วิญญาณอาถรรพ์ชิงบัลลังก์เลือดท่ามกลางศาลาวังหลัง•ตอนที่ 17

รอยร้าวในกำแพงเหล็ก

ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
กลิ่นอายคาวเลือดจาง ๆ ยังคงลอยอวลอยู่เบื้องหลังม่านไหมปักลายหงส์ทอง แม้ว่ามหรสพแห่งความตายในตำหนักย่อยจะจบลงไปหลายั่วยามแล้วก็ตาม รำเพยยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าคันฉ่องทองเหลืองที่หมองมัว เงาสะท้อนในกระจกมิใช่รูปโฉมอันสะโอดสะองของนางในยามนี้ หากแต่เป็นรอยร้าวลึกบนกำแพงศิลาแห่งวังหลัง ที่บัดนี้เริ่มกะเทาะออกทีละน้อย เผยให้เห็นความน่าสะพรึงกลัวของอำนาจที่กัดกินผู้คนจากภายใน ปลายนิ้วเรียวเย็นเฉียบสัมผัสลงบนรอยแผลเป็นบริเวณหัวไหล่ รอยแผลที่นางได้รับจากการเอาตัวเข้าแลกเพื่อปกป้องกระดาษตราตั้งลับจากมือของมือสังหารในคืนก่อน แม้ความเจ็บปวดทางกายจะทุเลาลงตามกาลเวลา แต่ร่องรอยแห่งการทรยศหักหลังในหมู่สนมเอกกลับฝังรากลึกเกินกว่าจะเยียวยาด้วยโอสถใด ๆ ประตูลั่นดาลถูกผลักเปิดออกอย่างเงียบเชียบ ท่ามกลางความมืดสลัวของราตรี หลี่จวินอ๋องก้าวเข้ามาในห้องบรรทมด้วยฝีเท้าที่มั่นคงและเงียบงันดั่งพยัคฆ์ล่าเหยื่อ อาภรณ์สีดำสนิทปักลายมังกรห้าเล็บด้วยดิ้นทองสะท้อนกับแสงตะเกียงวับแวม พระพักตร์คมคายราบเรียบเย็นชาจนยากจะคาดเดาความรู้สึก ทว่าในดวงเนตรคู่นั้นกลับมีความอ่อนล้าที่ซ่อนไว้ไม่มิดฉายชัดอยู่ชั่วขณะ "ดึกป่านนี้แล้ว เหตุใดยังไม่บรรทมอีก" พระสุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันภายในห้อง ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหลังนาง เงาของเขาทาบทับร่างบอบบางจนมิด รำเพยชะงักมือที่กำลังจัดปิ่นปักผม นางย่อกายลงทำความเคารพอย่างสง่างามตามธรรมเนียม ทว่ายังไม่ทันที่เข่าจะแตะพื้น พระหัตถ์แข็งแกร่งดั่งคีมเหล็กก็เอื้อมมาประคองต้นแขนของนางไว้เสียก่อน "บาดแผลที่หัวไหล่เจ้า... ยังเจ็บอยู่หรือไม่" คำถามนั้นมิใช่เสียงคำรามของพยัคฆ์ผู้กระหายเลือด หากแต่เป็นน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความกังวลอย่างหาได้ยากยิ่ง รำเพยเงยหน้าขึ้นสบพระเนตร ดวงตาคู่สวยไหววับด้วยความประหลาดใจ นางไม่เคยคาดคิดว่าท่านอ๋องผู้เยือกเย็นดุร้าย ผู้ซึ่งมองชีวิตคนเป็นเพียงหมากบนกระดาน จะทรงใส่ใจกับรอยแผลเล็ก ๆ ของสตรีผู้อยู่ในฐานะเชลยทางการเมืองเช่นนาง "ทูลท่านอ๋อง หม่อมฉันเป็นเพียงวิญญาณเร่ร่อนในร่างมนุษย์ ความเจ็บปวดทางกายย่อมเทียบไม่ได้กับความเจ็บปวดของแผ่นดินที่กำลังลุกเป็นไฟ เหตุใดพระองค์จึงต้องทรงใส่พระทัยกับรอยแผลของหม่อมฉันด้วยเลเพคะ" รำเพยเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงความนัยอันลึกซึ้ง หลี่จวินอ๋องไม่ทรงตอบทันที พระเนตรคมกริบกวาดมองรอยแผลที่โผล่พ้นสาบเสื้อของนาง ความรู้สึกผิดบาปบางเบาดั่งสายหมอกยามเช้ากำลังก่อตัวขึ้นในพระHut กษัตริย์ผู้ผ่านสมรภูมิรบมานับไม่ถ้วน ทรงเคยเห็นความตายมานับแสนศพ ทรงเคยสั่งประหารชีวิตคนอย่างไร้ความปรานี ทว่ายามเมื่อทอดพระเนตรเห็นสตรีผู้นี้ต้องมารับเคราะห์แทนพระองค์จากคมดาบของมือสังหาร ความรู้สึกบางอย่างที่ถูกปิดตายไว้หลังกำแพงเหล็กแห่งอำนาจ กลับเริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรง "เพราะเจ้าไม่ใช่แค่หมาก... และข้าก็ไม่ใช่คนไร้หัวใจ" พระองค์ตรัสเสียงพร่า พระหัตถ์หนายื่นไปหยิบตลับยาหยกขาวที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง ทรงเปิดฝาออกด้วยพระองค์เอง ก่อนจะใช้ปลายนิ้วแตะเนื้อครีมสมุนไพรสีเขียวอ่อนที่มีกลิ่นหอมเย็น รำเพยสะท้อนใจเล็กน้อยเมื่อพระองค์ทรงขยับเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นอายบุรุษอันคุ้นเคย พระองค์ทรุดพระวรกายลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเดียวกับที่นางยืนอยู่ ทรงบรรจงทายาลงบนรอยแผลที่หัวไหล่ให้อย่างเบามือที่สุด ราวกับเกรงว่าสตรีตรงหน้าจะแตกสลายคามือ ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มิใช่ความเงียบที่น่าสะพรึงกลัว หากแต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยกระแสความรู้สึกซับซ้อนที่ไหลวนอยู่ระหว่างคนทั้งสอง รำเพยลอบมองพระพักตร์ด้านข้างที่เคร่งขรึมและเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความเหนื่อยล้า นางสัมผัสได้ถึงภาระอันหนักอึ้งที่พระองค์ต้องแบกรับไว้บนบ่าทั้งสองข้าง การชิงบัลลังก์มิใช่เรื่องของการนองเลือดเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการยอมรับความโดดเดี่ยวถึงขีดสุด หลี่จวินอ๋องทรงถูกรายล้อมไปด้วยศัตรู แม้กระทั่งเงาของตนเองก็ยังไว้วางใจไม่ได้ และความจริงข้อนี้เอง ที่ทำให้หัวใจที่แข็งกระด้างของนางเริ่มเกิดความเห็นอกเห็นใจขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ "ท่านอ๋องทรงระแวงทุกคนในวังหลังแห่งนี้ แม้กระทั่งสนมเอกตระกูลเว่ยที่บิดานำกองกำลังหนุนหลังพระองค์อยู่... พระองค์ก็ยังทรงส่งคนไปสอดแนม มิใช่หรือเพคะ" รำเพยเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นเบื้องต่ำ ขณะที่พระองค์กำลังเกลี่ยยาให้ หลี่จวินอ๋องชะงักพระHut เล็กน้อย ก่อนจะทรงเงยพระพักตร์ขึ้นสบตานางตรง ๆ แววตาคู่นั้นสะท้อนความเจ็บปวดลึกซึ้งที่ทรงซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความอำมหิต "ในวังนี้... ความไว้ใจคือยาพิษที่ออกฤทธิ์เร็วที่สุด ข้าเติบโตมาบนกองเลือด หากไม่ระแวง ข้าคงตายไปนับร้อยครั้งแล้ว" พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "แต่กับเจ้า... ข้ากลับไม่เคยรู้เลยว่าควรจะวางตัวเช่นไร" คำสารภาพนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของรำเพย นางนิ่งอึงไปชั่วขณะ ความรู้สึกผูกพันประหลาดสายหนึ่งโยงใยคนทั้งสองเข้าหากันอย่างแน่นหนา ท่ามกลางกลิ่นอายของความตายและเล่ห์เหลี่ยมการเมืองที่ไร้ความปรานี ความอบอุ่นอันน้อยนิดจากปลายนิ้วที่แตะลงบนรอยแผล กลับกลายเป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าพวกเขายังคงมีลมหายใจอยู่ในโลกอันโหดร้ายนี้ ทว่า ช่วงเวลาแห่งความเปราะบางนี้ช่างสั้นเหลือกิน *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งอย่างเร่งร้อน ทำลายบรรยากาศอันเงียบงันลงทันที หลี่จวินอ๋องลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พระเนตรแปรเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นดุร้ายดังเดิมในเสี้ยววินาที พระองค์ส่งสัญญาณมือให้รำเพยถอยไปอยู่เบื้องหลังม่านบังตา ก่อนจะก้าวไปกระชากประตูห้องออก ขันทีสนิทผู้หนึ่งก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด เนื้อตัวสั่นเทาจนแทบทรุดลงกับพื้น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด "ทูล... ทูลท่านอ๋อง เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีละล่ำละลักรายงาน "กองกำลังรักษาพระองค์ฝ่ายใน... ถูกพบเป็นศพนอนตายเกลื่อนคูน้ำหลังตำหนักใหญ่ ทุกศพถูกควักหัวใจออกไปสด ๆ และ... และ..." "พูดให้มันจบ!" หลี่จวินอ๋องตวาดกร้าว เสียงคำรามดั่งพยัคฆ์ร้ายในยามวิกาล "มีรอยเลือดเขียนไว้ที่ผนังด้วยโลหิตสด ๆ ว่า... *'หนี้เลือดต้องชดใช้ด้วยเลือด... วิญญาณที่แปดสิบสี่กำลังจะกลับมาทวงบัลลังก์'* พ่ะย่ะค่ะ!" รำเพยที่แอบมองอยู่หลังม่านบังตาถึงกับหน้าถอดสี ลมหายใจสะดุดกักค้างอยู่ในลำคอ เมื่อตระหนักได้ทันทีว่าวิญญาณอาฆาตที่นางเคยคิดว่าถูกสะกดไว้ในศาลาริมน้ำโบราณ บัดนี้ได้หลุดรอดเข้ามาใจกลางวังหลวงแล้ว และเป้าหมายของมันมิใช่ใครอื่น... แต่อาจเป็นชีวิตของหลี่จวินอ๋องเอง ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามากับศาลาริมน้ำโบราณในบทนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิญญาณอาถรรพ์ชิงบัลลังก์เลือดท่ามกลางศาลาวังหลัง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%