กลิ่นอายฉุนกานพลูและรากโสมป่าลอยอลวนอยู่เบื้องหน้า แผ่ไอความกดดันคุกรุ่นจนแทบทำให้บรรยากาศภายในห้องประชุมคณะกรรมการสาธารณสุขประจำคอมมูนแห่งนี้แข็งค้าง
"ไป๋จินซู... เจ้าจะอ้างว่าตำับรับยาโบราณของตระกูลเจ้าสูงส่งเพียงใดก็ย่อมได้ แต่ยามนี้คือยุคสมัยแห่งการปฏิวัติวัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์การแพทย์แผนปัจจุบัน เอกสารรับรองจากโรงพยาบาลอำเภอก็ระบุชัดเจนว่าอาการไข้ป่าและภาวะหอบหืดเรื้อรังของท่านรองผู้ใหญ่บ้านจ้าวลุกลามถึงขั้นปอดอักเสบ หากเจ้ายังดึงดันใช้สมุนไพรต้มพื้นบ้านพรรค์นี้รักษา แล้วเกิดความผิดพลาดจนถึงแก่ชีวิต ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ!"
เสียงตบโต๊ะไม้สนกระแทกดังสะเทือน กัวเป่ากั๋ว หัวหน้าคณะกรรมการตรวจโรคประจำคอมมูนผู้มีใบหน้าบึ้งตึงและสวมแว่นกรอบดำหนาเตอะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ดวงตาของเขาหรี่แคบลงจ้องมองหญิงสาวราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
รอบด้านเต็มไปด้วยสายตากว่าสิบคู่ของเหล่าสมาชิกคอมมูนและแพทย์สนามประจำหมู่บ้าน ทั้งหมดล้วนเคลือบแคลงสงสัย บ้างก็กระซิบกระซาบสมน้ำหน้า บ้างก็รอดูความฉิบหายของบุตรสาวอดีตนายแพทย์ผู้ถูกเนรเทศ ท่ามกลางกระแสลมแห่งการเมืองยุคเจ็ดสิบที่พร้อมจะบดขยี้ผู้ไร้พวกพ้องได้ทุกเมื่อ
ทว่า ไป๋จินซูยังคงนั่งสงบนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเก่า
นางสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีเขียวขี้ม้าตัวโคร่งตามสมัยนิยม ทว่าความประณีตในการกลัดกระดุมและการพับแขนเสื้ออย่างเป็นระเบียบกลับขับเน้นให้ท่าทีของนางดูสง่างามราวกับราชสำนักโบราณ เส้นผมสีดำสนิทถูกรวบเก็บไว้อย่างเรียบร้อยเผยให้เห็นลำคอระหงและกรอบหน้าที่คมคายราวกับภาพวาดพู่กันจีน ปลายนิ้วเรียวยาวดุจลำเทียนกำลังหมุนถ้วยชาเคลือบกระเบื้องหยาบในมืออย่างเชื่องช้า ไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
ณ มุมห้องมืดสลัวใกล้หน้าต่าง ร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบสีเขียวเข้มของกองกำลังรักษาความมั่นคงชายแดนยืนกอดอกพิงผนังอยู่ ลู่ถิงเฉินซ่อนแววตาดุจเหยี่ยวไว้ภายใต้เงาหมวก รัศมีเยือกเย็นดุจน้ำแข็งรอบตัวเขาแผ่ซ่านออกมาราวกับสัตว์ป่าที่กำลังจับตาดูเหยื่อ เขาไม่เอ่ยปากแทรกแซงสักคำ แต่สัญชาตญาณทหารระดับสูงบอกเขาชัดเจนว่า... หญิงสาวผู้นี้ไม่มีวันยอมจำนนต่อเบี้ยล่างเป็นอันขาด
"ผู้รับผิดชอบหรือครับ?" ไป๋จินซูเงยหน้าขึ้น ดวงตาดำขลับกระจ่างใสดุจหยกมันปูมองตรงไปยังกัวเป่ากั๋วด้วยรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก "หัวหน้ากัวกล่าวหาข้าด้วยข้อหาฉกรรจ์ยิ่งนัก แต่ก่อนจะกล่าวว่ายาต้มของข้าสังหารคน ท่านลองใช้ 'สมอง' ไตร่ตรองดูสักนิดเถอะว่า อาการหอบหืดของท่านรองผู้ใหญ่บ้านจ้าวในยามนี้ แท้จริงแล้วเกิดจากเชื้อโรคในปอด หรือเกิดจาก 'พิษตกค้าง' จากการฉีดยาปฏิชีวนะเกินขนาดที่โรงพยาบาลอำเภอจ่ายให้เมื่อสามวันก่อนกันแน่?"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดกลางฤดูร้อน! ภายในห้องพลันเงียบกริบลงทันที
กัวเป่ากั๋วหน้าถอดสี ร้องเสียงหลง "เหลวไหล! เจ้ากล้ากล่าวหาแพทย์แผนปัจจุบันว่าวางยาหรือไง!"
"ข้ามิได้กล่าวหาแพทย์แผนปัจจุบัน ข้ากำลังกล่าวหาความไร้ความสามารถในการวินิจฉัยโรคของท่านต่างหาก" ไป๋จินซูลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ การเคลื่อนไหวของนางเปี่ยมด้วยความสง่างามเยือกเย็น ทุกย่างก้าวที่นางเดินเข้าหาโต๊ะคณะกรรมการราวกับการเดินหมากกระดานใหญ่ที่นางถือไพ่เหนือกว่าทุกประตู
นางวางสมุดบันทึกการแพทย์หน้าเหลืองกรอบเล่มหนึ่งลงบนโต๊ะ ก่อนจะเปิดไปยังหน้าที่จดบันทึกด้วยลายมือพู่กันที่เฉียบคมราวกับเหล็กกล้า
"ท่านรองผู้ใหญ่บ้านจ้าวมีอาการแน่นหน้าอก เหงื่อกาฬแตกพลั่ก ชีพจรเต้นผิดจังหวะ และมีผื่นแดงขึ้นตามข้อพับ—อาการเช่นนี้ ในตำราแพทย์หลวงโบราณเรียกว่า 'ลมพิษหยางอุดกั้น' แต่หากแปลเป็นภาษาที่พวกท่านเข้าใจ มันคือ 'อาการแพ้ยาซัลฟาอย่างรุนแรง' ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากการฉีดยาที่ท่านหัวหน้ากัวเซ็นอนุมัติเบิกจ่ายเมื่อวานนี้ มิใช่หรือ?"
นางกวาดสายตาคมกริบมองคณะกรรมการแต่ละคนทีละน้อย น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าทรงพลังและเฉียบขาดจนทุกคนต้องหลบตา
"หากข้ามาช้ากว่านี้อีกเพียงหนึ่งชั่วยาม เมื่อฤทธิ์ยาแล่นเข้าสู่หัวใจ ท่านรองผู้ใหญ่บ้านจ้าวคงหลับไม่ตื่นไปตลอดกาล และแน่นอนว่า... คนที่จะต้องรับผิดชอบใบมรณบัตรใบนั้น ย่อมไม่ใช่หมอชาวบ้านต้อยต่ำเช่นข้า แต่เป็นผู้ที่เซ็นชื่ออนุมัติการรักษาอย่างไร้สติปัญญาต่างหากเล่า"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องประชุมจนได้ยินเสียงลมหายใจ กัวเป่ากั๋วมือไม้สั่นเทา ชี้หน้าหญิงสาวด้วยความโกรธจัดจนพูดไม่ออก "เจ้า... เจ้ามันปีศาจ! ปากกล้าต่อปากคำ!"
"ข้าเป็นหมอ หน้าที่ของหมคือรักษาชีวิต มิใช่แก้ตัว" ไป๋จินซูเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย รัศมีความเป็นผู้นำและปัญญาญาณที่สั่งสมมานับชาติแผ่ซ่านออกมาจนผู้คนรอบข้างรู้สึกราวกับกำลังเผชิญหน้ากับขุนนางผู้ทรงอำนาจ
นางหันไปประสานสายตากับลู่ถิงเฉินที่ยืนมองอยู่มุมห้อง ดวงตาคู่คมของชายหนุ่มสะท้อนประกายความทึ่งและพึงพอใจอย่างปิดไม่มิด มุมปากหยักลึกของเขาคล้ายจะยกย่องขึ้นเล็กน้อยในความเด็ดเดี่ยวของนาง
ทว่า ในวินาทีที่ชัยชนะของไป๋จินซูกำลังจะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ประตูไม้ห้องประชุมก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยเสียงดังปัง!
ร่างของนายสถานีตำรวจคอมมูนก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด ในมือถือโทรเลขฉบับเร่งด่วนที่กระดาษยับยู่ยี่ด้วยความรีบร้อน เขาหอบหายใจถี่กระชั้นก่อนจะเอ่ยเสียงสั่นพร่าต่อหน้าทุกคน
"เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! ที่หมู่บ้านทางเหนือ... มีชาวบ้านล้มป่วยกะทันหันด้วยอาการอาเจียนเป็นเลือดและมีรอยจ้ำเขียวตามตัวนับสิบคน อาการประหลาดนี้... แพทย์สนามบอกว่ามันตรงกับ 'บันทึกโรคระบาดโบราณ' ที่สาบสูญไปเมื่อสามสิบปีก่อนไม่มีผิดเพี้ยน!"
ไป๋จินซูชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มมั่นใจเมื่อครู่เลือนหายไปในพริบตา นางรีบก้าวเข้าไปรับโทรเลขฉบับนั้นมาอ่าน กวาดสายตาผ่านตัวอักษรอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ดวงตาดำขลับจะเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงระคนเคร่งเครียด
นั่นไม่ใช่โรคระบาดธรรมชาติ... แต่มันคือพิษจาก "หยกมรกตโบราณ" ที่ถูกสกัดเป็นสารเคมีต้องห้าม!
และโทรเลขฉบับนี้... ถูกส่งมาจากนามสกุลที่นางคุ้นเคยที่สุดในเมืองหลวง—ตระกูลลู่!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางข้ามมิติมาด้วยกันในบทนี้นะครับ
บันทึกหยกโบราณกับกลิ่นอายรุ่งอรุณแห่งยุคเจ็ดสิบ•ตอนที่ 13
การพิสูจน์ฝีมือต่อหน้าคณะกรรมการ
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกหยกโบราณกับกลิ่นอายรุ่งอรุณแห่งยุคเจ็ดสิบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!