แฟ้มเอกสารปกหนังสีดำถูกกระแทกลงบนโต๊ะไม้สักราคาแพงจนเสียงดังสนั่น ทว่ามันยังเบากว่าเสียงถอนหายใจด้วยความหงุดหงิดของท่านประธานใหญ่แห่งบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ ปราชญ์ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทำงานตัวนั้น แผ่นหลังเหยียดตรงเป็นระเบียบตามวิสัยของสถาปนิกหนุ่มผู้ยึดมั่นในกฎเกณฑ์ แต่นัยน์ตากลับไร้ซึ่งความเคารพยำเกรงดังเช่นเคย
"คุณกำลังเสียสติไปแล้วหรือไง ปราชญ์?" เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจเอ่ยขึ้นอย่างคาดคั้น "โครงการรีโนเวทตึกเก่าใจกลางเมืองมูลค่าหลายร้อยล้าน นั่นคือหน้าตาของบริษัทเรา และแบบแปลนที่ผมสั่งให้คุณรื้อทิ้ง... มันก็เป็นคำสั่งเด็ดขาดเพื่อความคุ้มค่าสูงสุดในเชิงธุรกิจ ทำไมคุณถึงดื้อดึงที่จะเก็บโครงสร้างห้องโถงโบราณนั่นไว้ แถมยังเอาชื่อของช่างนอกคอกคนนั้นมาค้ำประกันให้อีก?"
ปราชญ์ปรายตามองเอกสารข้อตกลงการรื้อถอนที่ถูกเลื่อนมาตรงหน้า ปลายปากกาหมึกซึมราคาแพงถูกวางทิ้งไว้ราวกับเป็นเครื่องประดับไร้ค่า นิ้วเรียวยาวประสานกันไว้ที่หน้าท้อง ความนิ่งเงียบของเขายิ่งทำให้บรรยากาศในห้องทำงานส่วนตัวตึงเครียดขึ้นไปอีกหลายเท่า
"เพราะมันไม่ใช่แค่ตึกเก่าและไม่ใช่แค่โครงสร้างไร้ค่าครับท่าน" ปราชญ์เอ่ยตอบ น้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่นทุกถ้อยคำ "มันคือประวัติศาสตร์ และที่สำคัญที่สุด... มันคือความฝันของริน"
"ความฝัน?" ประธานหนุ่มหัวנסในลำคออย่างเย้ยหยัน "โลกธุรกิจไม่มีที่ยืนให้ความฝันไร้สาระหรอกนะปราชญ์ คุณทำงานกับผมมานาน น่าจะรู้ดีว่าผลกำไรคือพระเจ้า คุณเลือกเอาเองก็แล้วกันว่าจะเซ็นชื่ออนุมัติให้รื้อถอนในวันนี้ หรือจะเดินออกจากบริษัทพร้อมกับอนาคตที่ดับวาทลงในพริบตา"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ปราชญ์ก้มมองปลายปากกานั้น ภาพใบหน้าของริน ช่างบูรณะงานศิลป์ผู้ดื้อรั้นและมักจะเถียงเขาด้วยดวงตาเป็นประกายทุกครั้งที่พูดถึงงานศิลปะลอยเข้ามาในหัว รินผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร รินผู้ยอมทุ่มเทหยาดเหงื่อและจิตวิญญาณทั้งหมดลงไปบนผนังปูนปั้นที่กำลังจะถูกทำลายด้วยคำสั่งของคนกลุ่มนี้
ถ้าเขาเลือกเซ็น... เขาก็จะเป็นแค่สถาปนิกหุ่นยนต์ที่ทำตามคำสั่งของครอบครัวและนายจ้างอย่างไร้จิตวิญญาณ เหมือนเช่นที่เขาเป็นมาตลอดชีวิต แต่ถ้าเขาไม่เซ็น... ทุกสิ่งที่เขาสร้างมาด้วยความอดทนจะพังทลายลงในพริบตาเดียว
ปราชญ์สูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นกระดาษและหมึกพิมพ์ในห้องทำงานหรูหรานี้ช่างน่าอึดอัดเหลือเกิน เขายกมือขึ้นปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตเม็ดบนออกเล็กน้อยเพื่อให้อากาศไหลผ่านเข้าปอด ก่อนจะเงยหน้าสบตากับเจ้านายตรงๆ
"ผมขอเลือกอย่างหลังครับ"
คำพูดนั้นหลุดออกจากริมฝีปากอย่างง่ายดายราวกับเป็นการปลดโซ่ตรวนที่ล่ามข้อเท้าเขาไว้มานานนับปี ปราชญ์หยิบแฟ้มเอกสารฉบับนั้นขึ้นมา ปิดมันลงอย่างนุ่มนวล แล้วเลื่อนกลับไปวางไว้ที่เดิมโดยไม่มีการจรดปลายปากกาใดๆ ทั้งสิ้น
"คุณบ้าไปแล้ว..." เสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวไล่หลังมาทันทีที่เขาหันหลังให้ "คุณจะไม่มีวันได้เหยียบเข้ามาในวงการนี้อีก ปราชญ์!"
ปราชญ์ไม่ได้หันกลับไปมอง เขาเพียงแค่ก้าวเดินออกประตูด้วยฝีเท้าที่มั่นคง หัวใจที่เคยเต้นระรัวด้วยความกลัวบัดนี้กลับสงบนิ่งอย่างประหลาด ความรู้สึกโล่งอกแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ราวกับว่ากำแพงที่เขาแบกรับไว้บนบ่ามาทั้งชีวิตได้พังทลายลงแล้ว และสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าเขาในตอนนี้ คืออิสรภาพ... และใครบางคนที่กำลังรอเขาอยู่
ณ เซฟเฮาส์ไร้เสียง บรรยากาศเงียบสงบจนได้ยินเสียงลมหายใจ รินกำลังนั่งก้มหน้าก้มตาอยู่หน้าผนังปูนปั้นโบราณ พู่กันในมือละเลงสีสันอย่างประณีตราวกับคนละเมอ แสงไฟสีส้มสลัวสาดกระทบกรอบหน้าเรียวและปลายจมูกรั้น รินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความใช้สมาธิ จนกระทั่งเสียงเปิดประตูดังขึ้น
รินสะดุ้งเล็กน้อย หันขวับมามองผู้มาเยือนด้วยแววตาตื่นตระหนกก่อนจะเปลี่ยนเป็นความเรียบเฉยเมื่อเห็นว่าเป็นใคร
"นายมาทำอะไรที่นี่เวลานี้?" เสียงห้วนๆ เอ่ยถามพร้อมกับวางพู่กันลง รินกวาดสายตามองสำรวจใบหน้าของปราชญ์ที่ดูเหนื่อยล้าแต่แววตากลับเปล่งประกายแปลกๆ "อย่าบอกนะว่าโดนไล่ออกมาอีกคนแล้ว?"
ปราชญ์เดินเข้าไปใกล้ กลิ่นอายความกดดันจากห้องทำงานเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นยามที่เขาได้ยืนอยู่ใกล้ๆ คนตรงหน้า เขาทิ้งตัวลงนั่งยองๆ เบื้องหน้าเก้าอี้ที่รินนั่งอยู่ เงยหน้าขึ้นมองดวงตาคู่นั้นอย่างจริงจัง
"ถ้าฉันบอกว่า... ฉันแลกอนาคตทั้งหมดเพื่อรักษาผนังตรงนี้ไว้ล่ะ" ปราชญ์เอ่ยเสียงนุ่ม
รินชะงักไป ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยริมฝีปากอ้าค้างไปชั่วขณะ ก่อนที่ความตกใจจะถูกแทนที่ด้วยความไหววูบในแววตาที่ยากจะคาดเดา "นาย... นายทำบ้าอะไรลงไปรู้ตัวไหม ปราชญ์? นั่นมันงานของนายนะอนาคตของนาย..."
"อนาคตของฉันอยู่ที่นี่ต่างหาก" ปราชญ์เอمدةเอื้อมมือไปกุมมือเรียวที่เปื้อนสีฝุ่นไว้แน่นสัมผัสอุ่นร้อนจากฝ่ามือของสถาปนิกหนุ่มทำให้รินนิ่งงัน หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำจนแทบทะลุออกมานอกอก ไดอะล็อกคมคายที่มักจะใช้ปะทะฝีปากกันเป็นประจำพลันหายสาบสูญ เหลือเพียงความเงียบงันที่เต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง
"นายเลือกฉัน... เลือกความฝันงี่เง่าของฉันเนี่ยนะ?" รินกระซิบถามเสียงสั่น หัวใจพองโตจนจุกอยู่ที่ลำคอ ความซึนที่เคยมีพังทลายลงในวินาทีที่สบตากับนัยน์ตาคู่คมที่เต็มไปด้วยความคลั่งรักคู่นั้น
ปราชญ์ยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง รอยยิ้มที่ละลายความเย็นชาทั้งหมดในตัวเขาจนหมดสิ้น นิ้วโป้งเกลี่ยหลังมือของรินแผ่วเบาอย่างทะนุถนอม
"ฉันไม่ได้เลือกความฝันงี่เง่า..." ปราชญ์กระซิบตอบเสียงพร่า ใบหน้าเคลื่อนเข้าไปใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนรินรดกัน "ฉันเลือก... เจ้าของความฝันต่างหาก"
ระยะห่างระหว่างใบหน้าลดลงจนแทบไม่เหลือช่องว่าง หัวใจของทั้งคู่เต้นเป็นจังหวะเดียวกันท่ามกลางห้องทำงานที่ไร้เสียง รินหลับตาลงช้าๆ เตรียมรับสัมผัสที่รอคอย แต่วินาทีที่ริมฝีปากกำลังจะแตะเข้าหากันนั้นเอง—
*ปัง!*
เสียงประตูด้านหน้าเซฟเฮาส์ถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ และน้ำเสียงคุ้นเคยที่ตะโกนก้องเข้ามาขัดจังหวะความหวานฉ่ำ
"ไอ้ปราชญ์! แกอยู่ที่นี่ใช่ไหม ออกมาคุยกันให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้!"
รินสะดุ้งสุดตัวผละออกห่างจากปราชญ์ทันที ส่วนปราชญ์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดระคนตกใจ เมื่อหันไปมองที่ประตูทางเข้า เขาก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความคาดไม่ถึงเมื่อพบว่าบุคคลที่บุกเข้ามาในยามวิกาลไม่ใช่ใครอื่น... แต่เป็นพ่อของเขาเองที่ยืนถือเอกสารชุดใหญ่ด้วยใบหน้าถมึงทึง
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับความรู้สึกของตัวละครด้วยกันนะครับ จากสเปซโอเดสซีย์
เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์•ตอนที่ 28
การตัดสินใจครั้งสำคัญ
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!