เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์•ตอนที่ 30

คำถามที่ไม่มีวันจบ

ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
เสียงเครื่องวัดชีพจรในห้องฉุกเฉินยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของปราชญ์ มันไม่ใช่เสียงที่ดังมาจากโรงพยาบาลจริงๆ เสียหน่อย แต่เป็นเสียงสะท้อนจากความหวาดกลัวที่เขาพยายามกดทับมันไว้ใต้มามาดความนิ่งขรึมมาตลอดหลายปี หน้าจอโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานไม้สักในเซฟเฮาส์ยังคงสว่างวาบ แสดงเบอร์โทรศัพท์ของโรงพยาบาลรัฐประจำจังหวัด บรรยากาศรอบตัวในห้องกักเก็บเสียงแห่งนี้อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ไม่ใช่เพราะผนังกันเสียงหนาเตอะที่สร้างขึ้นเพื่อซ่อนความวุ่นวายภายนอก แต่เป็นเพราะความจริงที่ว่า อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้น "หน้าเซฟเฮาส์นี้เอง" "คุณปราชญ์..." เสียงเรียกแผ่วเบาของรินดังขึ้นทำลายความเงียบงัน ช่างบูรณะงานศิลป์สาวไม่ได้เดินหนีไปไหนตั้งแต่เขารับโทรศัพท์สายนั้น มือเรียวที่เคยเปื้อนคราบสีน้ำมันและปูนปลาสเตอร์ยื่นมาแตะที่ไหล่กว้างของเขาอย่างลังเล ก่อนจะบีบเบาๆ เพื่อส่งผ่านความอบอุ่นที่ปราชญ์ไม่คิดว่าตนเองจะโหยหาจากใคร ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด พยายามตั้งสติแล้วหันไปมองหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างกาย ดวงตาคมกริบของสถาปนิกหนุ่มไหววับชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาเรียบเฉยตามความเคยชิน "ผมต้องไปที่โรงพยาบาลครับ" ปราชญ์เอ่ยเสียงเรียบ แต่สันกรามที่ขบเข้าหากันแน่นจนขึ้นสันนูนฟ้องชัดถึงความเครียดที่กำลังกัดกินภายใน รินถอนหายใจยาว ดวงตากลมโตฉายแววเป็นห่วงอย่างปิดไม่มิด แม้ปากจะชอบต่อปากต่อคำกับเขามาตลอด แต่ในยามที่โลกของปราชญ์กำลังจะพังทลายลงมาตรงหน้า เธอกลับเลือกที่จะยืนอยู่ตรงนี้ ไม่ไปไหน "ฉันไปด้วย" รินพูดสั้นๆ แต่หนักแน่น ไม่มีคำถามเซ้าซี้ ไม่มีคำพูดตำหนิเรื่องความสัมพันธ์พ่อลูกที่ระหองระแหงกันมานาน มีเพียงความเด็ดเดี่ยวที่พร้อมจะก้าวเดินเคียงข้างเขาไปทุกที่ ปราชญ์มองหน้าเธอนิ่งนาน หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะเหตุผลและระเบียบวินัย กลับสั่นไหวรุนแรงด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด เขาอยากผลักไสเธอให้ออกไปจากความยุ่งเหยิงของครอบครัวนี้ แต่ลึกๆ แล้ว เขากลับกลัวความอ้างว้างยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด "ที่นั่นมันไม่ใช่เรื่องสนุกนะริน... มันคือปัญหาชีวิตของผม" ปราชญ์เค้นเสียงพูดออกมาราวกับพยายามสร้างกำแพงกั้นอีกครั้ง รินแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะก้าวเข้าไปประชิดตัวเขาจนได้กลิ่นหอมจางๆ ของสีอะคริลิกผสมกับกลิ่นกายเฉพาะตัว เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขาด้วยแววตาที่ทรงพลังและท้าทาย "ใครบอกคุณว่าฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องสนุกเล่า ปราชญ์?" รินเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มบางๆ ที่แฝงความดื้อรั้น "เราเป็นคู่ปรับกันไม่ใช่เหรอ? แล้วมีคู่ปรับที่ไหนเขาปล่อยให้อีกฝ่ายแบกรับโลกทั้งใบไว้คนเดียวตอนที่กำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ล่ะ?" คำพูดนั้นทำเอาปราชญ์ถึงกับพูดไม่ออก เคมีที่คุ้นเคยระหว่างพวกเขากลับมาปะทุขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียด ความซึนปากร้ายของเขาปะทะเข้ากับความคลั่งรักที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีปากเก่งของเธอ มันเป็นความสัมพันธ์ที่ประหลาดและพร้อมจะระเบิดได้ทุกวินาที แต่มันกลับทรงพลังเสียจนทำให้ความกลัวในใจของปราชญ์เบาบางลง รถกระบะคันเก่าของรินทะยานผ่านความมืดของถนนสายรองมุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลจังหวัด ภายในห้องโดยสารแคบๆ มีเพียงเสียงเครื่องยนต์และเสียงเพลงบรรเลงเบาๆ จากวิทยุเก่าๆ ปราชญ์นั่งกอดอกมองออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยให้ความคิดล่องลอยย้อนกลับไปถึงเรื่องราวในอดีต ความคาดหวังของพ่อ... บ้านหลังใหญ่ที่ต้องออกแบบตามใจผู้เป็นพ่อ... เส้นทางชีวิตที่ถูกขีดเส้นไว้อย่างเป็นระเบียบโดยไม่มีช่องว่างให้เขาได้เลือกเอง ปราชญ์เคยเกลียดกรอบเหล่านั้น แต่พอได้ยินข่าวว่าพ่อประสบอุบัติเหตุ ณ จุดที่ใกล้ชิดกับพื้นที่อิสระที่เขาเพิ่งสร้างขึ้นอย่าง 'เซฟเฮาส์' หัวใจของเขากลับบีบรัดด้วยความรู้สึกผิด "คิดอะไรอยู่?" รินเหลือบมองคนข้างกายขณะติดไฟแดง มือข้างหนึ่งละจากพวงมาลัยมาวางไว้ใกล้ตักของเขาโดยไม่ตั้งใจ "คิดว่า... ชีวิตคนเรามันเปราะบางกว่าที่คิดนะครับ" ปราชญ์ตอบเสียงแผ่วเบา สายตาคมยังคงมองตรงไปข้างหน้า "ผมมัวแต่สร้างกำแพงกั้นตัวเองจากพ่อ จากโลกภายนอก จากความรู้สึก... เพื่อจะได้ไม่ต้องเจ็บปวด แต่สุดท้าย พรหมลิขิตหรือความซวยก็ไม่รู้ล่ะนะ มันก็พาเรากลับมาจุดเดิมอยู่ดี" รินพยักหน้ารับช้าๆ เธอดึงรถจอดเข้าข้างทางก่อนถึงโรงพยาบาลเพียงไม่กี่ร้อยเมตร ดับเครื่องยนต์ แล้วหันมามองหน้าชายหนุ่มอย่างจริงจัง "ปราชญ์ฟังฉันนะ" เสียงของเธอนุ่มนวลขึ้นแต่ยังคงความเฉียบคม "คุณไม่ได้สร้างกำแพงเพื่อปกป้องตัวเองหรอก คุณสร้างมันเพื่อรอให้ใครสักคนพังมันเข้าไปต่างหาก และบังเอิญว่า... ฉันเป็นคนชอบทำงานรื้อถอนซะด้วยสิ" มุมปากของสถาปนิกหนุ่มกระตุกยิ้มขึ้นมาได้นิดหน่อยท่ามกลางบรรยากาศที่หม่นหมอง เขาหันไปสบตากับเธอ ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ลดลงจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ เคมีที่พุ่งพล่านทำให้หัวใจเต้นรัวยิ่งกว่าตอนได้ยินข่าวอุบัติเหตุเสียอีก "คุณนี่มัน..." ปราชญ์ถอนหายใจยาวด้วยความหมั่นไส้ระคนเอ็นดู "ปากดีไม่เคยเปลี่ยนเลยนะครับ" "ก็เพราะปากแบบนี้ไม่ใช่เหรอ ที่ทำให้คุณยอมให้ฉันเข้ามาอยู่ในเซฟเฮาส์ของคุณ?" รินสวนกลับทันควัน นัยน์ตาส่อแววเจ้าเล่ห์และท้าทาย บรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลง ความตึงเครียดถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ ทั้งคู่เริ่มพูดคุยกันถึงเรื่องอนาคตที่ไม่ใช่แค่เรื่องงานออกแบบหรือการบูรณะภาพเขียนอีกต่อไป แต่มันคืออนาคตที่มีเงาของกันและกันอยู่ในนั้น "ถ้า... ถ้าพ่อผมเป็นอะไรไป เซฟเฮาส์หลังนั้น..." ปราชญ์ชะงักไปชั่วครู่ ลังเลที่จะพูดต่อ "ถ้าพ่อคุณเป็นอะไรไป เซฟเฮาส์หลังนั้นก็ยังเป็นของคุณ และ..." รินเว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตากลมโตมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขาอย่างไร้การหลบเลี่ยง "...และฉันก็จะยังอยู่ที่นั่น คอยเถียงกับคุณเรื่องรสนิยมการแต่งบ้านห่วยๆ ของคุณต่อไป ไม่ไปไหนทั้งนั้นแหละ" คำพูดเรียบง่ายแต่ทรงพลังนั้นทำเอาปราชญ์รู้สึกจุกที่อก ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านไปทั่วร่างจนขอบตาร้อนผ่าว เขาเอื้อมมือไปกุมมือเรียวที่วางอยู่บนตักของเธอไว้แน่น สัมผัสอุ่นๆ จากฝ่ามือของรินคือเครื่องยืนยันว่าเขาไม่ได้โดดเดี่ยวบนโลกใบนี้อีกต่อไป "ขอบคุณนะครับ..." ปราชญ์กระซิบเสียงพร่า แววตาที่เคยแข็งกร้าวมาตลอดเต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่รินไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งคู่นั่งสบตากันเนิ่นนานท่ามกลางความเงียบในรถ ความรู้สึกมากมายพรั่งพรูเข้ามาจนแทบไม่ต้องเอื้อnเอ่ยคำใดๆ เพิ่มเติม มันคือความลงตัวที่สมบูรณ์แบบท่ามกลางความยุ่งเหยิงของชีวิต ทว่า... ช่วงเวลาแห่งความฟินและซึ้งกินใจนั้นกลับต้องสะดุดลงอย่างกะทันหัน *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* เสียงเคาะกระจกฝั่งคนขับดังขึ้นอย่างแรงและกะทันหัน จนรินและปราชญ์สะดุ้งสุดตัว หญิงสาวหันขวับไปมองนอกหน้าต่างด้วยความตกใจ แสงไฟฉายสว่างจ้าส่องทะลุกระจกมืดเข้ามา พร้อมกับเงาร่างของชายแปลกหน้าในชุดสูทสีเข้มยืนอยู่ข้างรถ ใบหน้าของเขาบึ้งตึงและเคร่งเครียด รินลดกระจกลงครึ่งหนึ่งอย่างระแวดระวัง "มีอะไรคะ?" ชายคนนั้นไม่ตอบคำถามของริน แต่ก้มตัวลงมองผ่านกระจกเข้ามาสบตากลางห้องโดยสารโดยตรง ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของปราชญ์เย็นเฉียบลงในพริบตา "คุณปราชญ์ครับ... รีบไปที่ห้องฉุกเฉินด่วนเลยครับ พ่อของคุณฟื้นขึ้นมาแล้ว... และเขากำลังเรียกหา 'ผู้หญิงอีกคน' ที่ไมใช่คุณแม่ของคุณครับ!" ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่เดินทางร่วมหัวจมท้ายและอินไปกับความสัมพันธ์ของพ่อหนุ่มปากแข็งกับช่างศิลป์สาวคนนี้ด้วยกันนะครับ!
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%