กลิ่นอับชื้นของดินใหม่ที่เพิ่งถูกขุดพลิกคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นธูปเทียนอับทึบภายในสุสานบรรพชนสกุลหลี่ แสงตะเกียงสำริดไหววูบตามสายลมเย็นเยือกที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างหินสลักลายเมฆา ท่ามกลางความเงียบสงัดอันน่าสะพรึงกลัว รำเพยในชุดไว้ทุกข์สีขาวบริสุทธิ์ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าป้ายวิญญาณสลักชื่อบรรพบุรุษ แววตากลมโตคู่นั้นไม่ได้ฉายแววหวาดกลัวต่อความมืดมิด หากแต่เพ่งพินักษ์ไปยังพื้นดินเบื้องหน้าแท่นบูชา ซึ่งในยามนี้ปรากฏรอยปริแยกเป็นทางยาวราวกับมีสิ่งมีชีวิตบางอย่างกำลังดิ้นรนจะตะเกียกตะกายขึ้นมาจากขุมนรกเบื้องล่าง
"ท่านอ๋อง... ดินตรงนั้นเปลี่ยนสีไปแล้วนะครับ"
เสียงกระซิบแผ่วเบาแต่หนักแน่นของนางเอ่ยทำลายความเงียบ หลี่จวินอ๋องที่ยืนกอดอกอยู่มุมมืดของสุสานก้าวเท้าช้าๆ ออกมาในแสงไฟสลัว ใบหน้าคมคายไร้ซึ่งรอยยิ้ม ดวงเนตรคมปลาบดุจพญาอินทรีจับจ้องรอยแยกบนพื้นดิน ก่อนจะกวาดสายตามองไหบรรพกาลที่ถูกฝังไว้ตามตำแหน่งแปดทิศ ซึ่งในยามนี้ปรากฏคราบไคลสีดำคล้ำราวกับโลหิตเน่าเปื่อยไหลซึมออกมาจากปากไหทีละน้อย
"เจ้าสัมผัสอะไรได้ รำเพย" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามอย่างระแวดระวัง มือหนากระชับด้ามกระบี่ประจำกายโดยสัญชาตญาณ
"ไม่ใช่แค่สัมผัสครับ... แต่ข้าได้ยินเสียง" รำเพยหลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้สติสัมผัสพิเศษเชื่อมโยงเข้ากับคลื่นความอาฆาตที่แผ่ซ่านออกมาจากผืนดิน "เสียงกระดูกลั่นยามถูกบดขยี้... เสียงลมหายใจเฮือกสุดท้ายของผู้ที่ถูกฝังทั้งเป็น ดวงวิญญาณในสุสานแห่งนี้ไม่ได้หลับใหลอย่างสงบ พวกมันกำลังถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยอาคมเลือด... และกลิ่นดินนี้ คือกลิ่นของคนตายที่เน่าเปื่อยมานานนับร้อยปี"
ทันใดนั้นเอง เปลวไฟจากตะเกียงสำริดทุกดวงในสุสานก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวมรกต กลิ่นคาวเลือดตีตลบอบอวลจนน่าคลื่นไส้ รอยปริแยกบนพื้นดินขยายวงกว้างขึ้นพร้อมกับกลุ่มควันสีดำทมิฬที่พวยพุ่งขึ้นมาเป็นรูปร่างของมือมนุษย์นับร้อยที่พยายามควานคว้าอากาศ หลี่จวินอ๋องไม่รอช้า ร่างสูงใหญ่พุ่งเข้าไปดึงตัวรำเพยเข้าสู่อ้อมแขนอย่างปกป้อง พร้อมกับตวัดกระบี่ฟันเข้าใส่กลุ่มควันสีดำที่พุ่งเข้าใส่ทันที เสียงกรีดแหลมเล็กบาดแก้วหูสะท้อนก้องไปทั่วห้องโถงหินทึบ
"ถอยไป! นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ" หลี่จวินอ๋องเอ่ยเสียงกร้าว แววตาดุร้ายวาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยว "มีคนจงใจทำลายฮวงจุ้ยสุสานหลวงเพื่อดึงเอาพลังงานอาถรรพ์ขึ้นมาใช้ล้างบางพวกเรา"
รำเพยเงยหน้าขึ้นมองบุรุษผู้ยืนหยัดเคียงข้างนางท่ามกลางพายุแห่งความตาย นางซุกกายเข้าหาความอบอุ่นจากอ้อมกอดนั้นในขณะที่มือเรียวบางหยิบยันต์กระดาษสีชาดขึ้นมาเตรียมพร้อม "มิใช่แค่ทำลายฮวงจุ้ยหรอกครับท่านอ๋อง... ดูที่ป้ายวิญญาณองค์รัชทายาทองค์ก่อนสิครับ"
หลี่จวินอ๋องเบนสายตามองตาม ป้ายวิญญาณไม้จันทน์หอมที่สลักรายนามบูรพกษัตริย์และองค์รัชทายาทในอดีต บัดนี้กลับมีรอยร้าวรากลึกปรากฏขึ้นทุกแผ่น หยดน้ำสีแดงสดคล้ายโลหิตไหลรินออกมาจากตัวอักษรทีละหยด ราวกับวิญญาณเบื้องหลังป้ายเหล่านั้นกำลังร่ำไห้ด้วยความคับแค้นใจ และในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยก็ดังขึ้นจากทางเดินหินเบื้องนอกสุสาน ราวกับกองทัพทحารที่ตายไปแล้วกำลังเคลื่อนพลมาปิดล้อมสถานที่แห่งนี้ไว้ทุกด้าน
บรรยากาศรอบตัวบีบคั้นจนแทบ
หายใจไม่ออก ท่ามกลางเงาสลัวของกองทัพวิญญาณที่กำลังคืบคลานเข้ามา ประตูหินหนักอึ้งของสุสานก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับการปรากฏตัวของขันทีเฒ่าผู้หนึ่งที่ควรจะเสียชีวิตไปเมื่อสามปีก่อน เขายืนยิ้มเย็นเยียบ ใบหน้าซีดเซียวไร้สีเลือด ในมือถือพระราชโองการม้วนสีเหลืองทองอร่ามที่ส่งกลิ่นอายความตายคละคลุ้งยิ่งกว่าสิ่งใด
"ท่านอ๋อง... พระราชโองการฉบับสุดท้ายจากองค์皇帝... มาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามากับศาลาริมน้ำโบราณในบทนี้ด้วยกันนะครับ
วิญญาณอาถรรพ์ชิงบัลลังก์เลือดท่ามกลางศาลาวังหลัง•ตอนที่ 19
กลิ่นดินที่โชยมา
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิญญาณอาถรรพ์ชิงบัลลังก์เลือดท่ามกลางศาลาวังหลัง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!