เสียงฟาดไม้กวาดกระทบพื้นดินดัง *พรึ่บ พรึ่บ* เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทว่าแฝงไว้ด้วยแรงอารมณ์ที่กรุ่นโกรธจนคนรอบข้างไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เสียงถอนหายใจของป้าสะใภ้ใหญ่ดังขึ้นติดต่อกันเป็นรอบที่สาม พร้อมกับสายตาที่มองค้อนขวิดไปยังกองข้าวของเครื่องใช้ที่ถูกมัดรวมกันไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยบริเวณลานบ้าน
"คนเรานี่นะ... กินข้าวหม้อเดียวกันแท้ๆ พอปีกกล้าขาแข็งเข้าหน่อย ก็รีบแยกวงหนีเหมือนหมูเหมือนหมา ไม่อยากอยู่ร่วมชายคาเดียวกับพวกฉันนักใช่ไหม!" น้ำเสียงกระแทแดกดันดังแว่วมาจากระเบียงเรือนใหญ่ รินรดาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองคู่กรณีแม้แต่น้อย มือเรียวบางกำลังบรรจงห่อขวดโหลแยมสตรอว์เบอร์รีโฮมเมดที่เธอแอบเอาออกมาจากมิติร้านชำด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์อย่างทะนุถนอม ทุกการเคลื่อนไหวของเธอเต็มไปด้วยความนิ่งสงบ ซึ่งนั่นยิ่งทำให้ฝ่ายที่หาเรื่องรู้สึกเหมือนกำลังชกueลงบนปุยนุ่นอย่างไรอย่างนั้น
"คุณป้าพูดเกินไปกระมังครับ" เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังขึ้นจากด้านหลัง ร่างสูงใหญ่ของพันจ่าเอกหินผาก้าวเท้าเข้ามาหยุดยืนบังหน้าภรรยาตัวน้อยไว้ครึ่งหนึ่ง แผ่นหลังกว้างเปรียบเสมือนกำแพงเหล็กที่ต่อให้ลมพายุจากตระกูลเดิมจะโหมกระหน่ำสักแค่ไหน ก็ไม่มีทางพัดผ่านเข้ามาทำร้ายรินรดาได้แม้แต่ปลายเล็บ "พวกเราทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินถูกต้องตามกฎหมาย และจ่ายเงินค่าตอบแทนครบถ้วนตามที่ผู้ใหญ่บ้านเป็นพยาน การย้ายออกไปสร้างครอบครัวของตัวเอง ไม่น่าจะเรียกว่าหนีนะครับ... มันคือการเติบโตต่างหาก"
"แก... ไอ้หลานเนรคุณ!" ป้าสะใภ้สะดุ้งโหยงจนไม้กวาดในมือเกือบหลุดร่วง นางชี้หน้าหลานชายตัวดีด้วยความโมโหที่ถูกตอกกลับหน้าหอ "คิดว่ามีเมียเป็นหมออนามัยจบใหม่ มีเงินเก็บจากการค้าขายลับๆ ล่อๆ แล้วจะปีกกล้าขาแข็งไม่เห็นหัวคนแก่หรอกเรอะ ระวังตัวไว้เถอะ ออกไปอยู่กันเองตามลำพองกลางทุ่งนาร้างไร้ผู้คนแบบนั้น สักวันโจรผู้ร้ายมันจะปล้นฆ่าเอาศพไม่สวยนะเว้ย!"
รินรดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ปัดเศษฝุ่นตามชายเสื้อผ้าอย่างใจเย็น รอยยิ้มบางเบาแต่แฝงความเฉียบคมประดับอยู่บนเรียวปากอิ่ม เธอปรายตามองหญิงสูงวัยที่กำลังอกสั่นขวัญแขวนด้วยความริษยา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"เรื่องโจรผู้ร้าย... ทางเราคงต้องขอบคุณความห่วงใยอันแปลกประหลาดของคุณป้านะครับ แต่พี่หินผาเขามีปืนประจำกาย และฝีมือการยิงปืนที่แม่นราวจับวาง ส่วนฉันเอง... ก็พอมีวิชาความรู้ในการป้องกันตัวและปรุงยาพิษสะอนสะสะสมไว้บ้าง หากใครคิดจะมาล้ำเส้นบ้านของเรา เกรงว่าคงต้องเตรียมโลงศพไว้ล่วงหน้าเสียหน่อย" คำพูดเรียบเรื่อยแต่แฝงรังสีอำมหิตกลายๆ ทำเอาป้าสะใภ้ถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง ถอยหลังกรูดไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว
ครู่ต่อมา รถอีแต๋นคันเก่าแต่เครื่องยนต์ถูกโมดิฟายด์จนแน่นหนาของลุงมั่นก็แล่นเข้ามาจอดเทียบท่าหน้าลานบ้าน เสียงเครื่องยนต์กระหึ่มคำรามก้อง หินผาไม่รอช้า เขาก้าวเข้าไปยกหีบไม้ใส่เสื้อผ้าและลังบรรจุข้าวของเครื่องใช้ขึ้นรถด้วยพละกำลังอันมหาศาล กล้ามเนื้อภายใต้เสื้อกล้ามสีซีดปูดโปนตามจังหวะการยกของ แววตาคมกริบกวาดมองบ้านหลังเก่าที่เขาเติบโตมาด้วยความรู้สึกว่างเปล่า ไม่มีอาลัยอาวรณ์แม้แต่น้อย ที่นี่มีแต่ความทรงจำของการถูกเอาเปรียบ การถูกกดขี่ และความอิจฉาริษยาจากเครือญาติสายเลือดเดียวกัน การจากไปในวันนี้จึงไม่ใช่การพรากจาก แต่เป็นการหลุดพ้นจากขุมนรกย่อมๆ ต่างหาก
"ขึ้นรถเครับ ที่รัก" หินผายื่นมือหนาหยาบกร้านตามประสาคนทำงานหนักมาให้รินรดากุม รินรดาวางมือเรียวลงบนฝ่ามืออุ่นจัดนั้นอย่างมั่น
รถอีแต๋นเคลื่อนตัวออกห่างจากรั้วบ้านตระกูลใหญ่ทีละน้อย ทิ้งไว้เพียงเสียงบ่นพึมพำด้วยความเจ็บใจของคนข้างหลัง สายลมยามสายพัดผ่านทุ่งนาเขียวขจี กลิ่นหอมของรวงข้าวอ่อนๆ และกลิ่นดินหลังฝนตกโชยเข้าจมูก ปลุกความรู้สึกสดชื่นมีชีวิตชีวาขึ้นมาในอก รินรดาสูดหายใจเข้าลึก
เป้าหมายเบื้องหน้าคือที่ดินแปลงเล็กขนาดสามไร่ที่พวกเขาใช้เงินเก็บก้อนแรกจากระบบร้านชำข้ามภพกว้านซื้อมา พร้อมกับทุนรอนในการสร้างบ้านชั้นเดียวหลังกะทัดรัด ล้อมรอบด้วยแปลงผักสวนครัวและสวนผลไม้ที่เธอวางแผนไว้ในหัวเรียบร้อยแล้ว ชีวิตอิสระที่เธอเป็นผู้กำหนดชะตากรรมเองได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ณ วินาทีนี้
เมื่อรถอีแต๋นเลี้ยวเข้ามาจอดสนิทหน้าพื้นที่โล่งกว้าง ซึ่งปัจจุบันถูกล้อมรั้วไม้ไผ่ไว้อย่างเป็นระเบียบ ตัวบ้านปูนชั้นเดียวหลังคามุงกระเบื้องลอนคู่ดูสะอาดตาตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า กลิ่นสีทาบ้านใหม่ยังคงจางๆ ปะปนมากับกลิ่นหอมกรุ่นของดอกมะลิที่ปลูกประดับไว้ริมรั้ว
"ถึงบ้านของเราแล้วครับ" หินผาหันมามองภรรยาด้วยแววตาอ่อนโยน รอยยิ้มที่หาดูได้ยากปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคายที่ผ่านการตากแดดตากลมมาอย่างโชกโชน "ถึงจะยังไม่ใหญ่โตเท่าเรือนใหญ่หลังนั้น แต่ที่นี่... ทุกตารางนิ้วเป็นของเราสองคน ไม่มีใครหน้าไหนมีสิทธิ์มาออกคำสั่งกับเธอได้อีก"
"แค่นี้ก็ดีเกินพอแล้วครับพี่หินผา" รินรดายิ้มรับตาหยี ความสุขไม่ได้วัดกันที่ความใหญ่โตของคฤหาสน์ แต่วัดกันที่ความสงบสุขในจิตใจต่างหาก
ทั้งคู่ช่วยกันขนย้ายสัมภาระเข้าบ้านใหม่อย่างขะมักเขม้น แสงแดดร่มลมตกเริ่มเข้ามาแทนที่อากาศร้อนอบอ้าวช่วงบ่าย รินรดาเดินเข้าสู่ห้องครัวขนาดกะทัดรัดที่เธอออกแบบเอง วันนี้เพื่อเป็นการฉลองการขึ้นบ้านใหม่และเริ่มต้นชีวิตอิสระ เธอตั้งใจจะทำเมนูเด็ดที่ผสมผสานวัตถุดิบจากโลกยุคปัจจุบันในมิติร้านชำเข้ากับพืชผักพื้นบ้าน
มือเรียวหยิบหมูสามชั้นคัดพิเศษเนื้อสลับมันสวยงามออกมาจากช่องแช่แข็งในมิติ ตามด้วยพริกแกงเผ็ดใต้รสชาติจัดจ้านที่เธอแอบตำเตรียมไว้ และใบมะกรูดซอยละเอียด พร้อมด้วย "สะตอ" สดๆ เม็ดอวบอ้วนสีเขียวมรกตที่แอบสั่งซื้อมาจากระบบร้านชำข้ามภพส่งตรงจากภาคใต้ กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ของสะตอผสมผสานกับเครื่องแกงเข้มข้นเริ่มส่งกลิ่นเตะจมูกทันทีที่กะทะตั้งเตา
*ฉ่า!*
เสียงพริกแกงกระทบน้ำมันร้อนๆ ในกระทะเหล็กดังสนั่น ตามด้วยการใส่หมูสามชั้นลงไปผัดเคล้าให้เข้ากันจนเนื้อหมูรัดตัวส่งกลิ่นหอมฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้องครัว กลิ่นเครื่องแกงเผ็ดร้อนผสมผสานกับความมันของเนื้อหมู ลอยทะลุผ่านหน้าต่างบ้านที่เปิดโล่ง กระจายตัวออกไปตามสายลม พัดโชยไปทั่วบริเวณทุ่งนารอบด้าน จนชาวบ้านละแวกนั้นที่กำลังเดินผ่านไปมาต้องหยุดฝีเท้าแล้วสูดกลิ่นเข้าปอดลึกๆ ด้วยความสงสัย
"กลิ่นอะไรวะเนี่ย หอมฉุนชวนน้ำลายสอชะมัด!" เสียงชาวบ้านคนหนึ่งอุทานขึ้นด้วยความแปลกใจ
ภายในครัว รินรดายิ้มมุมปากเมื่อเห็นว่าทุกอย่างกำลังดำเนินไปอย่างสมบูรณ์แบบ เธอตักสะตอสดลงไปผัดคลุกเคล้ากับพริกแกงหมูสามชั้นอย่างรวดเร็ว ปรุงรสด้วยน้ำปลาดีและน้ำตาลปี๊บเคี่ยวเค็มหวานกำลังพอดี ก่อนจะปิดท้ายด้วยการโรยใบมะกรูดซอยเพิ่มความหอมสดชื่น ตักใส่จานเซรามิกสีขาวสะอาดตา ควันร้อนๆ พวยพุ่งขึ้นพร้อมกับกลิ่นหอมยวนใจที่ทำเอาคนท้องร้องโครกคราก
หินผาที่เพิ่งเดินล้างมือจากหลังบ้านเดินเข้ามาในครัวพอดี ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อมองเห็นจานอาหารตรงหน้า "ผัดพริกแกงสะตอหมูสามชั้น... กลิ่นรุนแรงใช้ได้เลยนะเนี่ย รสชาติคงจัดจ้านน่าดู"
"ฝีมือฉันเสียอย่าง รับรองว่าอร่อยจนพี่ต้องขอเติมข้าวสองจานแน่นอนครับ" รินรดายักคิ้วให้อย่างขี้เล่น
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความสุขและความหอมของอาหารมื้อแรกในบ้านใหม่นั้นเอง เสียงเคาะประตูกลับดังขึ้นที่หน้าบ้าน *ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
หินผาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ ยามวิกาลใกล้ค่ำเช่นนี้ ใครกันถึงเดินทางมาหาพวกเขาถึงเรือนชิ้นใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้าวันนี้ รินรดาวางทัพพีในมือลง สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นมาทันที เมื่อสัญชาตญาณเตือนภัยในหัวข้อร้องเตือน
เมื่อหินผาเดินไปเปิดประตูบ้านออก ร่างของชายวัยกลางคนในชุดเครื่องแบบข้าราชการตำรวจชั้นประทวนผู้หนึ่งก็ก้าวเข้ามาพร้อมใบหน้าเคร่งเครียด ถือซองกระดาษสีน้ำตาลยื่นให้ตรงหน้าสามีเธอทันทีโดยไม่รอให้ทักทาย
"ผู้กองหินผา... ทางสถานีตำรวจได้รับแจ้งความด่วนจากผู้ใหญ่บ้านหมู่สี่ ว่ามีคนพบศพถูกฆ่าฝังดินอยู่บริเวณชายป่าหลังที่ดินแปลงติดกับบ้านของคุณ และ... ป้ายทะเบียนรถอีแต๋นที่ขนของย้ายบ้านวันนี้ ถูกพบตกอยู่ในที่เกิดเหตุครับ!"
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเติบโตและการก้าวผ่านอุปสรรคของรินรดาและพี่หินผานะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
ย้อนเวลาไปเป็นสะใภ้ตัวร้าย พร้อมระบบร้านชำข้ามภพ•ตอนที่ 16
ย้ายบ้านใหม่เริ่มต้นชีวิต
ผลงานโดย หมอภัทรแก้ไขชะตา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอภัทรแก้ไขชะตา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ย้อนเวลาไปเป็นสะใภ้ตัวร้าย พร้อมระบบร้านชำข้ามภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!