วิญญาณอาถรรพ์ชิงบัลลังก์เลือดท่ามกลางศาลาวังหลัง•ตอนที่ 14

แผนซ้อนแผนที่ไร้เสียง

ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
“เจ้าคิดว่ากำแพงวังหลวงที่สูงตระหง่านและป้อมปราการอันแน่นหนา จะกักขังดวงวิญญาณผู้มีเวทนาได้จริงหรือ ท่านอ๋อง?” เสียงกระซิบแผ่วเบาดุจไอเย็นของน้ำค้างยามราตรีดังขึ้น ท่ามกลางความมืดมิดในห้องบรรทมส่วนพระองค์ หลี่จวินอ๋องมิได้หันไปมองสตรีผู้ยืนอยู่เบื้องหลัง ทว่ามือที่ถือม้วนคัมภีร์ยุทธศาสตร์ถึงกับชะงัก พระเนตรคมกริบดั่งใบมีดหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะวางคัมภีร์ลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอมอย่างแช่มช้า “รำเพย... เจ้ากำลังเล่นกับไฟที่อาจแผดเผาแม้กระทั่งวิญญาณของเจ้าเอง” หลี่จวินอ๋องตรัสด้วยสุรเสียงทุ้มต่ำแต่เปี่ยมไปด้วยอำนาจ พระองค์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาของร่างสูงใหญ่ทาบทับลงบนร่างระหงของนาง “ในวังหลวงแห่งนี้ กฎเกณฑ์มิได้เขียนด้วยน้ำหมึก แต่มันเขียนด้วยเลือดและหยาดน้ำตา หากเจ้าคิดจะใช้พวก ‘ผู้อาศัยในเงามืด’ เป็นหมากในกระดานของเจ้า จงจำไว้ว่าหมากที่ไร้ตัวตน ย่อมถูกกวาดทิ้งได้ง่ายที่สุด” รำเพยคลี่ยิ้มบาง ทว่าในแววตาของนางกลับมีความลึกซึ้งดั่งบึงน้ำโบราณที่ก้นบึ้งมีแต่ความมืดมิด “ข้ามิได้นำพาสิ่งใดมานอกจากดวงวิญญาณของผู้ที่เคยถูกลืมเลือน พวกเขาคือข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์ที่สุด พวกเขาเห็นสิ่งที่สายลับของท่านมองข้าม ได้ยินเสียงกระซิบของสนมที่กำลังวางยาพิษในถ้วยชา และสัมผัสได้ถึงไอสังหารที่ซ่อนอยู่ในรอยยิ้มของเหล่าขันที” นางขยับกายเข้าไปใกล้ กลิ่นหอมจางๆ ของดอกมะลิที่อบอวลอยู่รอบตัวนางในยามปกติบัดนี้กลับเจือกลิ่นอายดินชื้นและกลิ่นหอมแรงของธูปที่เผาไหม้ไม่หมดสิ้น “เมื่อคืนนี้ ณ ตำหนักหลังวัง ขันทีคนสนิทของฮองเฮาได้ซ่อนม้วนกระดาษลับไว้ใต้กระเบื้องปูพื้น... ท่านอ๋องอยากทราบหรือไม่ว่า ใครคือผู้ร่วมลงนามในแผนลอบสังหารพระองค์?” หลี่จวินอ๋องหมุนตัวกลับมา สายตาสองคู่ประสานกัน ความเยือกเย็นในดวงตาของท่านอ๋องสั่นไหวเพียงชั่วครู่ก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวราวกับกำแพงเหล็ก “เจ้ากล้าใช้ผีเรือนไทยที่อาฆาตแรงกล้า เข้าไปแฝงตัวในสถานที่ที่เต็มไปด้วยยันต์อาคมของหลวงจีนเฒ่านั่นเชียวหรือ?” “ยันต์เหล่านั้นกักขังได้เพียงกายเนื้อ แต่ไม่อาจกักขัง ‘ความทรงจำ’ และ ‘ความแค้น’ ที่ฝังรากลึกในโครงสร้างของตำหนักไม้โบราณได้หรอกครับ” รำเพยตอบพลางปรายตามองไปยังมุมมืดของห้อง มุมที่ดูเหมือนจะมีเงาตะคุ่มๆ เคลื่อนไหวอย่างผิดธรรมชาติ “ข้าเพียงแต่ชี้นำ... ให้พวกเขากลับไปทวงถามความยุติธรรมในที่ที่พวกเขาจากมา” หลี่จวินอ๋องแค่นหัวเราะในลำคอ “แผนซ้อนแผนที่ไร้เสียงสินะ หากข้าจัดการฮองเฮาด้วยข้อมูลจากวิญญาณเหล่านี้ ใครเล่าจะกล้าสงสัยว่าข้ามีแหล่งข่าวมาจากไหน” “ถูกต้องครับ ท่านอ๋อง” รำเพยผ่อนลมหายใจ “แต่การใช้พวกเขาไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขากระหายการปลดปล่อย ข้าต้องแลกด้วยสิ่งของที่พวกเขารัก เพื่อให้พวกเขายอมเป็นหูเป็นตาให้ข้าตลอดกาล” ทันใดนั้น บรรยากาศภายในห้องก็เปลี่ยนไป อุณหภูมิโดยรอบลดต่ำลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว เสียงฝีเท้าเบาหวิวราวกับคนไร้น้ำหนักดังขึ้นจากโถงทางเดินข้างห้องบรรทม ทั้งสองหยุดสนทนา สายตาจับจ้องไปที่ประตูไม้แกะสลักที่ปิดสนิท “มีคนมา” หลี่จวินอ๋องกระซิบพลางเลื่อนมือไปแตะด้ามดาบประจำพระองค์ บานประตูค่อยๆ เปิดออกเองโดยไม่มีใครสัมผัส กลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยมาปะทะจมูก ร่างของขันทีน้อยผู้หนึ่งยืนนิ่งอยู่หน้าประตู ดวงตาของเขาเบิกโพลงไร้แวว ร่างกายซีดเผือดราวกับศพที่จมน้ำมานานหลายวัน ในมือของเขามีม้วนจดหมายฉบับหนึ่งที่เปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำค้างยามราตรี เขาปล่อยให้ม้วนจดหมายนั้นร่วงลงบนพื้น ก่อนจะทรุดกายลงและเลือนหายไปราวกับควันไฟในอากาศ หลี่จวินอ๋องก้าวเข้าไปหยิบม้วนจดหมายนั้นขึ้นมาด้วยท่าทีระแวดระวัง เมื่อคลี่ออกอ่าน พระพักตร์ที่เคยนิ่งเฉยกลับเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและเต็มไปด้วยประกายแห่งโทสะ “นี่คือตราประทับของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ข้าไว้ใจที่สุด...” หลี่จวินอ๋องเอ่ยเสียงต่ำจนน่าขนลุก “พวกเขาลงนามร่วมกับศัตรูเพื่อลอบสังหารข้าในงานเทศกาลล่าสัตว์วันพรุ่งนี้” รำเพยเดินเข้ามาข้างๆ ดวงตาของนางวาวโรจน์ด้วยความแค้นที่สั่งสมมานับร้อยปี “ดูเหมือนว่าหมากตัวนี้จะเล่นใหญ่เกินไปนะครับท่านอ๋อง หากท่านต้องการให้ข้าส่ง ‘วิญญาณ’ ไปเยี่ยมเยียนพวกเขาในคืนนี้ เพื่อให้คนเหล่านั้นสารภาพออกมาเองก่อนถึงเวลาล่าสัตว์ ก็เพียงแค่เอ่ยปากเท่านั้น” ท่านอ๋องนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองรำเพยด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป มันมิใช่เพียงความหวาดระแวง แต่เป็นความชื่นชมในความกล้าและสติปัญญาที่น่าสะพรึงกลัวของหญิงสาวตรงหน้า พระองค์ขยับเข้าไปใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจของนาง “หากข้าบอกว่าต้องการให้คนพวกนั้นตายโดยไม่รู้ตัวว่าใครเป็นคนฆ่า เจ้าทำได้หรือไม่?” รำเพยยิ้มหยัน “สำหรับพวกเขา ความตายเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการจองจำในขุมนรกที่ข้าสร้างขึ้น... ท่านอ๋อง เพียงแค่พระองค์วางถ้วยชานี้ลง แล้วหลับตาลงสักพัก เมื่อลืมตาขึ้น ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปตามที่พระองค์ปรารถนา” นางยื่นมือออกไปประคองถ้วยชาอุ่นบนโต๊ะ ทว่าในจังหวะนั้นเอง เสียงเคาะประตูสามครั้งดังขึ้นอย่างเร่งรีบ ตามด้วยเสียงของขันทีคนสนิทที่หน้าห้องด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ฝ่าบาท! ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว... ในตำหนักพระมเหสี มีคนพบศพขุนนางที่ร่วมวางแผน... สภาพศพของเขา... ราวกับถูกใครบางคนบีบคอจนกระดูกแหลกละเอียด ทั้งที่ห้องนั้นปิดตายจากด้านใน!” หลี่จวินอ๋องชะงัก รำเพยหันไปมองหน้าท่านอ๋องด้วยสายตาที่ท้าทาย ทั้งสองสบตากันในความเงียบที่กดดันที่สุด ก่อนที่รำเพยจะค่อยๆ หยิบม้วนจดหมายอีกฉบับหนึ่งที่โผล่ออกมาจากชายเสื้อของนางเอง... มันเป็นจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของท่านอ๋องเอง แต่ท่านอ๋องไม่เคยเขียนมันขึ้นมาเลย! “ท่านอ๋องครับ... ดูเหมือนว่าไม่ใช่แค่ข้าที่กำลังเล่นเกมนี้อยู่” รำเพยกระซิบชิดใบหู “แต่มีใครบางคนในวังหลวงนี้ กำลังใช้มือของข้า... สังหารคนของท่านทีละคน” ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามากับศาลาริมน้ำโบราณในบทนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิญญาณอาถรรพ์ชิงบัลลังก์เลือดท่ามกลางศาลาวังหลัง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%