“เจ้าคิดว่าการร่ายรำที่ปราศจากวิญญาณ จะสามารถดึงดูดสายตาของข้าได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ รำเพย”
น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจของหลี่จวินอ๋องดังก้องขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของศาลาจันทร์ แสงจันทร์นวลใยที่ทอดตัวลงมาอาบไล้ไปทั่วบริเวณมิอาจเทียบได้กับความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากบุรุษผู้กุมอำนาจกองทัพผู้นี้ แววตาคมกริบดั่งใบมีดของเขากำลังจ้องมองหญิงสาวที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ในท่วงท่าสุดท้ายของการร่ายรำ ผ้าม่านบางเบารอบศาลาพลิ้วไหวตามแรงลมยามดึก ราวกับเงาของดวงวิญญาณที่เฝ้ามองการประลองไหวพริบในครั้งนี้ด้วยความระทึก
รำเพยค่อยๆ ยืดกายขึ้นตรงช้าๆ ความงดงามของนางในยามนี้เปรียบดั่งดอกบัวที่เบ่งบานท่ามกลางสระน้ำที่เต็มไปด้วยโคลนตมและซากศพของเหล่านางสนมผู้พ่ายแพ้ นางขยับยิ้มที่มุมปากอย่างอ่อนหวาน ทว่าแววตากลับมั่นคงดั่งหินผา
“หากปราศจากวิญญาณ เหตุใดท่านอ๋องจึงทรงวางจอกสุราที่ถืออยู่ในพระหัตถ์ลงทันทีที่หม่อมฉันเริ่มก้าวเท้าเล่าเพคะ?” นางเอ่ยตอบ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยนัยที่คมคาย
หลี่จวินอ๋องหรี่พระเนตรลง รอยยิ้มหยันปรากฏบนใบหน้าคมสัน “เจ้ามีดีที่ฝีปาก ทว่าความตายมักมาเยือนผู้ที่โอหังเกินตัวเสมอ เจ้าควรทราบดีว่าในวังหลังแห่งนี้ ก้าวที่ผิดเพียงก้าวเดียวอาจหมายถึงชีวิตที่ต้องชดใช้ด้วยเลือด”
“หม่อมฉันไม่เคยลืมกฎเหล็กของที่นี่เพคะ” รำเพยเดินเนิบนาบเข้าใกล้ท่านอ๋อง กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ไทยที่นางใช้เป็นประจำลอยปะทะจมูกของชายหนุ่ม กลิ่นนี้มิใช่กลิ่นหอมจากเครื่องหอมในวังหลวง แต่มันเป็นกลิ่นแห่งความทรงจำที่ฝังรากลึกในจิตวิญญาณของเขา “เพียงแต่หม่อมฉันเชื่อว่า... ความตายที่ไร้ค่า ย่อมสู้การเสี่ยงชีวิตเพื่อจุดหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าไม่ได้”
บรรยากาศรอบศาลาจันทร์ตึงเครียดจนแทบหยุดหายใจ รำเพยตระหนักดีว่าการขยับตัวแต่ละครั้งของนางคือกำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายที่ขาดสะบั้นได้ทุกเมื่อ ท่านอ๋องผู้นี้ไม่ใช่คนเขลาที่นางจะชักจูงด้วยความงามเพียงอย่างเดียว ทุกท่วงท่าการร่ายรำที่นางเลือกใช้ คือจังหวะที่นางเคยเห็นจากความทรงจำอันเลือนลางของหญิงนางรำที่ถูกฆาตกรรมไปเมื่อหลายสิบปีก่อน—เป็นท่วงท่าที่กระตุกต่อมความหวาดระแวงและรอยร้าวในอดีตของหลี่จวินอ๋องได้เป็นอย่างดี
“เจ้าเป็นใครกันแน่?” หลี่จวินอ๋องเอื้อมพระหัตถ์ไปเชยคางหญิงสาว แรงบีบที่คางนั้นมิใช่เพื่อการหยอกเย้า แต่คือการเค้นเอาความจริง “การร่ายรำนี้... เจ้าไปเรียนมาจากที่ใด? ในวังหลวงไม่มีผู้ใดรำท่านี้มานานกว่ายี่สิบปีแล้วนับตั้งแต่เหตุการณ์นองเลือดในคืนพระจันทร์สีเลือดคราวนั้น”
รำเพยสบตาที่แข็งกร้าวของเขาอย่างไม่สะทกสะท้าน “หากหม่อมฉันบอกว่าจำได้จากความฝัน ท่านอ๋องจะทรงเชื่อหรือไม่เพคะ? หรือจะทรงมองว่ามันคือคำลวงของผู้ที่พยายามถีบตัวขึ้นมาเป็นใหญ่ในวังหลัง?”
“ข้าไม่เชื่อเรื่องความฝัน” หลี่จวินอ๋องกระซิบชิดใบหู “ข้าเชื่อเพียงสิ่งที่ตาเห็น และสิ่งที่เลือดในกายข้าสัมผัสได้”
จังหวะนั้นเอง ลมวูบใหญ่พัดผ่านศาลาจันทร์จนตะเกียงไฟวูบไหวดับลงเกือบทั้งหมด บรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน เสียงกระซิบแว่วหวังจากมุมมืดของศาลาเริ่มชัดเจนขึ้น รำเพยรับรู้ได้ถึงสัมผัสเย็นยะเยือกที่พาดผ่านลำคอ นางรู้ดีว่าวิญญาณที่สิงสถิตอยู่ ณ ที่แห่งนี้กำลังโกรธแค้น และกำลังจะใช้ร่างของนางเป็นสื่อกลางในการทวงความยุติธรรม
นางไม่ได้ตื่นตระหนก แต่นางกลับหยิบฉวยสถานการณ์นี้เป็นเครื่องมือ “ท่านอ๋องได้ยินหรือไม่เพคะ... เสียงแห่งความคับแค้นที่เรียกร้องหาความเป็นธรรม?”
หลี่จวินอ๋องชะงัก สายตาของเขามองผ่านร่างของรำเพยไปเบื้องหลัง ความหวาดระแวงที่เขาพยายามซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากแห่งอำนาจสั่นคลอนอย่างรุนแรง พระหัตถ์ที่จับคางนางเริ่มสั่นเทาเล็กน้อย
“เจ้า... เจ้ากำลังเล่นตลกอันใด!” เขาตวาดเสียงกร้าว แต่แววตากลับฉายชัดถึงความพรั่นพรึง
ในชั่วขณะที่ลมสงบนิ่ง เสียงฝีเท้าหนักๆ ขององครักษ์ผู้หนึ่งก็ดังขึ้นจากทางเดินมืดมิด เขาเร่งรีบเข้ามาพร้อมกับม้วนกระดาษที่ประทับตราสำคัญ ใบหน้าขององครักษ์ผู้นั้นซีดเผือดราวกับไปพบเห็นสิ่งที่ไม่อาจเอ่ยเป็นคำพูดได้
“ท่านอ๋องพะยะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว... พระราชโองการลับจากเมืองหลวงเพิ่งถูกส่งมาถึงเมื่อครู่นี้ และเนื้อความในนั้น... มันระบุถึงชื่อของท่าน!”
หลี่จวินอ๋องผละจากรำเพยทันที เขาคว้ากระดาษจากมือองครักษ์มาอ่านด้วยมือที่สั่นเทา ขณะที่รำเพยเพียงยืนกอดอกดูเหตุการณ์ด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย แสงจันทร์ตกกระทบลงบนรอยยิ้มที่ซ่อนความลับบางอย่างไว้ภายใต้เงาหน้ากาก
เมื่อท่านอ๋องคลี่กระดาษออกอ่าน ใบหน้าของเขาก็ซีดลงราวกับถูกสูบเลือดออกไปจนหมดสิ้น กระดาษแผ่นนั้นมิใช่พระราชโองการธรรมดา แต่มันคือรายชื่อของผู้ที่จะต้องถูกประหารชีวิตในข้อหากบฏ และชื่อลำดับแรกที่ปรากฏอยู่บนหน้ากระดาษ... กลับเป็นชื่อของ 'รำเพย' ที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขานี่เอง
หลี่จวินอ๋องเงยหน้ามองนางด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง “นี่มันเรื่องอันใดกัน... เหตุใดรายชื่อผู้ถูกประหารจึงมีเจ้าอยู่ด้วย ทั้งที่เจ้าเพิ่งจะเข้าวังมาได้ไม่นาน!”
รำเพยก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว แววตาของนางเปลี่ยนไปเป็นความเย็นชาที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน “ท่านอ๋องเพคะ... บางทีการจะรู้ว่าใครเป็นมิตรหรือศัตรูในวังหลังแห่งนี้ มิใช่ดูที่กระดาษที่อยู่ในมือท่าน แต่ต้องดูว่า 'ผี' ตนใดที่กำลังคอยชักใยอยู่เบื้องหลังความตายของทุกคนที่นี่ต่างหาก”
ศาลาริมน้ำโบราณขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเงามืดและลุ้นระทึกไปกับรอยแค้นข้ามภพในบทนี้นะครับ
วิญญาณอาถรรพ์ชิงบัลลังก์เลือดท่ามกลางศาลาวังหลัง•ตอนที่ 9
กลอุบายในศาลาจันทร์
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิญญาณอาถรรพ์ชิงบัลลังก์เลือดท่ามกลางศาลาวังหลัง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!