กลิ่นคาวสนิมจางๆ ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ ตัดกับกลิ่นหอมของกำยานราคาแพงที่อบอวลอยู่ในตำหนักพระชายาเอก รำเพยยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าสตรีผู้สูงศักดิ์ กลิ่นอายของความตายที่พุ่งตรงมาจากจอกกระเบื้องเคลือบสีขาวนวลนั้นชัดเจนเกินกว่าที่วิญญาณนางรำเช่นนางจะเพิกเฉยได้
“ข้ามิได้รีบร้อนถึงเพียงนั้นหรอกเพคะ พระชายา” รำเพยเอ่ยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแววตากลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่กร้านโลกของอีกฝ่าย “ยาถอนพิษที่ท่านปรุงเองกับมือ... เกรงว่าฤทธิ์ของมันจะมิได้มีไว้เพื่อถอนพิษ แต่มุ่งหมายให้ชีวิตดับสูญสิ้นไปนับแต่วินาทีที่แตะสัมผัสริมฝีปาก”
พระชายาเอกหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะดั่งเข็มพิษที่ปักลงบนความเงียบงันของห้องโถง “เจ้าช่างเป็นนางรำที่มีสติปัญญาน่าชื่นชมจริงๆ รำเพย... น่าเสียดายที่ในวังหลังแห่งนี้ ความเฉลียวฉลาดมักเป็นภัยต่อเจ้าของมากกว่าลาภยศ”
บรรยากาศรอบกายเริ่มแปรเปลี่ยน ไอเย็นเยียบจากวิญญาณอาฆาตที่รำเพยสะสมไว้รอบตัวเริ่มสั่นไหว รำเพยไม่ได้ขยับกายหนี แต่นางกลับก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะไม้จันทน์หอมช้าๆ มือเรียวบางเอื้อมไปแตะขอบจอกเบาๆ จังหวะเดียวกันนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากหน้าประตู
หลี่จวินอ๋องก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าดวงตาดั่งพยัคฆ์ร้ายนั้นกราดมองเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยความกดดันที่ทำให้ข้ารับใช้ในห้องต้องก้มหน้าหลบสายตา
“ยาถอนพิษหรือ... พระชายา” น้ำเสียงของท่านอ๋องเย็นเยียบประดุจน้ำแข็งขั้วโลก “ช่างเป็นน้ำใจที่ประเสริฐยิ่งนัก แต่เหตุใดบรรยากาศในห้องนี้ถึงได้มีกลิ่นอายของ ‘ดอกซ่อนกลิ่นพิษ’ ปนเปอยู่ด้วยเล่า”
พระชายาเอกชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสร้งทำเป็นยิ้ม “ท่านอ๋อง... หม่อมฉันเพียงแค่กังวลเรื่องสุขภาพของแม่นางรำผู้นี้ เห็นนางดูซีดเซียวจึงนำมาให้ดื่มเพื่อบรรเทาอาการเท่านั้นเพคะ”
รำเพยขยับยิ้มที่มุมปาก นางรู้ดีว่านี่คือหมากที่พระชายาวางไว้เพื่อบีบให้หลี่จวินอ๋องเลือกระหว่าง 'อำนาจในเรือนหลัง' กับ 'นางรำในอาณัติ' นางจึงตัดสินใจกระทำการที่ไม่มีใครคาดคิด รำเพยคว้าจอกยานั้นขึ้นมาแล้วจรดริมฝีปากโดยไม่ลังเล ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของเหล่าข้ารับใช้
“หากพระชายามีเมตตาถึงเพียงนี้ รำเพยขอน้อมรับน้ำใจ...” รำเพยจิบยานั้นเพียงเล็กน้อย ก่อนจะวางจอกลงด้วยท่าทีสงบนิ่ง “แต่ขอประทานอภัยที่ต้องเรียนให้ทราบว่า ยาถอนพิษขนานนี้มีส่วนผสมของ ‘รากดินมรณะ’ มากเกินไปเสียหน่อย เกรงว่าพระชายาคงจำสลับกับตัวยาอื่นกระมังเพคะ”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ รำเพยไม่ได้เป็นอะไรเลยสักนิด เพราะวิญญาณนางรำเช่นนางไม่มีกายเนื้อให้พิษร้ายนั้นทำลายได้ แต่สิ่งที่ทำลายคือ 'ความลับ' ที่นางเพิ่งเปิดเผยต่อหน้าท่านอ๋อง
หลี่จวินอ๋องก้าวเข้ามาประชิดตัวรำเพย แววตาของเขาซับซ้อนเกินกว่าจะอ่านออก “เจ้ากล้ามาก” เขาพึมพำชิดใบหูนาง “กล้าเอาชีวิตมาล้อเล่นกับคนโง่เขลาที่ไร้ซึ่งหัวใจเช่นนี้”
“หม่อมฉันไม่ได้ล้อเล่นเพคะ ท่านอ๋อง” รำเพยกระซิบตอบ “หม่อมฉันเพียงแค่กำลังเริ่มบรรเลงเพลงรำบทใหม่... เพลงที่จะลากเอาความลับที่ซ่อนอยู่ในเงามืดของวังหลังออกมาให้แสงจันทร์ส่องถึง”
พระชายาเอกหน้าซีดเผือด นางถอยกรูดไปพิงผนังด้วยความหวาดหวั่น ก่อนจะเอ่ยเสียงสั่น “เจ้า... เจ้าไม่ใช่คน! เจ้าเป็นตัวอะไรกันแน่!”
ทว่าก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายไปมากกว่านี้ ขันทีคนสนิทของฮ่องเต้ก็รีบวิ่งหน้าตั้งเข้ามาในโถง ทุกคนหยุดนิ่งราวกับเวลาถูกแช่แข็ง ขันทีผู้นั้นคุกเข่าลงด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน “ถวายบังคมท่านอ๋อง... มีพระราชโองการลับส่งตรงจากเมืองหลวง ด่วนที่สุดพ่ะย่ะค่ะ!”
หลี่จวินอ๋องรับม้วนกระดาษสีเหลืองทองประทับตราครั่งสีชาดมาเปิดอ่าน สายตาของเขากวาดผ่านตัวอักษรอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันมามองรำเพยด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม... มันมีความกังวล ความสับสน และความเด็ดขาดแฝงอยู่
“เกิดอะไรขึ้นหรือเพคะ?” รำเพยถามเบาๆ
หลี่จวินอ๋องกำพระราชโองการในมือแน่นจนนิ้วซีดขาว “ฮ่องเต้ทรงพระประชวรหนัก และขุนนางกังฉินกำลังวางแผนยึดอำนาจในคืนนี้... พวกมันใช้ชื่อเจ้าเป็นเครื่องมือในการใส่ร้ายข้าว่าเป็นผู้ฝึกวิชาไสยศาสตร์เพื่อล้มราชบัลลังก์”
ในวินาทีนั้นเอง เสียงระฆังเตือนภัยจากหอคอยวังหลังก็ดังลั่นก้องกังวานไปทั่วอาณาบริเวณ พร้อมกับการปรากฏตัวของทหารรักษาพระองค์กลุ่มใหญ่ที่ล้อมตำหนักไว้จนมิดชิด แสงไฟจากคบเพลิงนับร้อยดวงสาดส่องเข้ามาในโถงมืดมิด เผยให้เห็นบุคคลที่ก้าวตามทหารเข้ามา... เขาคือชายผู้กุมอำนาจกองทัพฝ่ายตรงข้ามที่รำเพยเคยพบในนิมิตร้าย
เขายิ้มเหี้ยมเกรียมพร้อมชี้กระบี่มาที่รำเพย “จับตัวนางรำผู้นี้ไป! ส่วนท่านอ๋อง... ถึงเวลาที่ท่านต้องชดใช้ความผิดฐานกบฏต่อแผ่นดินแล้ว”
รำเพยประสานสายตากับหลี่จวินอ๋อง ทั้งคู่รู้ดีว่าหมากตานี้เดิมพันด้วยชีวิต แต่ในขณะที่ทหารกำลังจะพุ่งตัวเข้าใส่ รำเพยกลับหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะดั่งภูตผีที่ทำให้ทุกคนต้องชะงักงัน
นางเอื้อมมือไปคว้ามือของหลี่จวินอ๋องไว้แน่น ก่อนจะกระซิบเสียงเรียบที่ดังกังวานไปทั่วโถง “ท่านอ๋อง... หากคืนนี้ต้องมีเลือดหลั่งชโลมพื้นศาลาวังหลัง ข้าจะทำหน้าที่นางรำส่งวิญญาณให้พวกมันเอง... เตรียมตัวให้ดี เพราะพายุที่แท้จริงกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ณ บัดนี้”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามากับศาลาริมน้ำโบราณในบทนี้ด้วยกันนะครับ
วิญญาณอาถรรพ์ชิงบัลลังก์เลือดท่ามกลางศาลาวังหลัง•ตอนที่ 13
การเปลี่ยนแปรของพายุ
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิญญาณอาถรรพ์ชิงบัลลังก์เลือดท่ามกลางศาลาวังหลัง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!