เสียงกระเบื้องเคลือบกระทบโต๊ะไม้จันทน์หอมดัง *กริ๊ก* เบาๆ ท่ามกลางความเงียบงันของห้องหนังสือลับใต้ตำหนักบูรพา เป็นสัญญาณเตือนว่าการเดิมพันด้วยชีวิตได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
"ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้ท่านกวาดล้างเสนาบดีซ่งในคืนนี้... แต่ท่านอ๋องคิดจริงๆ หรือพะยะค่ะ ว่าเอกสารลับบัญชีส่วยกองทัพที่อยู่ในมือขุนนางเฒ่าผู้นั้น จะเป็นหลักฐานชิ้นเดียวที่สามารถสั่นคลอนราชบัลลังก์ได้"
รำเพยเอ่ยขึ้น ดวงตากลมโตภายใต้แสงเทียนวับวาวดั่งหยกดำ ร่างระหงในชุดผ้าไหมปักลายหงส์เพลิงยืนสง่านิ่งอยู่เบื้องหน้าบุรุษผู้กุมอำนาจสูงสุดแห่งกองทัพบูรพา นางไม่ได้หวาดกลัวต่อรัสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่เบื้องหน้าแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ปลายนิ้วเรียวยังคงบรรจงฝนหมึกจีนลงบนแท่นหินด้วยจังหวะสม่ำเสมอ
หลี่จวินอ๋องเงยพระพักตร์ขึ้นช้าๆ พระเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายทอดมองสตรีผู้กุมหัวใจและมันสมองของพระองค์ในเวลาเดียวกัน มุมโอษฐ์หยักลึกยกย้ำรอยยิ้มเย็นเยียบที่หาผู้ใดเทียบยาก
"เจ้าช่างใจกล้าเสียจริง รำเพย..." สุรเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ยามค่ำคืนดังลอดไรพระদন্ত "รู้ทั้งรู้ว่าขุนนางซ่งเป็นคนสนิทของไทเฮา การเคลื่อนไหวเพียงนิ้วเดียวอาจทำให้หัวหลุดจากบ่าได้ แต่เจ้ากลับเลือกที่จะเดินหมากตานี้ด้วยตัวเอง... เจ้าไม่กลัววิญญาณผีเฝ้าเรือนตระกูลซ่งจะตามมาหักคอเจ้าหรืออย่างไร"
"หม่อมฉันตายไปครั้งหนึ่งแล้ว ความตายในยมโลกหรือคมดาบในโลกมนุษย์... มีความหมายอันใดต่างกันเล่าพะยะค่ะ" รำเพยแย้มสรวลบางเบา แฝงความเย้ยหยันในโชคชะตา "อีกอย่าง วิญญาณอาฆาตในจวนซ่งผู้นั้น หาใช่ใครอื่น... นางคือฮูหยินรองผู้ถูกวางยาพิษเมื่อสิบปีก่อน และตอนนี้ นางกำลังรอเวลาที่จะทวงความยุติธรรมร่วมกับหม่อมฉันต่างหากพะยะค่ะ"
บรรยากาศภายในห้องหนังสือพลันเยือกเย็นลงฉับพลัน เปลวเทียนไหววูบจนเกิดเงาดำทอดตัวยาวน่าสะพรึงกลัว กลิ่นอายความตายและดอกไม้จันทน์จางๆ ลอยคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นชาอู่หลงชั้นดี หลี่จวินอ๋องไม่สะทกสะท้านต่อสัมผัสที่เหนือธรรมชาติเหล่านี้ พระองค์คุ้นเคยกับการอยู่ร่วมกับวิญญาณและกลิ่นเลือดมายาวนาน มือหนาเอื้อมไปกุมมือเรียวที่กำลังฝนหมึกไว้มั่น สัมผัสนั้นอบอุ่นและมั่นคงดั่งหินผา ท่ามกลางคลื่นลมแห่งการแย่งชิงอำนาจที่พร้อมจะกลืนกินพวกเขาทุกเมื่อ
"ถ้าเช่นนั้น... แผนการเปิดโปงกบฏในคืนนี้ เราจะใช้แผน 'ยืมดาบฆ่าคน' ตามที่เจ้าว่า" หลี่จวินอ๋องตรัสด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "ข้าจะนำกำลังองครักษ์เสื้อแพรบุกเข้าจวนซ่งยามสาม ส่วนเจ้า... จงนำป้ายคำสั่งลับนี้ไปมอบให้แม่ทัพกวน เพื่อปิดล้อมเส้นทางหนีทางทิศเหนือ อย่าให้หลุดรอดไปได้แม้แต่คนเดียว"
"รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ" รำเพยโค้งคำนับอย่างงดงามตามธรรมเนียมราชสำนัก ทว่าในแววตากลับเปล่งประกายความเฉียบคมดั่งคมดาบที่ซักซ้อมมาเป็นอย่างดี
แผนการเปิดโปงกบฏในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการโค่นล้มขุนนางกังฉินกลุ่มหนึ่ง หากแต่เป็นการตัดแขนตัดขาของไทเฮาและองค์ชายรองผู้ทะเยอทะยาน รำเพยรู้ดีว่าทุกย่างก้าวมีความหมายเท่ากับความเป็นความตาย นางจึงต้องรอบคอบทุกฝีก้าว วิญญาณนางรำจากศาลาริมน้ำโบราณมิได้มีดีเพียงแค่ร่ายรำเพื่อความบันเทิง แต่ความแค้นที่ฝังรากลึกในอดีตคือพลังขับเคลื่อนให้นางกลายเป็นกุนซือผู้ไร้พ่ายในเกมการเมืองครั้งนี้
ยามสามมาถึงอย่างรวดเร็วดั่งใจนึก ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทั้งเมืองหลวง มีเพียงแสงจันทร์สีเลือดสาดส่องลงมากระทบหลังคากระเบื้องเคลือบของจวนเสนาบดีซ่ง รำเพยในชุดอาภรณ์สีดำสนิทกลมกลืนไปกับรัตติกาล ยืนสงบนิ่งอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่สูงตระหง่าน มองเห็นความวุ่นวายเบื้องล่าง องครักษ์เสื้อแพรนับร้อยชีวิตบุกทะลวงประตูจวนพังทลาย เสียงกรีดร้องของบ่าวไพร่และเสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว
ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่รำเพยและหลี่จวินอ๋องวางหมากไว้ เอกสารลับการติดต่อกับแคว้นศัตรูถูกค้นพบในห้องหนังสือของเสนาบดีซ่ง พร้อมกับบัญชีส่วยที่สาวไปถึงเครือข่ายของขุนนางกังฉินครึ่งค่อนราชสำนัก
ทว่า... ในขณะที่สถานการณ์กำลังตกอยู่ในชัยชนะ รำเพยกลับรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง สายลมยามวิกาลพัดพาเอาความหนาวเยือกกระดูกมาพร้อมกับเสียงกระซิบอันคุ้นเคยที่ดังแว่วมาจากมุมมืดของกำแพงจวน
*“ระวัง... มันไม่ใช่แค่กบฏ... แต่มันคือคำสาป...”*
รำเพยชะงักฝีเท้าที่กำลังจะกระโดดลงไปสมทบกับกองกำลังของท่านอ๋อง นางหันขวับไปมองยังศาลาน้ำชาโบราณท้ายจวนซ่ง ที่ซึ่งปรากฏเงาร่างของสตรีในชุดโบราณสีขาวซีดกำลังยืนหันหลังให้ นางผู้นั้นค่อยๆ หันกลับมา... ใบหน้าอาบด้วยคราบเลือดและรอยยิ้มบิดเบี้ยวจนน่าสยดสยอง
ก่อนที่รำเพยจะได้ส่งสัญญาณเตือนภัย เสียงฝีเท้าม้าควบตะบึงอย่างเร่งรีบก็ดังแหวกความเงียบเข้ามา พร้อมกับราชองครักษ์พิเศษที่พุ่งตรงเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าหลี่จวินอ๋องด้วยเนื้อตัวสั่นเทา ถือม้วนกระดาษสีชาดประทับตราหยกทองคำส่งถวายด้วยมือที่สั่นระริก
"ท... ทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพะยะค่ะ! องค์รัชทายาททรง... ทรงถูกลอบปลิดชีพในตำหนักส่วนพระองค์เมื่อหนึ่งชั่วยามก่อน และพระราชโองการฉบับสุดท้าย... ทรงยกบัลลังก์ให้... ให้องค์ชายรองผู้เป็นกบฏ!"
หลี่จวินอ๋องทรงชะงักพระองค์ก้าวหนึ่ง พระเนตรเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ในขณะที่รำเพยหน้าถอดสีทันทีเมื่อตระหนักได้ว่า... พวกเขาไม่ได้กำลังเดินหมากเพื่อโค่นกบฏธรรมดา หากแต่กำลังเดินเข้าสู่ "ค่ายกลอาถรรพ์" ที่ถูกร่างขึ้นเพื่อกวาดล้างพวกเขาให้สิ้นซากต่างหาก
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามากับศาลาริมน้ำโบราณในบทนี้ด้วยกันนะครับ
วิญญาณอาถรรพ์ชิงบัลลังก์เลือดท่ามกลางศาลาวังหลัง•ตอนที่ 21
คำสัตย์สาบานในความมืด
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิญญาณอาถรรพ์ชิงบัลลังก์เลือดท่ามกลางศาลาวังหลัง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!