วิญญาณอาถรรพ์ชิงบัลลังก์เลือดท่ามกลางศาลาวังหลัง•ตอนที่ 18

มดลูกต้องมนต์

ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกำยานจันทน์เทศลอยอวลคละคลุ้งจนน่าเวียนหัว หยาดโลหิตสีคล้ำมิได้หยดลงมาจากเพดาน หากแต่ซึมซับผ่านผืนพรมเปอร์เซียปักดิ้นทองราคาแพงระยับในตำหนักใน รำเพยยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหลังม่านไหมโปร่งบาง สายตาคมปลาบจับจ้องไปยังร่างบอบบางของสนมเอกอี้เฟยผู้กำลังนั่งตัวสั่นเทาอยู่บนตั่งไม้แกะสลักลวดลายหงส์เหิร "เจ้าแน่ใจแล้วหรือว่า... สิ่งนี้จะทำให้ไทเฮาทรงโปรดปรานข้าอย่างแท้จริง?" สนมเอกอี้เฟยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มือเรียวบางกำถุงผ้าแพรสีชาดแน่น ราวกับมันคืองูพิษร้ายที่พร้อมจะแว้งกัดผู้ถือครอง รำเพยแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่งดงามทว่าเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งบนยอดหญ้า นางก้าวเข้าไปใกล้ร่างนั้นช้าๆ กลิ่นกายหอมกรุ่นของดอกอู๋ทงผสมผสานกับความเย็นยะเยือกของภูตผีโชยเข้าแตะจมูก "ความโปรดปรานในวังหลัง ย่อมแลกมาด้วยหยาดเลือดและคราบน้ำตาเสมอพะยะค่ะ พระสนม..." รำเพยเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าบาดลึกเข้าlไปในขั้วหัวใจ "เด็กในครรภ์ของพระสนม... หากลืมตาดูโลกขึ้นมาในยามนี้ จะเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ไร้ค่า แต่หากนำ ‘พลังโลหิต’ และ ‘คุณไสยมนต์ดำ’ จากครรภ์มารดามาบูชาต่อหน้าเจ้าแม่กวนอิมหยกขาวในห้องลับใต้ดิน พระองค์จักทรงมีอำนาจเหนือวังหลังทั้งหมด ไม่มีสนมหน้าไหนกล้าอาจเอื้อมเทียบเคียงอีกต่อไป" ร่างของสนมเอกสะدุ้งเฮือก ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด นางจำนนต่อความทะเยอทะยานและภาพฝันแห่งอำนาจอันล้นพ้น จนยอมละทิ้งสัญชาตญาณความเป็นแม่ ขורขวดหยกบรรจุของเหลวสีดำสนิทจากมือของนางรำสาวผู้ลึกลับด้วยมือที่สั่นเทา ในขณะเดียวกัน ที่ตำหนักใหญ่อันเงียบสงบ หลี่จวินอ๋องทรงประทับนั่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทรงอักษร แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันกฤษณาไหววูบตามแรงลมที่ลอดผ่านบานหน้าต่างแกะสลัก ดวงเนตรคมกริบดุจพญาอินทรีย์ทอดมองรายงานลับในพระหัตถ์ ใบหน้าหล่อเหลาเยือกเย็นดุร้ายปรากฏรอยยิ้มหยันที่มุมโอษฐ์ "บังAอาจนัก..." สุรเสียงทุ้มต่ำรอดไรพระโอษฐ์ออกมาเบาๆ แต่กลับทรงพลังกดดันจนขันทีและนางกำนัลรอบกายต้องคุกเข่าลงแนบพื้นด้วยความหวาดกลัว "กล้าใช้มนต์ดำสายมารทำลายทายาทมังกรเพื่ออำนาจมืดในวังหลัง คิดว่าเปิ่นหวางโง่เขลาปานนั้นเชียวหรือ" "ท่านอ๋อง..." เสียงฝีเท้าแผ่วเบาพร้อมเงาร่างสูงโปร่งขององครักษ์เงาก้าวเข้ามาคุกเข่า "สายข่าวรายงานว่า พระสนมเอกอี้เฟยกำลังทำพิธีบูชายัญทารกในครรภ์ ณ ตำหนักทักษิณ ตามคำแนะนำของนางรำลึกลับนามว่ารำเพยพะยะค่ะ และ... และมีรายงานว่า วิญญาณอาฆาตของนางสนมเอกผู้ล่วงลับเมื่อสิบปีก่อนเริ่มปรากฏกายกรีดร้องในยามวิกาลแล้วพะยะค่ะ" หลี่จวินอ๋องทรงวางรายงานในพระหัตถ์ลงอย่างช้าๆ แววพระเนตรไหววูบด้วยประกายความแค้นที่ฝังรากลึกในอดีต ภาพเหตุการณ์นองเลือดเมื่อสิบปีก่อนผุดขึ้นมาในห้วงความคิด พระองค์ทรงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ทรงหยิบกระบี่ประจำพระองค์ขึ้นมาคาดเอว "เตรียมกำลังพล... คืนนี้ เปิ่นหวางจะไปชำระสะสางความอัปยศนี้ให้สิ้นซาก ทั้งภูตผีและคนที่มีลมหายใจ ผู้ใดบังอาจเล่นกับความตาย ย่อมต้องลิ้มรสชาติความตายที่แท้จริง" ตัดกลับมาที่ตำหนักทักษิณ แสงเทียนสีแดงฉานสาด กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งรุนแรงขึ้นจนน่าสะพรึงกลัว สนมเอกอี้เฟยกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมานเมื่อฤทธิ์ยาขับเคลื่อน ร่างบอบบางบิดเร้าอยู่บนพื้นพรม รำเพยยืนมองภาพนั้นด้วยสายตาราบเรียบ ไร้ซึ่งความเวทนา ทว่าในเงาสะท้อนของกระจกทองเหลือง วิญญาณของหญิงสาวในชุดนางรำโบราณนับสิบค่อยๆ ก้าวออกมาจากผนังห้อง ดวงตาสดสีเลือดจ้องมองเหยื่อด้วยรอยยิ้มอันน่าสะพรึง ทันใดนั้น ประตูตำหนักก็ถูกพังทลายลงด้วยพลังปราณอันรุนแรง ร่างสูงสง่าของหลี่จวินอ๋องก้าวเข้ามาในความมืด พร้อมกับคมกระบี่ในมือที่สะท้อนแสงไฟวับวับ พระองค์ทอดพระเนตรเห็นภาพตรงหน้า—สนมเอกที่นอนจมกองเลือด และรำเพยที่ยืนสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางหมู่มารวิญญาณ รำเพยหันมาสบพระเนตรกับท่านอ๋องผู้เยือกเย็นเป็นครั้งแรก นางมิได้สะดุ้งหวาดกลัวแม้แต่น้อย กลับแย้มสรวลให้อย่างท้าทาย "ท่านอ๋องเสด็จมาช้าไปเสียแล้วพะยะค่ะ..." รำเพยเอ่ยกระซิบเบาหวิว "พิธีเปิดประตูปรโลก... ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว" หลี่จวินอ๋องทรงชะงักฝีเท้า พระเนตรเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเงาดำมืดมหึมาผุดขึ้นมาจากพื้นห้อง ทะยานตรงเข้าโอบล้อมพระองค์และทุกคนไว้ในความมืดมิดอันไร้ทางหนี ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามากับศาลาริมน้ำโบราณในบทนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิญญาณอาถรรพ์ชิงบัลลังก์เลือดท่ามกลางศาลาวังหลัง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%