"หากใต้เท้ายังคงสาวลึกลงไปในบันทึกกองอัคคีภัยเมื่อสิบปีก่อน เกรงว่าคราบเขม่าควันเหล่านั้น จะมิได้แปดเปื้อนเพียงแค่ผนังตำหนักอัศนี... แต่อาจจะย้อมโลหิตบนฉลองพระองค์ของไทเฮาจนหมดสิ้น"
สำเนียงแผ่วเบาที่ลอยละล่องปะปนกับกลิ่นควันธูปการบูรในห้องทรงอักษร มืดทึบ มิได้ทำให้หลี่จวินอ๋องทรงกริ้วดั่งที่มหาเล็กหน้าห้องหวาดหวั่น พระองค์เพียงแต่ชะลอปลายนقิ๋วที่กำลังจรดพู่กันขนหมาป่าลงบนกระดาษซวนจื่อ หมึกสีดำสนิทหยดหนึ่งร่วงหล่นลงกลางตัวอักษร 'ความลับ' จนแผ่ขยายวงกว้างราวกับรอยเลือดที่ถูกซับไว้ด้วยความเงียบงัน
รำเพยในอาภรณ์สีขาวปนเทาหม่น ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังเงาสลัวของฉากกั้นลายปักนกกระเรียน ไร้ซึ่งลมหายใจ ทว่าทุกอณูสัมผัสของวิญญาณนางกลับรับรู้ได้ถึงคลื่นพลังความกดดันอันเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้กุมอำนาจครึ่งค่อนแผ่นดิน ผู้นี้คือหลี่จวินอ๋อง ผู้ที่ราษฎร์ต่างขนานนามว่า 'พญายมแห่งวังหลัง' ผู้ซึ่งซ่อนคมเขี้ยวไว้ใต้รอยยิ้มราวน้ำแข็งสลาย
"เจ้ากล้าดียังไง ถึงได้นำเรื่องในอดีตที่ถูกฝังกลบด้วยพระราชโองการตราตั้ง มาพูดพล่อยๆ ต่อหน้าเราเช่นนี้" สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอื้อนเอ่ยโดยไม่แม้แต่จะชายตามองนาง ดวงเนตรคมกริบยังคงจดจ้องอยู่กับรายงานลับจากกองทัพชายแดนที่เพิ่งมาถึง
"หม่อมฉันมิได้พูดพล่อยๆ เพคะ... แต่หม่อมฉันเพียงแต่ 'มองเห็น' สิ่งที่ใต้เท้าทรงจงใจมองข้าม" รำเพยขยับกายเข้าใกล้เบื้องหลังพระองค์อีกคืบ กลิ่นอายความเย็นเยือกของวิญญาณทำให้เปลวเทียนวับแวมวูบไหว "ดวงวิญญาณนับสิบที่ถูกกักขังไว้ ณ ตำหนักร้างหลังสระบัวหลวง มิได้ร่ำไห้เพราะความหนาวเหน็บของฤดูเหมันต์ แต่พวกนางร่ำไห้เพราะความอัปยศที่แม้แต่ความตายก็ยังไม่สามารถลบเลือนชื่อออกจากบัญชีสนมผู้ถวายตัว"
หลี่จวินอ๋องวางพู่กันลงช้าๆ เสียงกระทบของด้ามหยกกับแท่นหมึกดังกังวานบาดแก้วหู พระองค์ทรงผุดลุกขึ้นเต็มความสูง ร่างกำยำภายใต้ฉลองพระองค์สีน้ำเงินเข้มปักลายมังกรห้ากรงเล็บหันกลับมาประจันหน้ากับร่างโปร่งแสงของนาง แววพระเนตรวับวววโรจน์ด้วยประกายไฟแห่งความระแวงสงสัยที่ซ่อนเร้นมาเนิ่นนาน พระองค์ยื่นพระหัตถ์ออกไป หมายจะคว้าข้อมือเรียวบางนั้น แม้จะรู้ดีว่าเป็นเพียงไอหมอกก็ตามที
"รำเพย... เจ้าเป็นใครกันแน่ เหตุใดจึงล่วงรู้ความลับที่แม้แต่เงาของข้ายังไม่กล้าเหยียบย่างไปถึง"
"หากใต้เท้าทรงปรารถนาจะไขปริศนาการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของพระสนมเอกทั้งสามพระองค์เมื่อสามปีก่อน... โปรดเสด็จตามหม่อมฉันมา ณ บัดนี้เถอะเพคะ"
ราตรีนี้ ไร้ซึ่งแสงจันทร์นำทาง มีเพียงคบเพลิงในมือของมหาเล็กที่สั่นเทาตามแรงลมหนาว ทั้งสองก้าวล่วงลึกเข้าสู่เขาวงกตหลังตำหนักใน จุดสิ้นสุดของทางเดินลับที่ซ่อนอยู่หลังชั้นหนังสือโบราณไม่ใช่ห้องสมุด หรือห้องพระ บานประตูไม้สักทองหนาเตอะที่ถูกลงกลอนด้วยยันต์อักขระโบราณและโซ่เหล็กขึ้นสนิม ปรากฏแก่สายตา
หลี่จวินอ๋องทรงใช้พระกระบี่ประจำพระองค์ฟันโซ่ตรวนเหล่านั้นจนขาดสะบั้นด้วยพละกำลังอันมหาศาล กลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นคาวเลือดเก่าเก็บนับสิบปีทะลักออกมาปะทะพระพักตร์ทันทีที่บานประตูถูกผลักเปิดออก
แสงจากคบเพลิงส่องกระทบเข้ากับความจริงอันน่าสะพรึงกลัว ภายในห้องลับใต้ดินกว้างขวางตระการตา เต็มไปด้วยโลงศพไม้จันทน์หอมเรียงรายเป็นระเบียบ ทว่าสิ่งที่ทำให้พระองค์ต้องทรงผงถอยหลังด้วยความตกพระทัย คือฝาโลงแต่ละโลงไม่ได้ปิดสนิท หากแต่ถูกงัดแงะจาก 'ด้านใน' และรอยข่วนลึกบนเนื้อไม้ก็บอกเล่าเรื่องราวความเจ็บปวดทรมานของการถูกฝังทั้งเป็น
"นี่มัน... เรื่องบ้าอะไรกัน!" หลี่จวินอ๋องทรงอุทานออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี สุ้มเสียงที่เคยเยือกเย็นสั่นพร่าเล็กน้อยเมื่อทอดพระเนตรเห็นร่างของสตรีในชุดนางงิ้วและอาภรณ์ชาววังชั้นสูงหลายสิบร่าง ที่ยังคงสภาพแห้งกรังราวกับมัมมี่ แต่ดวงตาทุกคู่กลับเบิกโพลงด้วยความอาฆาตมาดร้าย ราวกับกำลังจ้องมองผู้มาเยือนเพื่อรอเวลาทวงแค้น
รำเพยยืนอยู่ท่ามกลางหมู่โลงศพเหล่านั้น ใบหน้างดงามฉายแววสลดหดหู่ นางหันกลับมามองพระองค์ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหมายลึกซึ้ง
"พวกนางไม่ได้ตายเพราะโรคระบาด... และไม่ได้ปลิดชีพตนเองตามราชประเพณีอย่างที่ราชสำนักประกาศออกไปเพคะใต้เท้า" รำเพยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย "แต่พวกนางถูกสังหารด้วยฝีมือของ 'คนคนเดียวกัน' กับผู้ที่กำลังวางยาพิษในถ้วยชาของใต้เท้าทุกค่ำคืนนี้"
ฉับพลันนั้น ลมพายุประหลาดก็พัดกรรโชกเข้ามาในห้องใต้ดินจนเปลวเพลิงจากคบเพลิงดับวูบลงสนิท ความมืดมิดเข้าปกคลุม ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะเยาะเย้ยอันโหยหวนที่ดังสะท้อนก้องมาจากทุกทิศทุกทาง พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนกำลังก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่หน้าทางเข้าห้องลับ พร้อมกับแสงสว่างจากคบเพลิงชุดใหม่ที่สาดส่องเข้ามา
เงาร่างของสตรีผู้หนึ่งในชุดคลุมสีทองปักลายหงส์เหิน ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าพระพักตร์ของหลี่จวินอ๋อง รอยยิ้มเยือกเย็นบนใบหน้านั้นทำให้พระองค์ต้องทรงตระหนักได้ทันทีว่า... ความลับที่ถูกซ่อนไว้ หาได้มีเพียงแค่ศพเหล่านี้เท่านั้น
"ลูกแม่... เจ้าช่างขยันหาเรื่องใส่ตัวเสียจริงนะ" สุ้มเสียงอันคุ้นเคยเอื้อนเอ่ย พร้อมกับกระบี่ในมือของไทเฮาที่ถูกชักออกจากฝักอย่างรวดเร็ว ปลายคมกระบี่จ่อตรงไปยังพระurของบุตรชายแท้ๆ ของพระนางเอง ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของหลี่จวินอ๋องและร่างโปร่งแสงของรำเพยที่ยืนอยู่เบื้องหลัง
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามากับศาลาริมน้ำโบราณในบทนี้ด้วยกันนะครับ
วิญญาณอาถรรพ์ชิงบัลลังก์เลือดท่ามกลางศาลาวังหลัง•ตอนที่ 15
ความลับของตำหนักใน
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิญญาณอาถรรพ์ชิงบัลลังก์เลือดท่ามกลางศาลาวังหลัง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!