"ถ้าคุณยังไม่ปล่อยมือ ผมจะถือว่าคุณกำลังฉวยโอกาสในความมืดนะครับ คุณปราชญ์"
น้ำเสียงของรินไม่ได้สั่นเครืออย่างที่สถาปนิกหนุ่มคาดคิด มันราบเรียบ เจือความท้าทายเล็กน้อย ท่ามกลางความมืดมิดที่กลืนกินทุกสิ่งจนมองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้วของตัวเอง มีเพียงไออุ่นจากร่างกายที่แนบชิด และเสียงหัวใจที่เต้นรัวเร็วจนแทบจะหลุดออกมานอกอก ปราชญ์นิ่งค้างไปชั่วขณะ สัมผัสที่เอวคอดกิ่วของหญิงสาวทำให้สติที่เคยควบคุมได้ดีเยี่ยมของเขากระเจิดกระเจิงไปหมด
เขารู้ตัวดีว่าตัวเองกำลังทำเกินขอบเขต... แต่ความมืดและความเงียบงันในเซฟเฮาส์แห่งนี้ กลับมอบความกล้าหาญจอมปลอมบางอย่างให้เขาซุกซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงไว้เบื้องหลังความดื้อรั้น
"ผมไม่ได้ฉวยโอกาส... ผมแค่ปกป้องคุณจากความมืด" ปราชญ์สวนกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แหบพร่ากว่าปกติ "อีกอย่าง... มือของคุณก็ไม่ได้ผลักผมออกไม่ใช่เหรอครับ คุณช่างศิลป์"
รินแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความอึดอัดและเสน่หาที่ปะปนกันจนแยกไม่ออก ปมในใจของเธอเกี่ยวกับความพยายามที่จะพิสูจน์ตัวเองในวงการศิลปะที่มักถูกมองข้าม กำลังสะท้อนเงาซ้อนทับกับความเปราะบางที่เธอสัมผัสได้จากชายหนุ่มคนนี้ ปราชญ์ผู้เพียบพร้อมและแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่า
"เพราะฉันรู้ต่างหากว่า ถ้าขยับ... คนที่จะเสียอาการมากที่สุดไม่ใช่ฉัน แต่เป็นคุณต่างหากล่ะ"
สิ้นคำพูดนั้น แสงไฟฉุกเฉินสีส้มสลัวก็สว่างวาบขึ้นกะทันหัน เผยให้เห็นใบหน้าของทั้งคู่ที่อยู่ห่างกันเพียงคืบ แววตาของปราชญ์ไหววูบอย่างเห็นได้ชัด เขารีบปล่อยมือออกจากเอวของเธอราวกับโดนของร้อน ก่อนจะเสมองไปทางอื่นเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกที่พลุ่งพล่านในอก
รินมองท่าทีนั้นแล้วระบายยิ้มจางๆ รอยยิ้มที่ไม่ได้เยาะเย้ย แต่เป็นรอยยิ้มที่อ่านทะลุปรุโปร่งถึงตัวตนที่แท้จริงภายใต้เกราะอันเย็นชาของเขา
"คุณเหนื่อยไหมครับ... ปราชญ์"
คำถามนั้นเรียบง่าย แต่กลับทรงพลังราวกับค้อนที่ทุบลงกลางกำแพงน้ำแข็งที่ปราชญ์สร้างขึ้นมาตลอดชีวิต สถาปนิกหนุ่มชะงักฝีเท้าที่กำลังจะผละหนี เขากลืนก้อนความขมขื่นลงคอ ปรารถนาจะปฏิเสธ แต่แววตาที่จริงจังและอ่อนโยนของรินในยามนี้ กลับทำให้เขาไม่อาจโกหกได้เลย
"คุณหมายถึงอะไร" ปราชญ์ถามเสียงต่ำ หลบสายตา
"หมายถึงการที่คุณต้องทำตัวเป็นลูกชายที่สมบูรณ์แบบตามที่ครอบครัวขีดเส้นไว้... ต้องรับผิดชอบโปรเจกต์ใหญ่โต ต้องไม่แสดงความอ่อนแอ และต้องแบกความคาดหวังที่หนักอึ้งนั่นไว้บนบ่าโดยไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรเลย" รินก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด แม้พื้นที่ในห้องโถงจะกว้างขวาง แต่ระยะห่างระหว่างพวกเขากลับแคบลงจนแทบไม่มีอากาศหายใจ "คุณอึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออกอยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ ทำไมถึงยังฝืนแบกมันไว้อยู่ล่ะ"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ปราชญ์รู้สึกเหมือนความลับที่ซ่อนไว้ลึกที่สุดในใจถูกเปิดเปลือยต่อหน้าหญิงสาวผู้มองโลกผ่านสีสันและอารมณ์ ความคาดหวังจากครอบครัวตระกูลใหญ่... กรอบเกณฑ์ที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่เขายังเด็กว่าชีวิตของสถาปนิกอนาคตไกลต้องเดินไปในทิศทางไหน มันไม่ใช่ความฝันของเขา แต่มมันคือภาระหน้าที่ที่เขาปฏิเสธไม่ได้
"คุณไม่เข้าใจหรอก ริน..." ปราชญ์แค่นAยิ้มหยันให้ตัวเอง น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าที่สะสมมานานแรมปี "โลกของคุณมันคืออิสระ อยากวาดอะไรก็วาด อยากซ่อมแซมอะไรก็ตามใจชอบ แต่โลกของผม... มันมีกรอบ มีชื่อเสียงของครอบครัว และมีอนาคตที่ถูกตีราคาไว้หมดแล้ว ถ้าผมล้ม... คนอื่นก็จะเดือดร้อน"
"แล้วความสุขของคุณล่ะ ไปอยู่ตรงไหน?" รินสวนกลับทันควัน ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา "คุณเอาแต่แคร์ความรู้สึกของคนอื่น จนลืมไปแล้วใช่ไหมว่าหัวใจตัวเองต้องการอะไร... ปราชญ์ คุณเป็นสถาปนิกที่ออกแบบอาคารให้คนอื่นมีความสุข แต่ทำไมคุณถึงออกแบบห้องขังให้ตัวเองอยู่ล่ะครับ"
คำพูดนั้นพุ่งตรงเข้ากลางใจของปราชญ์ ราวกับมีกระแสไฟฟ้าวิ่งพล่านไปทั่วร่าง ความรู้สึกอัดอั้นที่เก็บกดไว้มานานนับปีทะลักล้นออกมาจนขอบตาร้อนผ่าว เขาไม่ใช่คนอ่อนแอ และไม่เคยร้องไห้ให้ใครเห็น แต่ทว่า... กับผู้หญิงคนนี้ คนที่ชอบต่อปากต่อคำกับเขาในทุกๆ เรื่อง คนที่รู้ทันเขาไปเสียหมด กลับทำให้กำแพงทลายลงได้อย่างง่ายดาย
ปราชญ์เม้มปากแน่น มือหนากำเข้าหากันจนเส้นเลือดปูดโปน ความโกรธขึงและอึดอัดเปลี่ยนเป็นความเปราะบางที่ยากจะต้านทาน
"แล้วถ้าผมทิ้งทุกอย่าง... ถ้าผมเลือกทำตามใจตัวเอง ครอบครัวของผมก็จะพังทลาย คุณคิดว่าผมแบกมันไหวเหรอครับ ริน" น้ำเสียงของปราชญ์สั่นเครือน้อยๆ เป็นครั้งแรกที่รินได้เห็นมุมที่อ่อนแอที่สุดของชายหนุ่มผู้หยิ่งยโสคนนี้
รินไม่ได้พูดปลอบใจด้วยคำพูดสวยหรู เธอยื่นมือออกไปอย่างช้าๆ ปลายนิ้วเรียวสัมผัสเบาๆ ที่หลังมือของเขาที่กำลังกำแน่น คลายมันออกอย่างนุ่มนวล จนฝ่ามือของทั้งสองประสานกันโดยธรรมชาติ
"คุณไม่ต้องทิ้งทุกอย่างหรอกครับ... แค่เรียนรู้ที่จะแบกมันให้เบาลง และหันมาฟังเสียงหัวใจตัวเองบ้างก็พอ" รินเงยหน้าขึ้นสบตาเขา รอยยิ้มจริงใจปรากฏบนเรียวปาก "ถ้าคุณกลัวที่จะก้าวออกนอกกรอบคนเดียว... อย่างน้อยตอนนี้ คุณก็ไม่ได้อยู่คนเดียวนะครับ"
ความอบอุ่นจากฝ่ามือของรินซึมซับเข้าไปในความหนาวเหน็บในใจของปราชญ์ ความตึงเครียดที่แบกรับมาตลอดชีวิตคลายตัวลงทีละน้อย ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีและความคาดหวังที่เคยหนักอึ้ง กลับเบาบางลงเมื่อมีสายตาคู่นี้คอยมองสนับสนุน เขาโน้มใบหน้าลงเข้าหาเธอโดยไม่รู้ตัว ระยะห่างลดลงเรื่อยๆ หัวใจสองดวงเต้นเป็นจังหวะเดียวกันท่ามกลางแสงไฟสีส้มสลัว
ปราชญ์ยกมืออีกข้างขึ้นประคองกรอบหน้าของรินอย่างทะนุถนอม นิ้วโป้งเกลี่ยพวงแก้มเนียนแผ่วเบา สายตาของเขาเต็มไปด้วยความคลั่งรักที่ซ่อนเร้นมานาน และบัดนี้มันพร้อมจะระเบิดออกมา
"คุณนี่มัน... อันตรายจริงๆ นะริน" ปราชญ์กระซิบชิดริมฝีปากของเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดกัน "ทำให้ผมยอมเปิดใจได้ง่ายๆ แบบนี้... คุณต้องรับผิดชอบนะครับ"
"ฉันยังไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย..." รินเอ่ยเสียงแผ่ว ใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างปิดไม่มิด หัวใจเต้นรัวแรงยิ่งกว่าตอนที่ไฟฟ้าดับเสียอีก
ปราชญ์ไม่ปล่อยให้เธอได้พูดอะไรต่อ เขาโน้มลงมาประทับริมฝีปากลงบนเรียวปากอิ่มของเธออย่างนุ่มนวลในคราแรก ก่อนจะเริ่มลึกซึ้งและเร่าร้อนขึ้นตามแรงอารมณ์ที่ควบคุมไม่ได้ รินสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะยอมรับสัมผัสนั้นด้วยความเต็มใจ มือเรียวเลื่อนขึ้นโอบรอบลำคอของชายหนุ่ม ดึงรั้งให้ร่างทั้งสองแนบชิดกันอย่างไร้ช่องว่าง รสจูบที่เต็มไปด้วยความโหยหา ความอึดอัดที่ถูกปลดปล่อย และความรู้สึกที่ซ่อนเร้นกำลังหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวในพื้นที่จำกัดแห่งนี้
ทว่า... ในจังหวะที่อารมณ์กำลังพุ่งสูงถึงขีดสุด เสียงกุกกักบริเวณประตูทางเข้าห้องโถงเซฟเฮาส์ก็ดังขึ้นขัดจังหวะ ตามมาด้วยเสียงไขกุญแจและเสียงฝีเท้าของใครบางคนที่กำลังก้าวเข้ามาด้านในอย่างถือวิสาสะ
ปราชญ์ผละออกจากริมฝีปากของรินอย่างไม่เต็มใจนัก แววตาคมกริบเปลี่ยนเป็นความตื่นตัวทันที รินหอบหายใจเบาๆ ใบหน้าแดงก่ำรีบถอยหลังเว้นระยะห่าง ขณะที่ทั้งคู่หันไปมองยังต้นเสียงด้วยความตกใจ
ประตูห้องโถงเปิดผางออก พร้อมกับร่างของบุคคลที่ไม่คาดฝันก้าวเข้ามาในแสงไฟสลัว รอยยิ้มเย็นชาและสายตาคมปลาบของ "คทา" เพื่อนสนิทและหุ้นส่วนธุรกิจของปราชญ์ ปรากฏขึ้นพร้อมกับคำพูดที่ทำให้เลือดในกายของทั้งคู่เย็นเฉียบ
"โอ๊ะ... ดูเหมือนฉันจะมาขัดจังหวะเวลาสำคัญของพวกนายเข้าสินะ ปราชญ์... แล้วก็นั่น... คุณช่างศิลป์คนเก่ง?" คทายกยิ้มมุมปาก สายตากวาดมองสภาพอันยุ่งเหยิงของทั้งสองคนด้วยความหมายที่ซ่อนเร้น "หวังว่าฉันคงไม่ได้พลาดเรื่องสนุกอะไรไปใช่ไหม?"
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับความรู้สึกที่ลึกซึ้งและร้อนแรงนี้ด้วยกันนะครับ
เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์•ตอนที่ 27
ความคาดหวังของครอบครัวที่แสนหนักอึ้ง
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!