เสียงกิ่งสนหักดัง *“กรอบ”* ใต้ฝ่าเท้า เป็นสัญญาณเตือนเดียวท่ามกลางม่านพายุหิมะสีขาวโพลนที่บดบังทัศนียภาพจนสิ้น
ไป๋จินซูกัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด รสชาติเค็มปร่าของโลหิตผสมผสานกับความหนะหนืดจากพิษไข้ที่รุมเร้าเรือนร่าง เสื้อโค้ทผ้าฝ้ายสีหม่นตัวหนาบัดนี้เปียกชื้นและหนักอึ้งราวกับแผ่นเหล็ก ความหนาวเหน็บระดับลบยี่สิบองศาในป่าลึกเขตชายแดนยุคเจ็ดสิบนี้ กำลังกัดกินลมหายใจของนางทีละน้อย สองมือที่เคยรักษากำหนดจุดชีพจรได้อย่างแม่นยำดั่งหัตถ์เทวดา บัดนี้ชาด้านจนแทบไร้ความรู้สึก ตะกร้าสะพายหลังที่บรรจุโสมป่าอายุร้อยปีซึ่งนางเสี่ยงชีวิตปีนขึ้นไปขุดมาเพื่อใช้แลกเปลี่ยนยารักษาอาการของชาวบ้าน ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังเพื่อแลկกับการเอาชีวิตรอด
เบื้องหน้าของนางคือหน้าผาหิมะที่ถูกพายุซัดจนมองไม่เห็นทางลง ห้วงคำนึงของอดีตยอดกุนซือหญิงแห่งยุคโบราณฉายชัดขึ้นมาสลับกับความเป็นจริงอันโหดร้ายของยุคเปลี่ยนผ่านนี้ นางคำนวณพลาดไปก้าวเดียว... ก้าวเดียวที่ประเมินความรุนแรงของพายุฤดูหนาวในผืนป่าทึบต่ำเกินไป
*“หากข้าต้องตายที่นี่ ย่อมเสียแรงที่ทะลุมิติมาพลิกชะตากรรมของตระกูลไป๋เป็นแน่”*
ในวินาทีที่เรียวขาคู่นั้นทรุดฮวบลงสัมผัสผืนหิมะอันเย็นเยียบ สติสัมปชัญญะกำลังจะดับวูบลง ทันใดนั้น เงาร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งก็พุ่งฝ่าม่านหิมะหนาทึบเข้ามาดั่งพญาอินทรีโฉบเหยื่อ กลิ่นอายไออุ่นจากบุรุษเพศและกลิ่นจางๆ ของยาสมานแผลในสนามรบโชยปะทะนาสิก
“เจ้ากล้าดียังไงถึงบังNญชาญรบกับความตายตามลำพังเช่นนี้ ยัยตัวดี!”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ลอดผ่านไรฟันขบกรามแน่นเต็มไปด้วยโทสะและ... ความหวาดหวั่นที่เจ้าตัวไม่อาจซ่อนเร้น ลู่ถิงเฉินในชุดเครื่องแบบหนาสำหรับลาดตระเวนป่า เข่าข้างหนึ่งทรุดลงกระแทกพื้นหิมะอย่างไม่เกรงกลัวความเจ็บปวด มือหนาราวกับคีมเหล็กสวมถุงมือหนังรีบคว้าจับข้อแขนที่สั่นเทาของไป๋จินซู ดึงร่างบางเข้ามาชิดแนบอกแกร่งเพื่อถ่าย2เทความอบอุ่นทันที
ไป๋จินซูพยายามปรือตาขึ้นมองฝ่าความมืดและเกล็ดหิมะที่โปรยปราย นางเห็นใบหน้าคมคายดั่งสลักจากหินผาของนายทหารหนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่าเยือกเย็นและดุร้ายที่สุดในกองกำลัง ดวงตาคู่นั้นที่ปกติมักจะเรียบนิ่งราวน้ำแข็งพันปี บัดนี้กลับฉายแววระอุด้วยเพลิงโทสะและประกายความโล่งอกที่วาบผ่านอย่างรวดเร็ว
“ท่าน... ผู้กองลู่...” เสียงของนางแหบพร่า ร่างกายสั่นสะท้านจนฟันกระทบกันกั๊กๆ “ข้า... ไม่ได้ขอให้ท่านมา... หาเรื่องใส่ตัวเสียเวลา... แค่กๆ”
“หุบปากซะ!” ลู่ถิงเฉินคำรามลอดคอ สายตาดุจเหยี่ยวของเขาตรวจกราดสภาพร่างกายของนางอย่างรวดเร็ว เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้หญิงสาวหมดสติไปท่ามกลางอุณหภูมิติดลบเช่นนี้ นางจะไม่ฟื้นขึ้นมาอีกตลอดกาล
ไม่รอช้า บุรุษผู้กุมอำนาจเด็ดขาดในค่ายทหารตัดสินใจปลดเสื้อคลุมกันหนาวตัวนอกสุดของตนที่มีซับในขนสัตว์ออกอย่างไร้ความลังเล แล้วนำมาห่อหุ้มร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของไป๋จินซูไว้อีกชั้นอย่างมิดชิด ความอบอุ่นจากร่างกายของเขาที่ยังหลงเหลืออยู่ในเนื้อผ้าถ่ายเทเข้าสู่ตัวนาง ทำให้นายแพทย์หญิงถึงกับสะท้านเฮือกด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด
“เกาะหลังฉันไว้ให้แน่น” ลู่ถิงเฉินหันหลังให้ คุกเข่าลงต่ำ “ถ้าไม่อยากตายเป็นผีเฝ้าป่า ก็อย่าปล่อยมือเด็ดขาด”
ไป๋จินซูแม้อยู่ในยามวิกฤต แต่ศักดิ์ศรีและสติปัญญาของอดีตกุนซือยังคงทำงาน นางรู้ดีว่าการเดินเท้าฝ่าพายุหิมะโดยแบกคนเจ็บไปด้วยเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่การให้ชายหนุ่มแบกนางในสภาพที่ทางลาดชันและลื่นเช่นนี้ก็อันตรายถึงชีวิตเช่นกัน ทว่า... เมื่อสัมผัสได้ถึงไออุ่นหนักแน่นและแผ่นหลังที่กว้างใหญ่ราภูผา นางจึงตัดสินใจยอมทิ้งความถือดี ยื่นแขนเรียวทั้งสองข้างโอบรอบคอแกร่งของเขาแน่น ใบหน้าแนบซบลงกับลาดไหล่กว้างที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อและหยาดเหงื่อท่ามกลางอากาศหนาว
การเดินทางฝ่าพายุหิมะดำเนินไปอย่างไร้สุ้มเสียง นอกจากเสียงหอบหายใจที่หนักหน่วงของลู่ถิงเฉินและเสียงลมพัดหวีดหวิวราวกับภูตผีโหยหวน รองเท้าคอมبات์ของทหารหนุ่มเหยียบย่างลงบนพื้นดินที่ปกคลุมด้วยหิมะหนาทึบอย่างระมัดระวัง ทุกก้าวเต็มไปด้วยความมั่นคงและเด็ดเดี่ยว แม้ว่ากล้ามเนื้อต้นขาจะเริ่มปวดร้าวจากน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นและความหนาวเหน็บที่กัดกินผิวหนัง
“ผู้กอง... ทางข้างหน้า... มีโพรงถ้ำหินปูน” ไป๋จินซูที่ซบอยู่บนหลังกระซิบแผ่วเบaชิดใบหูของเขา นางใช้สายตาที่เฉียบคมกวาดมองผ่านม่านหิมะจนเห็นเงาดำของชะง่อนผา “ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ห่างไปไม่เกินสามสิบก้าว หลบมุมลมได้ดี”
ลู่ถิงเฉินเหลือบสายตาตามทิศทางที่นางบอก แม้ในยามวิกฤต หญิงสาวผู้นี้ยังคงมีสติสัมปชัญญะและสายตาที่เฉียบคมราวกับเหยี่ยวไม่แพ้เขา ความรู้สึกทึ่งระคนนับถือผุดขึ้นในใจของนายทหารหนุ่มอย่างห้ามไม่ได้ เขาเร่งฝีเท้าฝ่าพายุจนกระทั่งพาร่างทั้งสองหลบเข้ามาภายในโพรงถ้ำหินปูนที่ค่อนข้างลึกและแห้งสนิทได้สำเร็จ
*“โครม!”*
ลู่ถิงเฉินวางร่างของไป๋จินซูลงพิงผนังถ้ำอย่างนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนที่เขาจะทรุดตัวลงนั่งหอบหายใจรดไอสีขาวโพลน ทว่าเขาไม่ปล่อยให้เวลาเสียเปล่า มือใหญ่รีบหยิบก้อนหินจุดไฟและเศษไม้แห้งที่ซ่อนไว้ในกระเป๋าเป้ทหารออกมาก่อกองไฟอย่างรวดเร็วด้วยความชำนาญ
เปลวเพลิงสีส้มสว่างวาบขึ้น ขับไล่ความมืดมิดและไอความหนาวเหน็บภายในถ้ำให้ถอยร่นไป แสงไฟสะท้อนใบหน้าซีดเซียวของไป๋จินซูที่ตอนนี้ริมฝีปากเริ่มกลับมามีสีเรื่อขึ้นบ้าง นางนั่งกอดเข่าเข้าหาตัว มองดูชายหนุ่มที่กำลังถอดถุงมือหนังออก เผยให้เห็นรอยแผลเป็นจากการฝึกฝนและคราบเขม่าควัน
“ขอบคุณท่าน... สำหรับการช่วยชีวิต” ไป๋จินซูเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของนางราบเรียบ แต่นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นกลับลึกซึ้งเกินกว่าจะหยั่งถึง
ลู่ถิงเฉินเงยหน้าขึ้นสบตากับนาง แสงไฟสลัวขับเน้นโครงหน้าคมเข้มของเขาให้ดูดุดันแต่ทว่าทรงเสน่ห์อย่างประหลาด เขายื่นกระบอกน้ำพกพาที่บรรจุน้ำอุ่นส่งให้ “ดื่มซะ ร่างกายจะได้ปรับอุณหภูมิ พิษไข้จะได้ลดลง”
นางรับกระบอกน้ำมาถือไว้ด้วยมือที่ยังคงสั่นเล็กน้อย ก่อนจะจิบช้าๆ ความอุ่นซ่านแผ่กระจายจากลำคอลงสู่ทรวงอก บรรเทาอาการหนาวสั่นลงได้มาก นางเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้ง “ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าติดอยู่ในป่าลึก? เส้นทางนี้ไม่ใช่เส้นทางที่ชาวบ้านทั่วไปจะเข้ามา”
ลู่ถิงเฉินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอเล็กน้อย ดวงตาคมปลาบมองลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาว “ชาวบ้านทั่วไปไม่มีใครบ้าพอจะขึ้นมาหาโสมป่าในวันที่กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนพายุหิมะระดับสีแดงหรอก... แต่ *‘ไป๋จินซู’* ผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้โชคชะตา ทำไมฉันจะไม่รู้”
คำพูดนั้นเต็มไปด้วยความรู้ทันและแฝงความชื่นชมอย่างปิดไม่มิด ไป๋จินซูชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะริมฝีปากจะยกย่องบางเบาเป็นรอยยิ้มเยייה “ดูเหมือนว่า... ข้าจะประเมินสายตาของผู้กองลู่ต่ำไปจริงๆ สินะคะ... เอ่อ... นะครับ” (นางเผลอตัวใช้สำนวนติดปาก แต่รีบเปลี่ยนคำลงท้ายในใจอย่างรวดเร็ว)
ลู่ถิงเฉินสังเกตเห็นรอยยิ้มนั้น หัวใจที่ด้านชามานานในสนามรบกลับกระตุกวูบอย่างไม่ทราบสาเหตุ กลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรจีนที่ติดตัวหญิงสาวมาตลอด แม้ท่ามกลางกลิ่นอายดินโคลนและควันไฟ กลับสร้างความรู้สึกสงบเยือกเย็นอย่างประหลาดในจิตใจของเขา
เขยิบกายเข้าไปใกล้ร่างบางอีกนิด ใช้มือหนาอังใกล้กองไฟเพื่อดึงไออุ่นมาส่งต่อ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมหลายส่วน “พรุ่งนี้เช้า เมื่อพายุสงบ ฉันจะพาเธอกลับลงไป... แต่จำไว้ ไป๋จินซู ครั้งหน้าถ้าเธอคิดจะเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่อีก ฉันจะไม่แค่แบกเธอกลับมาแน่”
ไป๋จินซูเงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบของชายหนุ่มโดยไม่หลบเลี่ยง หัวใจที่เคยปิดตายในร่างของหญิงสาวผู้ข้ามกาลเวลาเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง ความไว้วางใจลึกซึ้งก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงันท่ามกลางเสียงคำรามของพายุหิมะด้านนอกถ้ำ
ทว่า... ในจังหวะที่บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองกำลังถักทอไปด้วยความผูกพันอันแน่นแฟ้น เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่เหยียบย่ำหิมะใกล้เข้ามาหยุดอยู่ที่ปากถ้ำ พร้อมกับเสียงกระซิบกระซาบเป็นภาษาต่างถิ่นที่ดังลอดเข้ามา ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของลู่ถิงเฉินหายวับไปในพริบตา...
ดวงตาของนายทหารหนุ่มเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นและดุร้ายราวนักล่า มือแกร่งเอื้อมไปปลดซองปืนพกข้างเอวอย่างรวดเร็วโดยไม่ส่งเสียง!
--------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับตัวละครครับ
บันทึกหยกโบราณกับกลิ่นอายรุ่งอรุณแห่งยุคเจ็ดสิบ•ตอนที่ 6
เงาพิทักษ์ท่ามกลางพายุหิมะ
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกหยกโบราณกับกลิ่นอายรุ่งอรุณแห่งยุคเจ็ดสิบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!