"กาน้ำชาเคลือบกระเบื้องลายครามใบนั้น... ช่างเป็นงานฝีมือจากเตาเผาจิ่งเต๋อเจิ้นแท้จริงเสียจน น่าเสียดายยิ่งนักหากต้องมีรอยร้าว"
สุ้มเสียงนุ่มนวลทว่าแฝงความนัยล้ำลึกดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในตำหนักบูรพา รำเพยในชุดผ้าไหมปักดิ้นทองลายหงส์คู่เพลิง ก้าวย่างอย่างเงียบเชียบดั่งเงาพราย ร่างโปร่งบางในสายตาทุกคนหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าโต๊ะไม้จันทน์แดง แววตาคู่คมกริบกวาดมองไปยัง 'จ้าวหมิง' ขันทีคนสนิทผู้รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระบาทหลี่จวินอ๋องมานานนับทศวรรษ
รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของนาง แต่มันมิได้ไปถึงดวงตาคู่ที่สะท้อนประกายความเยือกเย็นดั่งน้ำค้างแข็งบนยอดเขา
จ้าวหมิงสะดุ้งเล็กน้อย หัวใจกระตุกวูบจนเสียงลมหายใจสะดุด แต่ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านการห้ำหั่นในวังหลังอันโสมมมาอย่างโชกโชน เขาจึงรีบควบคุมสีหน้าให้กลับคืนสู่ความนอบน้อมดังเดิม พร้อมกับโค้งตัวต่ำจนหน้าผากเกือบชิดพื้นศิลา
"พระชายาตรัสสิ่งใดพะย่ะค่ะ... บ่าวเป็นเพียงขันทีต้อยต่ำ ไร้ซึ่งความรู้เรื่องเครื่องกระเบื้อง เหตุใดจึงกล่าวถึงกาน้ำชาใบโปรดของท่านอ๋องเช่นนั้นเล่าครับ"
"เจ้าเป็นคนซื่อสัตย์ภักดีเสมอมา ใครเล่าจะกล้าสงสัยในตัวเจ้า" รำเพยทอดถอนหายใจแผ่วเบา นางก้าวเข้าไปใกล้ขันทีเฒ่าอีกก้าวหนึ่ง กลิ่นอายจางๆ ของดอกเหมันต์ที่ติดกายโชยปะทะนาสิก ทว่าในความรู้สึกของวิญญาณนางรำผู้ผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง นางกลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัว กลิ่นอายของยาพิษไร้สีไร้กลิ่น 'อัสดงกลืนวิญญาณ' ที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ปลายเล็บของขันทีผู้นี้
หลี่จวินอ๋องผู้ประทับนั่งเงียบๆ อยู่หลังฉากกั้นลายมังกรทรงพระดำเนินออกมา ชายหนุ่มปรายพระเนตรมองทั้งสองด้วยแววตาดุจดั่งพญาเหยี่ยวผู้มองเหยื่อ รัศมีอำนาจแผ่ซ่านกดดันจนบรรยากาศภายในห้องแทบหยุดนิ่ง พระองค์มิได้ตรัสสิ่งใด ทว่าความเงียบของหลี่จวินอ๋องนั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคมดาบพันเล่ม
"จ้าวหมิง..." หลี่จวินอ๋องตรัสด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เย็นเยียบจนน่าขนลุก "ยามเมื่อข้าออกศึกที่ชายแดนแคว้นต้าเหลียง เจ้าเป็นผู้จัดเตรียมโอสถบำรุงถ้วยนั้นให้ข้าทุกค่ำคืน มิใช่หรือ"
ขันทีจ้าวหมิงคุกเข่าลงทันที ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพราะอำนาจของท่านอ๋องเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะแววตาของสตรีตรงหน้า... แววตาที่ราวกับมองทะลุปรุโปร่งถึงก้นบึ้งความลับสกปรกที่เขาอุตส่าห์ซ่อนเร้นมานานแรมปี
"ท่านอ๋องโปรดทรงพระเมตตา! บ่าว... บ่าวมีความผิดอันใด ไฉนจึงทรงกริ้วถึงเพียงนี้ครับ!"
"เจ้าไม่มีความผิดอันใดหรอก..." รำเพยกล่าวแทรกขึ้น น้ำเสียงของนางไพเราะดุจเสียงพิณ ทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "เพียงแต่ผีเรือนและดวงวิญญาณที่ตายอย่างอยุติธรรมในตำหนักแห่งนี้ พวกเขาขίบว่า... น้ำชาที่เจ้าต้มถวายสวามีของข้าในทุกคืนวันเพ็ญ มีกลิ่นอายของความตายคละคลุ้งอยู่"
สิ้นคำกล่าว รำเพยสะบัดแขนเสื้อ ร่างบางหมุนตัวอย่างงดงามดั่งนาฏศิลป์โบราณ ทว่าปลายนิ้วเรียวยาวกลับคว้าจับข้อมือของจ้าวหมิงไว้แน่นด้วยแรงมหาศาลที่ซ่อนอยู่ใต้ความบอบบาง พริบตานั้นเอง ขันทีเฒ่าที่พยายามสะบัดตัวหนีก็ทำพลาด ปลุกขวดกระเบื้องจิ๋วที่ซ่อนในอกเสื้อให้ร่วงหล่นลงกระทบพื้นศิลาแตกกระจาย ของเหลวสีดำส่งกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ หลี่จวินอ๋องหรี่พระเนตรลงอย่างอันตราย พระหัตถ์กำด้ามกระบี่ข้างกายแน่นจนข้อพระหัตถ์ขาวซีด
ทว่า ในวินาทีที่ความจริงกำลังจะกระจ่างชัด เสียงฝีเท้าเร่งรีบราวกับห่าฝนก็ดังขึ้นจากนอกตำหนัก ประตูไม้สักแกะสลักถูกผลักเปิดออกอย่างไร้พิธีรีตอง ขันทีเวรยามหน้าตาตื่นวิ่งหน้าตั้งเข้ามาคุกเข่าโขกศีรษะจนฝุ่นตลบ
"ทูลท่านอ๋อง... เกิดเรื่องใหญ่แล้วพะย่ะค่ะ!" ขันทีผู้นั้นละล่ำละลักละเมอรายงานด้วยความหวาดผวา "กองกำลังองครักษ์เสื้อแพรจากเมืองหลวง... นำโดยราชองครักษ์อู่ ได้ปิดล้อมตำหนักบูรพาไว้หมดสิ้นแล้วพะย่ะค่ะ พร้อมกับ... พร้อมกับพระราชโองการลับฉบับด่วนที่สุดจากฮ่องเต้!"
หลี่จวินอ๋องชะงักไปชั่วพริบตา พระพักตร์แปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งขรึมดุดันอย่างที่สุด ในขณะที่จ้าวหมิงที่กำลังจนมุม กลับเงยหน้าขึ้นและฉีกยิ้มเหี้ยมเกรียมออกมาอย่างน่าประหลาด
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามากับศาลาริมน้ำโบราณในบทนี้ด้วยกันนะครับ
วิญญาณอาถรรพ์ชิงบัลลังก์เลือดท่ามกลางศาลาวังหลัง•ตอนที่ 20
ผู้ทรยศที่ซ่อนตัว
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิญญาณอาถรรพ์ชิงบัลลังก์เลือดท่ามกลางศาลาวังหลัง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!