วิญญาณอาถรรพ์ชิงบัลลังก์เลือดท่ามกลางศาลาวังหลัง•ตอนที่ 7

ค่ำคืนแห่งเสียงร่ำไห้

ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
กลิ่นอายความอับชื้นของหยาดฝนยามวิกาลและกลิ่นคาวสนิมเหล็กที่ลอยคละคลุ้งอยู่ในตำหนักบูรพา หาใช่กลิ่นอายของธรรมชาติไม่ หากแต่เป็นกลิ่นอายแห่งความตายที่ถูกกักขังมาเนิ่นนานนับทศวรรษ "เจ้าได้กลิ่นนั้นหรือไม่... รำเพย" สุ้มเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ยามค่ำคืนเอ่ยขึ้น ท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงเทียนริบหรี่สาดส่องกระทบใบหน้าคมคายดั่งสลักหินของ **หลี่จวินอ๋อง** พระองค์ประทับนิ่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูงสลักลายมังกรทะยาน ปลายพระNหัตถ์เรียวยาวกำจอกชาเคลือบกระเบื้องสีมรกตไว้แน่น จนข้อพระหัตถ์ปรากฏรอยขาวซีด **รำเพย** สตรีงามผู้มีดวงพักตร์เรียบเฉยรา2ภาพวาดพู่กันจีนโบราณ ค่อย ๆ ก้าวเท้าผ่านม่านมุกโปร่งแสงเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ชุดกระโปรงผ้าแพรต่วนสีชาดปักลายหงส์ทองไหวระริกตามจังหวะการก้าวเดิน ทว่าดวงตาคู่คมกริบของนางมิได้มองที่องค์อ๋อง หากแต่ทอดมองไปยังมุมอับของตำหนัก ที่ซึ่งเงาสีดำทะมึนกำลังบิดเบี้ยวผิดรูป และส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนบาดแก้วหู—เสียงที่คนทั่วไปไม่ได้ยิน มีเพียงผู้มีสัมผัสพิเศษเช่นนางเท่านั้นที่รับรู้ถึงความเจ็บปวดอันบ้าคลั่งนี้ "วิญญาณในตำหนักเริ่มอาละวาดแล้วเพคะ... หม่อมฉันเกรงว่า ความแค้นที่ถูกกดทับไว้ใต้รากฐานของศาลาวังหลังแห่งนี้ กำลังจะทะลักออกมากลืนกินทุกชีวิตก่อนที่รุ่งอรุณจะมาถึง" รำเพยเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยความเยือกเย็นและเฉียบขาด นางป้องมือเข้าหากันเล็กน้อยเพื่อสะกดกลั้นความหนาวยะเยือกที่แผ่ซ่านมาจากพื้นศิลา หลี่จวินอ๋องแย้มพระโอษฐ์น้อย ๆ เป็นรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น หากแต่เต็มไปด้วยความดุร้ายและเย้ยหยันต่อโชคชะตา พระองค์ทรงวางจอกชาลงบนโต๊ะไม้จันทน์เสียงดังกระทบกันกังวาน "ปล่อยให้พวกมันอาละวาดไปสิ... ข้าอยากรู้นักว่า วิญญาณบรรพบุรุษผู้เสแสร้งเหล่านี้ จะมีความกล้าพอที่จะมาเอาชีวิตข้า ผู้ซึ่งอาบเลือดศัตรูมาครึ่งค่อนชีวิต หรือจะต้องก้มหัวให้แก่คมดาบแห่งวังหลวงเช่นเดียวกับเมื่อครั้งอดีต" โครม! สิ้นพระสุ้มเสียง หน้าต่างไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรของตำหนักก็ถูกกระชากเปิดออกด้วยแรงพายุหมุนปริศนา ลมหนาวติดกลิ่นสาบสางพัดกรรโชกเข้ามาจนเปลวเทียนทุกดวงในห้องดับวูบลงในพริบตา ความมืดมิดเข้าปกคลุม ทว่าในความมืดนั้น กลับปรากฏเงาร่างสีขาวโพลนหลายสายกำลังลอยวนเวียนอยู่เหนือคานไม้ เสียงร่ำไห้สะอึกสะอื้นระคนเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งดังระเบิดขึ้นรอบทิศทาง ราวกับนรกภูมิได้เปิดประตูต้อนรับพวกมันแล้ว รำเพยไม่รอช้า นางหยิบแผ่นยันต์สีชาดที่เขียนด้วยเลือดไก่ฟ้าออกจากอกเสื้อ ดวงตาคู่สวยหรี่ลงอย่างใช้ความคิด นางรู้ดีว่าวิญญาณเหล่านี้ไม่ใช่ผีร้ายทั่วไป แต่เป็นเหล่าสนมและนางในที่ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมในคดีชิงบัลลังก์เมื่อสิบปีก่อน และเบื้องหลังความตายของพวกนาง... ก็คือเงื้อมมือของคนที่กำลังนั่งอยู่เบื้องหน้านางนี่เอง "ถอยไป!" รำเพยตวาดกร้าว พร้อมกับสะบัดมือซัดยันต์ออกไปกลางอากาศ แสงสีแดงวาบขึ้นพร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนของวิญญาณตนหนึ่งที่พุ่งเข้ามาหมายจะปลิดชีพนาง แรงปะทะทำให้ม่านไหมปลิวว่อน เอกสารราชการลับบนโต๊ะกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น หลี่จวินอ๋องมิได้แสดงท่าทีตื่นกลัวแม้แต่น้อย พระองค์ทรงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาร่างสูงใหญ่ทาบทับร่างบอบบางของรำเพย พระองค์ยื่นพระหัตถ์มาคว้าข้อศอกของนางไว้แน่น แรงบีบนั้นหนักหน่วงจนนางรู้สึกเจ็บแปลบ "เจ้าคิดจะปกป้องข้าจากภูตผี หรือเจ้ากำลังปกป้องความลับของตัวเจ้าเองกันแน่... รำเพย" หลี่จวินอ๋องโน้มพระพักตร์ลงมาใกล้ จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับข้างแก้มเนียนนุ่ม สุ้มเสียงกระซิบข้างพระเนตรเต็มไปด้วยความระแวงสงสัยที่สะสมมานาน "ข้ารู้ว่าเจ้าเข้ามาในตำหนักนี้มิใช่เพราะบังเอิญ เจ้ามีจุดประสงค์บางอย่าง... และวิญญาณพวกนี้ ก็ดูเหมือนจะรู้จักเจ้าเป็นอย่างดี" รำเพยเงยหน้าสบพระพักตร์อันหล่อเหลาแต่เย็นชาไร้หัวใจ แววตาของนางไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความเด็ดเดี่ยวที่ฉายชัดอยู่ภายใน "หากหม่อมฉันคิดจะเอาชีวิตพระองค์ พระองค์คงสิ้นพระชนม์ตั้งแต่คืนแรกที่เหยียบย่างเข้าสู่ศาลาวังหลังแห่งนี้แล้วเพคะ... แต่ศัตรูที่แท้จริงหาใช่วิญญาณที่ร่ำไห้อยู่ภายนอกไม่ หากแต่เป็นราชโองการลับที่กำลังเดินทางมาถึงในคืนนี้ต่างหาก" ฉับพลัน ท่าاصมกลางเสียงโหยหวนของวิญญาณที่ทวีความรุนแรงขึ้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงของราชองครักษ์ผู้หนึ่งก็ดังแทรกขึ้นที่หน้าประตูตำหนัก พร้อมกับเสียงตะโกนรายงานด้วยความตื่นตระหนก "ทูลท่านอ๋อง! มี... มีราชโองการด่วนจากท้องพระโรงกลางพญาอินทรีย์! และ... และคนนำสารถูกฆ่าตายคาประตูวัง สภาพศพ... ถูกควักหัวใจออกไปอย่างไร้ร่องรอยพ่ะย่ะค่ะ!" หลี่จวินอ๋องชะงัก พระเนตรคมกริบเบนกลับไปมองที่ประตูห้องทันที รำเพยฉวยโอกาสนี้สะบัดข้อมือให้หลุดจากการกุมพระหัตถ์ นางก้มลงหยิบม้วนกระดาษหนังแก้วเปื้อนเลือดที่เพิ่งร่วงหล่นลงมาจากเงาดำปริศนาเมื่อครู่ขึ้นมา เมื่อนางคลี่ม้วนกระดาษออกดูภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านหน้าต่างที่พังเสียหาย ดวงตากลมโตก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง ชื่อที่ปรากฏอยู่ท้ายราชโองการลับฉบับนั้น หาใช่พระนามของฮ่องเต้ผู้พี่ไม่ หากแต่เป็น... พระนามของพระมารดาผู้ล่วงลับของหลี่จวินอ๋องเอง! "พระองค์ถูกหลอกมาตลอด..." รำเพยเอ่ยพึมพำด้วยน้ำเสียงสั่นเทาเป็นครั้งแรก "คำสาปในตำหนักนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อจองจำพวกนาง... แต่มันมีไว้เพื่อรอเวลาให้ทายาทองค์สุดท้ายของสกุลหลี่ อ่านรายชื่อผู้ที่ต้องชดใช้ด้วยชีวิต" ก่อนที่หลี่จวินอ๋องจะทันได้ยื่นพระหัตถ์มาแย่งม้วนกระดาษในมือ ประตูไม้บานใหญ่ของตำหนักก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรงด้วยพลังลมปราณอันมหาศาล พร้อมกับร่างเงาดำสวมหน้ากากเงินครึ่งซีกที่พุ่งทะยานเข้ามาพร้อมกระบี่เปล่งประกายแสงสีฟ้า เย็นยะเยือกปานน้ำแข็ง พุ่งตรงมาปักลงที่โต๊ะไม้จันทน์ต่อหน้าพระพักตร์ของท่านอ๋องอย่างแม่นยำ! ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเงามืดและร่วมลุ้นระทึกไปกับรอยแค้นข้ามภพในบทนี้นะครับ ศาลาริมน้ำโบราณยินดีต้อนรับทุกท่านสู่บทต่อไปครับ
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิญญาณอาถรรพ์ชิงบัลลังก์เลือดท่ามกลางศาลาวังหลัง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%