ายังไงครับ" ชัยยศ พ่อของปราชญ์ ไม่ได้ใส่ใจคำถามนั้น สายตาคมกริบราวกับใบมีดกวาดมองสภาพอันยุ่งเหยิงภายในเซฟเฮาส์—โต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยเศษสีและอุปกรณ์บูรณะ ปลายเสื้อของรินที่ยับยู่ยี่จากการยื้อยุดเมื่อครู่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระยะห่างระหว่างลูกชายกับช่างศิลป์หนุ่มที่ใกล้ชิดกันจนเกินคำว่า 'เพื่อนร่วมงาน' มุมปากของชายสูงวัยกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะที่น่ารังเกียจ "ฉันก็นึกว่าแกมัวแต่หัวซุกหัวซุนทำโปรเจกต์บ้าๆ นี่จนสมองกลับ... ที่แท้ก็มีเวลามาคลอเคลียกับคนงานชั้นต่ำในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ นี่เองสินะ ปราชญ์" คำว่า 'คนงานชั้นต่ำ' ทำเอารินที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับเลือดขึ้นหน้า มือเรียวที่เปื้อนคราบฝุ่นสีสะบัดออกจากการเกาะกุมของปราชญ์ ก่อนจะก้าวพรวดพราดยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับสถาปนิกหนุ่ม ดวงตากลมโตฉายแวววาวโรจน์ด้วยความถือดี "ถ้าสมองของคุณลุงไม่ได้ถูกฝังไว้ใต้กองเงินกองทองจนขึ้นรา ก็กรุณาหัดใช้สายตาดูเสียใหม่นะครับว่า ที่นี่คือเซฟเฮาส์ที่มีกฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัว หรือว่าที่บ้านของคุณลุงเขาอบรมสั่งสอนให้บุกรุกพื้นที่ส่วนบุคคลอย่างไร้รมารยาทตั้งแต่เกิดกันแน่ครับ?" "ริน!" ปราชญ์ปรามเสียงเข้ม มือหนาเอื้อมไปดึงข้อมือของคนตัวเล็กกว่าไว้เบาๆ เพื่อห้ามปราม แม้ในใจจะแอบสะใจกับคำพูดตอกกลับที่เจ็บแสบนั้นไม่น้อย ชัยยศหรี่ตามองรินด้วยความเหยียดหยาม ชายวัยกลางคนก้าวเท้าเข้ามาใกล้ กลิ่นอายของอำนาจและความกดดันแผ่ซ่านจนอากาศรอบตัวแทบหายใจไม่ออก "ปากเก่งนักนะ ช่างศิลป์ไสแห้งคนนี้สินะ ที่ทำให้แกกล้าขัดคำสั่งฉัน ปราชญ์... แกจำไม่ได้แล้วหรือไงว่าบริษัทสถาปัตยกรรมของตระกูลเรากำลังรอให้แกกลับไปรับตำแหน่งประธาน หรือแกอยากจะทิ้งอนาคตทั้งหมดเพื่อมาคลุกคลีอยู่กับเศษซากงานศิลปะไร้ค่าพวกนี้ กับเด็กนี่!" บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบขาดผึ่ง ปราชญ์ขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน ความทรงจำวัยเด็กที่ถูกบังคับให้เดินตามกรอบความสมบูรณ์แบบผุดขึ้นมาทิ่มแทงหัวใจอีกครั้ง เขาถูกหล่อหลอมให้เป็นหุ่นยนต์ที่ไร้ความรู้สึก มีหน้าที่แค่ทำตามเป้าหมายของตระกูล ไม่เคยมีสิทธิ์เลือก ไม่เคยมีสิทธิ์รักในสิ่งที่หัวใจเรียกร้อง... จนกระทั่งมีผู้ชายคนนี้ก้าวเข้ามาในชีวิต รินสัมผัสได้ถึงความสั่นเทาเล็กน้อยที่ฝ่ามือของปราชญ์ ชายหนุ่มผู้เคยนิ่งสงบราหินผากำลังแบกรับแรงกดดันมหาศาล ความโกรธเคืองเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกเจ็บแปลบในอก รินสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด มือเรียวยกขึ้นกุมทับมือหนาที่กำลังกำหมัดแน่นของปราชญ์ไว้ หลอมรวมความอบอุ่นเข้าหากันอย่างท้าทาย "คุณลุงครับ..." รินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากังวานและทรงพลังจนชัยยศต้องชะงัก "ถ้าการเป็นทายาทตระกูลใหญ่ มันหมายถึงการต้องมีชีวิตอยู่เป็นหุ่นยนต์ไร้หัวใจ คอยบงการชีวิตคนอื่น และเหยียบย่ำความฝันของคนอื่นเพื่อความสะใจล่ะก็... ผมว่าปราชญ์เขาโชคดีมากแล้วล่ะครับที่เลือกถอยออกมาจากจุดนั้น" "แก...!" ชัยยศหน้าดำคร่ำเครียด นิ้วชี้สั่นเทาด้วยความโกรธจัด "พอได้แล้วครับ! คุณพ่อ!" ปราชญ์ตวาดลั่น เสียงทุบโต๊ะทำงานดังสนั่นจนเอกสารกระจัดกระจาย สถาปนิกหนุ่มก้าวออกไปบังรินไว้มิดชิด ดวงตาคมกริบที่เคยมีความลังเลเจืออยู่ บัดนี้เหลือเพียงความเด็ดเดี่ยวและไร้เยื่อใย "ผมโตแล้วครับ ชีวิตของผม งานของผม และคนที่ผมเลือก... ผมตัดสินใจเองทั้งหมด ตั้งแต่วินาทีที่ผมก้าวเท้าออกจากบ้านหลังนั้น ปราชญ์คนเดิมที่ก้มหัวทำตามคำสั่งทุกอย่างได้ตายไปแล้ว เอกสารพวกนั้น... เอาคืนไป แล้วก็กรุณาออกจากเซฟเฮาส์ของผมไปได้แล้วครับ!" คำประกาศกร้าวที่ออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ ทำให้รินเบิกตากว้าง หัวใจเต้นระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ภาพของปราชญ์ในยามนี้ช่างดูสง่างามและทรงเสน่ห์เหลือเกิน เป็นผู้ชายที่ยอมแลกทุกอย่างแม้กระทั่งอำนาจและเงินตรา เพื่อปกป้องสิ่งสำคัญไว้เบื้องหลังแผ่นหลังกว้างนั้น ชัยยศมองลูกชายด้วยสายตาสสมเพชและผิดหวังระคนกัน ชายสูงวัยหัวเราะในลำคออย่างเยือกเย็น "ดี... ดีมาก ปราชญ์! แกเลือกทางนี้เองนะ อย่าหาว่าฉันใจร้ายก็แล้วกัน ถ้าบริษัทของแกถูกถอนทุนสนับสนุนทั้งหมด และโปรเจกต์นี้ต้องพังพินาศคามือแก... แกก็เตรียมตัวรับผลที่จะตามVก็แล้วกัน!" พูดจบ ชายสูงวัยก็สะบัดหน้าพรวด เดินกระแทកเท้าออกจากห้องไป เสียงประตูปิดกระแทกดังสนั่นก้องกังวานไปทั่วตึกเก่า ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าอึดอัด และร่องรอยความพินาศที่เพิ่งผ่านพ้นไป เซฟเฮาส์กลับคืนสู่ความเงียบอีกครั้ง มีเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของคนทั้งคู่ ปราชญ์ยังคงยืนค้างอยู่ในท่าเดิม แผ่นหลังกว้างยังคงหันให้ริน ชายหนุ่มหลับตาลงพยายามควบคุมสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับเข้าที่ รินมองแผ่นหลังนั้นด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นจนจุกอก มือเรียวยื่นออกไปสัมผัสเบาๆ ที่ไหล่หนา "ปราชญ์..." เสียงหวานเอמהแผ่วเบา เจือความกังวล "นาย... ไหวไหม?" ปราชญ์ลืมตาขึ้น ชายหนุ่มค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับริน แววตาคมกริบที่เคยแข็งกร้าวเมื่อครู่ บัดนี้อ่อนแสงลงจนน่าใจหาย ความเหนื่อยล้าและความเปราะบางที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้มาดนิ่งมาตลอด กำลังพังทลายลงต่อหน้าช่างศิลป์หนุ่ม "ฉันเหนื่อย... ริน" ปราชญ์พึมพำเสียงพร่า ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของริน "ฉันเหนื่อยกับการต้องวิ่งตามมาตรฐานที่คนอื่นขีดไว้... จนเกือบทำสิ่งสำคัญที่สุดหลุดมือไป" "สิ่งสำคัญ... อะไรเหรอ?" รินถามเสียงสั่น หัวใจเต้นโครมครามเมื่อระยะห่างระหว่างเขากับปราชญ์ค่อยๆ ลดลงทีละน้อย ปราชญ์ไม่ตอบด้วยคำพูด แต่เขาใช้การกระทำแทน มือหนาเอื้อมขึ้นประคองกรอบหน้าเรียวไว้อย่างทะนุถนอม นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยเบาๆ ที่พวงแก้มเนียนอย่างหลงใหล ความร้อนผ่าวจากฝ่ามือส่งผ่านความรู้สึกโหยหาและคลั่งรักที่อัดอั้นมานานจนรินแทบละลาย บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกจุดไฟเผา ความตึงเครียดจากเหตุการณ์เมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเร่าร้อนของอารมณ์ที่พุ่งพล่าน ไอร้อนจากกายของทั้งคู่หลอมรวมกันจนแทบแยกไม่ออก ปราชญ์โน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดริมฝีปากของกันและกัน "นายไง..." เสียงกระซิบพร่าต่ำดังชิดริมฝีปาก "สิ่งสำคัญที่ฉันเกือบทำหลุดมือไป... คือนาย ริน" รินสะท้านเฮือก สมองขาวโพลน คำพูดทุกคำติดอยู่ที่ลำคอ ดวงตากลมโตฉายแววไหวระริกเมื่อริมฝีปากหยักลึกลงมาใกล้จนเหลือเพียงระยะห่างแค่ลมหายใจกั้น ความใกล้ชิดที่เกินขอบเขตเพื่อนร่วมงานพุ่งทะยานสู่จุดขีดสุด หัวใจสองดวงเต้นเป็นจังหวะเดียวกันอย่างบ้าคลั่งในพื้นที่จำกัดแห่งนี้ ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะแนบสนิทกันเพื่อปลดปล่อยความรู้สึกทั้งหมด เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานก็แผดเสียงกรีดร้องทำลายบรรยากาศโรแมนติกนั้นลงอย่างไม่ปรานี ปราชญ์ขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิดระคนหัวเสีย เขาผละใบหน้าออกเล็กน้อยอย่างไม่เต็มใจนัก ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาด้วยสีหน้าถมึงทึงเพื่อจะกดตัดสาย แต่ทว่า... ทันทีที่ก้มมองหน้าจอแสดงผล สถาปนิกหนุ่มก็ต้องชะงักกึก สีหน้าเปลี่ยนเป็นซีดเผือดในพริบตา รินมองปฏิกิริยานั้นด้วยความใจหายวาบ "ใครโทรมาเหรอ ปราชญ์?" ปราชญ์เงยหน้าขึ้นสบตากับริน แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและไม่อยากจะเชื่อ "เบอร์จาก... โรงพยาบาล..." ปราชญ์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "พ่อ... พ่อประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ หน้าเซฟเฮาส์นี้เอง!" -------------------------------------------------- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและอินไปกับความสัมพันธ์ที่กำลังลุกเป็นไฟคู่นี้เสมอนะครับ
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%