เสียงกระแทกของถ้วยกระเบื้องเคลือบหยาบลงบนโต๊ะไม้ไผ่ดังขึ้นอย่างจงใจ กลิ่นอายของความเกลียดชังและเจตนาทำลายล้างมิได้ถูกซ่อนเร้นไว้ภายใต้รอยยิ้มบิดเบี้ยวของป้าจาง ผู้เป็นภรรยาของหัวหน้าพรรคประจำหมู่บ้าน
"คนเราต่อให้รู้จักแสร้งทำเป็นผู้ดีตีนแดงสักเพียงใด กลิ่นอายของพวกพ้นสมัยก็มิอาจลบเลือนด้วยสมุนไพรต้มหม้อเดียวหรอกนะ!"
ถ้อยคำถากถางดังขึ้นกลางลานตากเมล็ดธัญพืช ท่ามกลางสายตาของชาวบ้านนับสิบคนที่กำลังจับกลุ่มซุบซิบ ไป๋จินซูยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเตี้ย ท่าทางของนางสงบนิ่งดั่งผิวน้ำในบึงใหญ่ แม้รอบกายจะรายล้อมไปด้วยกระแสคลื่นแห่งการใส่ร้ายป้ายสีที่ถูกกุขึ้นอย่างแนบเนียน
ข่าวลือแพร่สะพัดราวดั่งไฟลามทุ่งในฤดูแล้ง เพียงชั่วข้ามคืนเดียว เรื่องเล่าขานว่าด้วย "ตำรับยาต้องห้ามจากแดนไกล" และ "วิชามารที่ใช้มนמהดำรักษาคน" ก็ถูกโยนมาแปะไว้บนบ่าของสตรีผู้บอบบาง นางผู้ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันในการช่วยชีวิตเด็กน้อยจากอาการไข้ป่าและสมานกระดูกหักให้แก่คนงานเหมือง กลับกลายเป็นเป้าหมายของการหวาดระแวง
"เจ้าค่ะ... ข้าก็ได้ยินมาว่า นางใช้เศษกระดูกสัตว์ประหลาดบดละเอียดผสมลงในน้ำยา เพื่อสะกดจิตให้คนไข้เชื่อฟัง" เสียงหญิงสาวอีกคนเอ่ยสมทบ ดวงตาเต็มไปด้วยความริษยาที่ปิดไม่มิด
ไป๋จินซูค่อยๆ วางพู่กันในมือลงอย่างเชื่องช้า นางสวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีครามซีดจางตามสภาพความเป็นอยู่ในยุคเจ็ดสิบ ทว่าทรวดทรงและการเคลื่อนไหวกลับสง่างามดั่งองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ก้าวเดินในตำหนักจินหลิง นางเงยหน้าขึ้น ดวงตาดำขลับคู่นั้นทอประกายล้ำลึกดั่งห้วงมหาสมุทร มิได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
"คำว่า 'วิชามาร' ในปากของท่านป้าจาง ช่างฟังดูยิ่งใหญ่เสียจนข้าเกรงใจ" เสียงหวานใสทว่าทรงพลังกังวานก้องไปทั่วบริเวณ ความเงียบเข้าปกคลุมทันทีเมื่อนางเอ่ยปาก "หากการช่วยชีวิตคนให้พ้นจากความตายคือความผิด เช่นนั้นกฎหมายบ้านเมือง หรือแม้แต่เจตนารมณ์ของสหกรณ์การเกษตร คงต้องบัญญัติไว้กระมัง ว่าแพทย์ผู้รักษาคือศัตรูของแผ่นดิน"
ป้าจางหน้าถอดสี ขบกรามแน่น "เจ้า... อย่ามาทำเป็นปากดี! ใครๆ เขาก็รู้ว่าพ่อของเจ้าเป็นใคร พวกปัญญาชนกบฏที่ถูกเนรเทศมาดัดสันดาน แล้วตัวเจ้าที่เอาแต่เก็บตัวเงียบ อยู่ๆ จะมารักษาคนได้เก่งกาจกว่าแพทย์ประจำคอมมูนได้อย่างไร? ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าไปขโมยตำรับยาโบราณที่ซ่อนไว้ในซอกหีบสมบัติ... ก็คงใช้เล่ห์กลสกปรกบางอย่าง!"
สายตาของชาวบ้านเริ่มแปรเปลี่ยน ความลังเลและความหวาดกลัวเข้ากัดกินจิตใจ ผู้คนในยุคนี้อ่อนไหวต่อเรื่อง "อุดมการณ์" และ "ที่มาที่ไป" ยิ่งนัก การถูกตราหน้าว่าเป็นพวกปัญญาชนนอกคอกหรือมีเบื้องหลังไม่สะอาด อาจหมายถึงการถูกเนรเทศซ้ำสองหรือถูกประจานกลางลานกว้าง
ในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดจนแทบขาดผึ่ง เงาร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบสีเขียวเข้มก็ก้าวเข้ามาแหวกฝูงชน ลู่ถิงเฉินปรากฏตัวขึ้นราวกับพายุน้ำแข็ง กลิ่นอายความดุดันและอำนาจดิบเถื่อนจากสนามรบแผ่ซ่านออกมาจนทุกคนต้องถอยรูดโดยอัตโนมัติ
ดวงตาดั่งเหยี่ยวของเขาคมกริบกวาดมองไปรอบวงสนทนา ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างเพรียวบางของไป๋จินซู หัวใจของชายหนุ่มกระตุกวูบแม้ใบหน้าจะยังคงเรียบเฉยราดด้วยน้ำแข็ง
"ใครเป็นคนปล่อยข่าวลือนี้" น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยถาม กวาดสายตาไปยังป้าจางที่ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว อำนาจของทหารหนุ่มผู้กุมกำลังพลชายแดนมิใช่สิ่งที่ชาวบ้านธรรมดาจะกล้าต่อกร
"ผู้... ผู้กองลู่... พวกเราแค่พูดความจริงนะเจ้าคะ นังนี่มัน..." ป้าจางพยายามแก้ตัวเสียงสั่น
"ความจริง?" ลู่ถิงเฉินแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเย็นเยียบจนน่าขนลุก "ตำรับยาที่นางใช้รักษาคนไข้เมื่อวานซืน เป็นข้าเองที่เป็นคนนำมาจากหอสมุดกองทัพ และอนุญาตให้นางใช้ช่วยชีวิตคน... หรือพวกเจ้าต้องการจะบอกว่า คำสั่งของกองกำลังรักษาความมั่นคง เป็นเรื่องโกหก?"
ความเงียบสงัดสนิทชนิดที่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงแมลงบินผ่านเข้ามาแทนที่ ไม่มีใครกล้าหายใจแรง ป้าจางหน้าซีดเผือดจนเขียวคล้ำ ถอยหลังกรูดจนเกือบล้มพับ
ไป๋จินซูกะพริบตาช้าๆ หันไปสบตากับชายหนุ่ม รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างมีความหมาย นางรู้ดีว่าลู่ถิงเฉินไม่ได้มีหน้าที่มาปกป้องนางในเรื่องไร้สาระเหล่านี้ แต่การที่เขาเลือกจะออกหน้าด้วยข้ออ้างเรื่อง "ตำรับจากกองทัพ" ย่อมแสดงว่าเบื้องหลังข่าวลือนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ความริษยาของชาวบ้านธรรมดา แต่มันมีเงื่อนงำของการเมืองท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้อง
เมื่อสลายฝูงชนจนหมดสิ้น ลู่ถิงเฉินก็เดินเข้าไปใกล้หญิงสาว กลิ่นอายสมุนไพรจางๆ จากตัวนางผสมผสานกับกลิ่นบุรุษเพศของเขาอย่างน่าประหลาด
"เจ้ากล้าหาญเกินไปแล้ว" เขาเอ่ยเสียงกระซิบ มีเพียงเขากับนางที่ได้ยิน ดวงตาคมจ้องลึกลงไปในดวงตานาง "รู้ทั้งรู้ว่าพวกมันจ้องจะเล่นงานเรื่องชาติกำเนิด ทำไมไม่ยอมบอกข้าตั้งแต่แรก"
"เรื่องแค่นี้... ข้าจัดการเองได้" ไป๋จินซูตอบเสียงเรียบ นางเก็บพู่กันลงกล่องไม้เก่าๆ อย่างใจเย็น "อีกอย่าง ข้าไม่ชอบติดหนี้บุญคุณใคร... โดยเฉพาะกับท่าน"
ลู่ถิงเฉินมุมปากกระตุกเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง "ติดหนี้บุญคุณข้า เจ้าเอาตัวเข้าแลกใช้คืนสิ ถึงจะสมน้ำสมเนื้อ"
ก่อนที่ไป๋จินซูจะได้ทันตอบโต้สายตากลับ เด็กรับใช้ประจำบ้านก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามา พร้อมกับซองจดหมายสีน้ำตาลปิดผนึกด้วยครั่งแดงสด ซึ่งถูกส่งตรงมาจากที่ว่าการอำเภอ
"คุณหนู... นายอำเภอ... นายอำเภอส่งคนมาส่งสาส์นด่วนบอกว่า..." เด็กน้อยหอบหายใจถี่กระชั้น "มีจดหมายลับจากเมืองหลวง ระบุชื่อถึงสกุลไป๋โดยตรง!"
ดวงตาของไป๋จินซูหรี่แคบลงทันที รอยยิ้มมั่นใจเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความตื่นตัวระดับสูงสุด นางรับซองจดหมายนั้นขึ้นมาพิจารณา เนื้อกระดาษหยาบแต่ตราประทับขี้ผึ้งสีชาดรูปพยัคฆ์กางปีก กลับเป็นสัญลักษณ์ที่นางจำได้แม่นยำยิ่งกว่าสิ่งใด... มันคือตราประทับจากหน่วยลับในราชสำนักที่ควรจะสูญสลายไปพร้อมกับการล่มสลายของแคว้นในอดีต!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางข้ามมิติมาด้วยกันในบทนี้ครับ
บันทึกหยกโบราณกับกลิ่นอายรุ่งอรุณแห่งยุคเจ็ดสิบ•ตอนที่ 12
ข่าวลือและศัตรูในเงา
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกหยกโบราณกับกลิ่นอายรุ่งอรุณแห่งยุคเจ็ดสิบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!