วิญญาณอาถรรพ์ชิงบัลลังก์เลือดท่ามกลางศาลาวังหลัง•ตอนที่ 16

เพลงรำที่เย็นเยียบ

ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
“หากเจ้ากลัวเพียงเศษเสี้ยวของเงาสะท้อนในกระจกทองเหลืองบานนั้น เจ้าก็ไม่มีวันได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของผู้ที่พรากลมหายใจของเจ้าไปหรอกนะ รำเพย” เสียงทุ้มต่ำของหลี่จวินอ๋องดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในศาลาแปดเหลี่ยม ริมฝั่งน้ำที่นิ่งสนิทดุจแผ่นกระจกสีนิล รำเพยในชุดนางรำผ้าไหมปักดิ้นทองลายเมฆา ยืนนิ่งอยู่กึ่งกลางลานหินอ่อน สายตาของนางไม่ได้จับจ้องไปที่บุรุษผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จแห่งกองทัพ หากแต่มองทะลุผ่านความมืดมิดของเรือนหลังไปสู่เงามืดที่สั่นไหวอยู่ใต้พุ่มไม้ประดับ นางไม่ตอบคำถามนั้น แต่กลับค่อยๆ ยกมือเรียวบางขึ้นจรดหน้าผาก ท่วงท่าอ่อนช้อยประหนึ่งกิ่งหลิวลู่ลมในฤดูใบไม้ผลิ แต่ในความอ่อนช้อยนั้นกลับซ่อนเร้นไว้ด้วยกระแสจิตอันแข็งกร้าว รำเพยสะบัดแขนเสื้อผ้าไหมที่หนักอึ้งด้วยเลื่อมลายมังกรล้อมหงส์ กลิ่นธูปกำยานผสมกลิ่นสาบสางของวิญญาณโชยเข้าปะทะจมูก นางเริ่มก้าวเท้าตามจังหวะกลองที่ไม่ได้ยินด้วยหู แต่ได้ยินด้วยสัญชาตญาณ “ท่านอ๋อง ท่านต้องรักษาคำพูด” รำเพยกล่าวเสียงเรียบในจังหวะที่หมุนตัว “หากข้าล่อมันออกมาได้ ท่านต้องเป็นผู้ลงดาบอาคมนั่นด้วยตัวของท่านเอง อย่าให้ความเมตตาที่ขัดต่อสัญชาตญาณของท่านมาทำให้แผนการของเราต้องพังทลาย” หลี่จวินอ๋องที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์หอม ไม่ได้ขยับกายไปไหน ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวล่าเหยื่อจับจ้องไปที่เงาร่างของนางรำที่กำลังร่ายรำท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาเพียงเสี้ยวหนึ่ง “ความเมตตาเป็นสิ่งที่ข้าทิ้งไว้ในสมรภูมิรบไปนานแล้ว เจ้าก็รู้ดี รำเพย... ในวังหลังแห่งนี้ ใครคือมิตร ใครคือศัตรู หรือใครคือวิญญาณที่ยังคงอาฆาต ข้าแยกแยะได้ชัดเจนกว่าใคร” ท่วงทำนองการร่ายรำเริ่มเร่งเร้า รำเพยพลิ้วกายราวนกกระเรียนที่กำลังฝ่าพายุ นางจงใจเปิดช่องโหว่ทางจิตวิญญาณ ปล่อยให้พลังงานมืดมิดในสถานที่แห่งนี้ไหลเข้าสู่กายตน นี่คือการเดิมพันด้วยชีวิต—วิญญาณอาถรรพ์ที่สิงสู่อยู่ในตำหนักนี้มีความแค้นที่ฝังลึกเกินกว่าจะปลดปล่อยด้วยคำสวด มันต้องการ ‘ตัวแทน’ ที่จะรับภาระแห่งความตายไปแทนมัน ทันใดนั้น อุณหภูมิรอบศาลาก็ลดต่ำลงจนไอเย็นจัดเกาะตัวตามโขดหิน ผิวน้ำที่เคยนิ่งสงบพลันเกิดระลอกคลื่นสั่นไหวอย่างรุนแรง ทั้งที่ไม่มีสายลมพัดผ่าน รำเพยสัมผัสได้ถึงไอเย็นเยียบที่แผ่ซ่านเข้ามาทางแผ่นหลัง มือที่วาดลวดลายกลางอากาศของนางชะงักงันไปครู่หนึ่ง เงามืดที่เคยอยู่ใต้พุ่มไม้บัดนี้หลุดลอยออกมา มันไม่ได้มีรูปร่างชัดเจน หากแต่เป็นก้อนพลังงานสีดำทมิฬที่มีกลิ่นอายของเลือดและความแค้นที่อัดแน่นจนน่าสะอิดสะเอียน มันพุ่งตรงเข้ามาหารำเพยด้วยความเร็วที่เหนือธรรมชาติ! “ตอนนี้ล่ะ!” รำเพยตะโกนก้อง เสียงของนางกังวานไปทั่วบริเวณ หลี่จวินอ๋องดีดตัวขึ้นจากที่นั่ง ดาบเหล็กกล้าที่อาบด้วยเลือดนกยูงในมือของเขาเปล่งประกายสีแดงฉานยามเมื่อปะทะกับไอเย็นของวิญญาณร้าย เขาไม่ได้พุ่งไปที่วิญญาณโดยตรง แต่กลับตวัดดาบวาดเป็นวงกลมล้อมรอบตัวรำเพย กักขังนางไว้ในเขตอาคมแห่งเลือด วิญญาณร้ายกรีดร้องด้วยเสียงที่แหลมสูงเสียดแทงแก้วหู มันปะทะเข้ากับกำแพงอาคมจนเกิดประกายไฟสีเขียวหม่น รำเพยทรุดตัวลงคุกเข่าบนพื้นหิน ใบหน้าของนางซีดเผือด แต่สายตายังคงเด็ดเดี่ยว นางหยิบปิ่นปักผมเงินแท้ออกมาแล้วกรีดลงบนปลายนิ้ว เลือดสดๆ หยดลงบนพื้นหินที่สลักยันต์ไว้ “ด้วยสายเลือดที่ไหลเวียน และพันธสัญญาที่ถูกลืม ข้าขอทวงคืนความยุติธรรมให้แก่ดวงวิญญาณที่ถูกกักขัง จงเผยร่างจริงของเจ้าออกมา!” วินาทีนั้นเอง เงาทมิฬพลันเปลี่ยนสภาพเป็นร่างสตรีในชุดนางในวังที่ขาดวิรุ่ย ใบหน้าของนางบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น ดวงตาสองข้างกลายเป็นหลุมลึกที่ไร้แววตา มันพุ่งเข้าหารำเพยหมายจะหักคอ แต่ดาบของหลี่จวินอ๋องกลับขวางไว้ทันท่วงที แรงปะทะทำให้พื้นศาลาร้าวรานไปทั่ว “เจ้าไม่ใช่แค่วิญญาณเฝ้าสมบัติ” หลี่จวินอ๋องเอ่ยด้วยเสียงเหี้ยมเกรียม “เจ้าคือชิ้นส่วนหนึ่งของแผนการที่พี่ชายข้าทิ้งไว้เพื่อทำลายข้าจากภายในสินะ!” วิญญาณร้ายหัวเราะเสียงแหลมสนั่นหวั่นไหว ก่อนที่ร่างของมันจะสลายตัวไปชั่วคราวและปรากฏขึ้นใหม่ซ้อนทับกับร่างของรำเพยที่กำลังอ่อนแรง นางเริ่มมีอาการชักเกร็ง ดวงตาของนางเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทและเอ่ยออกมาด้วยเสียงที่แหบพร่าและเย็นเยียบ “ท่านอ๋อง... ท่านคิดว่าท่านเป็นผู้คุมเกมงั้นหรือ? ท่านเข้าใจผิดไปถนัดนัก... ผู้ที่สั่งการข้าไม่ใช่พี่ชายของท่าน แต่เป็นคนที่ท่านไว้ใจที่สุดในเรือนหลังนี้ต่างหาก” รำเพยกระตุกกายแรงก่อนจะล้มฟุบลงไปกับพื้น หลี่จวินอ๋องรีบเข้าไปประคองนางไว้ในอ้อมแขน ในขณะที่อากาศรอบกายเริ่มบิดเบี้ยว และเสียงฝีเท้าของผู้มาใหม่ก็ดังแทรกเข้ามาในความเงียบนั้น เสียงฝีเท้าที่แสนคุ้นเคย... เสียงเครื่องประดับหยกกระทบกันยามเดินที่หยุดลงตรงหน้าศาลา “ท่านอ๋อง ดูเหมือนท่านจะตื่นเต้นเกินไปหน่อยนะครับ” น้ำเสียงเรียบเรื่อยที่ฟังดูสุภาพทว่าแฝงความนัยร้ายกาจดังขึ้นจากมุมมืด หลี่จวินอ๋องเงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาที่เย็นชาดุจน้ำแข็ง ก่อนที่ความตื่นตะลึงจะฉายชัดบนใบหน้า เมื่อเห็นว่าใครคือคนที่ก้าวออกมาจากเงามืดนั้นพร้อมกับพัดในมือที่ยังคงความสง่างามไว้อย่างสมบูรณ์ นั่นคือคนสนิทที่เขาเชื่อใจที่สุด... และในมือของอีกฝ่าย ยังมีพระราชโองการลับที่ประทับตราครั่งสีเลือดสดใสถือไว้อยู่! ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามากับศาลาริมน้ำโบราณในบทนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิญญาณอาถรรพ์ชิงบัลลังก์เลือดท่ามกลางศาลาวังหลัง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%