กลิ่นคาวสนิมเหล็กเจือจางในอากาศยามราตรี มิใช่กลิ่นเลือดจากคมดาบในสนามรบ หากแต่เป็นกลิ่นอายอันเย็นยะเยือกของความตายที่เกาะกุมอยู่บนผิวเนื้อ
ทุกอย่างเงียบลง... เหลือเพียงเสียงหัวใจของท่านอ๋องที่เต้นระรัวราวกับกลองศึกยามพ่ายแพ้
หลี่จวินอ๋องทรงประทับนิ่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูงสลักลายมังกรทรงเครื่องโบราณ พระเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวราตรีทอดพระเนตรไปยังข้อมือขาวผ่องของสตรีตรงหน้า แสงคบเพลิงวับแวมจากนอกหน้าต่างสาดส่องกระทบให้เห็นรอยประทับสีแดงฉานบนผิวเนื้อเนียนละเอียด รอยนั้นมิใช่รอยฟกช้ำดำเขียวจากแรงบีบเค้น หากแต่มีรูปทรงคล้ายเส้นด้ายถักทอด้วยอักขระโบราณ วนรอบข้อมือราวกับเครื่องพันนาการจากยมโลก
"เจ้าซ่อนสิ่งใดไว้ใต้แขนเสื้อนั้นมาตลอด รำเพย"
พระสุระเสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบราดรดลงกลางความเงียบงัน พระองค์มิได้กริ้ว แต่ความเงียบงันที่แผ่ออกมาจากพระวรกายนั้นกลับกดดันจนแม้แต่อากาศก็คล้ายจะหยุดนิ่ง รำเพยช้อนสายตาขึ้นสบพระพักตร์ นางมิได้สะดุ้งสะเทือนหรือแสดงอาการหวาดกลัวสมดังเช่นสตรีสามัญทั่วไป นางเพียงแต่แย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่งดงามทว่าแฝงไว้ด้วยความเศร้าสร้อยล้ำลึกราวกับบุปผาที่บานท่ามกลางสุสาน
"หม่อมฉันมิได้ซ่อนสิ่งใดเพคะ... นอกจากชะตากรรมที่สวรรค์ขีดเส้นไว้ให้เราทั้งคู่" รำเพยทูลตอบ น้ำเสียงของนางราบเรียบแต่มั่นคงดั่งหินผา นางยกข้อมือข้างนั้นขึ้นสูงขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้แสงไฟอาบไล้รอยประทับเด่นชัดขึ้น "ท่านอ๋องทรงสัมผัสได้หรือไม่เพคะ? ทุกคราที่ยามวิกาลมาเยือน รอยนี่จะร้อนรุ่มราวกับถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิงจากขุมนรก... เพราะมันคือเครื่องหมายที่เชื่อมโยงวิญญาณของหม่อมฉันเข้ากับพระองค์ มิใช่ในฐานะนายกับบ่าว หรือเชลยกับผู้พิชิต หากแต่เป็นด้ายแดงแห่งอาถรรพ์ที่ตัดไม่ขาด"
หลี่จวินอ๋องทรงขยับพระองค์เล็กน้อย พระหัตถ์หนาเอื้อมออกไปหมายจะแตะต้องรอยประทับนั้น ทว่าทันทีที่ปลายนิ้วพระองค์เฉียดเข้าใกล้ รอยประทับบนข้อมืองามก็พลันเปล่งแสงเรืองรองสีเลือดออกมาวูบหนึ่ง พร้อมกับกระแสลมเย็นจัดที่พัดว่อนเข้ามาในห้องจนเปลวเทียนไหววูบเกือบดับ
พระองค์ทรงชะงัก พระเนตรหรี่ลงด้วยความตื่นตะลึงระคนหวาดระแวงตลอดชีวิตที่ผ่านมา หลี่จวินอ๋องทรงเชื่อมั่นในอำนาจ ดาบ และสติปัญญาของพระองค์เอง พระองค์ไม่เคยเชื่อเรื่องงดงามเหลวไหลอย่าง "ด้ายแดงแห่งโชคชะตา" หรือคำสาปข้ามภพชาติ แต่ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องพระพักตร์ในยามนี้กลับสั่นคลอนความเชื่อมั่นทั้งหมดลงอย่างราบคาบ
"เหลวไหล!" หลี่จวินอ๋องตรัสคόดเข้ม พระหัตถ์กระชากกลับมาประสานกันไว้ที่ตัก "โลกนี้ไม่มีเรื่องวิญญาณหรือคำสาปใดๆ มีแต่คนโง่ที่งมงายและคนฉลาดที่ใช้ประโยชน์จากความงมงายนั้น รอยนี่อาจเป็นแค่พิษชนิดหนึ่งที่พวกสายลับแคว้นหลีใช้ลอบสังหารข้า"
"ท่านอ๋องทรงหลอกผู้อื่นได้... แต่ทรงหลอกพระองค์เองไม่ได้หรอกเพคะ" รำเพยหัวسาะเบาๆ น้ำเสียงของนางเจือความเย้ยหยันอันน่าเอ็นดู "หากนี่คือพิษ เหตุใดหม่อมฉันจึงเป็นผู้เจ็บปวดทรมานยามที่พระองค์ทรงบาดเจ็บจากสนามรบเล่า? คืนที่ท่านถูกธอาคมอาบยาพิษที่หัวเมืองเหนือ ข้อมือของหม่อมฉันก็แทบจะไหม้เกรียมจนหลุดลุ่ย... พระองค์ทรงจำได้หรือไม่เพคะ?"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางพระKarn ของหลี่จวินอ๋อง พระองค์ทรงนิ่งค้าง เหตุการณ์ในคืนนั้นเป็นความลับสุดยอด มีเพียงแม่ทัพคู่ใจไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ว่าพระองค์ทรงได้รับบาดเจ็บสาหัสเพียงใด เหตุใด... สตรีผู้นี้จึงล่วงรู้ถึงความลับที่ถูกเก็บงำไว้ใต้เกราะเหล็กได้?
ความตึงเครียดภายในห้องสี่เหลี่ยมหอมกรุ่นกลิ่นกำยานแปรเปลี่ยนเป็นความอึดอัดระทึกขวัญ หลี่จวินอ๋องทรงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พระวรกายกำยำก้าวเข้ามาประชิดตัวนาง รัศมีแห่งผู้กุมอำนาจแผ่ซ่านจนน่าหวาดหวั่น พระองค์โน้มพระพักตร์ลงมาต่ำ จนพระนาสิกแทบจะชนกับปลายจมูกรั้นของนาง ดวงตาคมกราบคู่นั้นจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตานางเพื่อค้นหาพิรุธ
"เจ้าเป็นใครกันแน่... รำเพย?" สุระเสียงกระซิบพร่าต่ำชิดริมฝีปากนาง "เจ้าคือสายลับที่ถูกส่งมา หรือเจ้าคือผีร้ายที่สิงสู่อยู่ในร่างนี้เพื่อรอวันทวงแค้น?"
"หม่อมฉันเป็นใคร... คงไม่สำคัญเท่ากับว่า บัดนี้ศัตรูที่แท้จริงกำลังเดินหมากเข้ามาใกล้ตัวท่านทุกทีแล้วเพคะ" รำเพยหาได้ถอยหนี นางเงยหน้าขึ้นสบพระพักตร์พระองค์อย่างไร้ความหวาดกลัว กลิ่นกายหอมเย็นประหลาดคล้ายดอกบัวสายน้ำยาวยามค่ำคืนโชยเข้าจมูกหลี่จวินอ๋อง ดึงดูดสติสัมปชัญญะของพระองค์ให้เคลิบเคลิ้มไปชั่วขณะ
ก่อนที่หลี่จวินอ๋องจะได้ตรัสสิ่งใดต่อ เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอย่างร้อนรนจากภายนอกตำหนัก
"ทูลท่านอ๋อง!" เสียงขันทีรับใช้คนสนิทดังลอดเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก "เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ! ราชรถจากตำหนักใน... พระราชโองการด่วนจากไทเฮา สั่งให้ควบคุมตัวนางรำรำเพยเข้าสู่คุกหลวงทันทีข้อหาต้องคำสาปมารศาสนา!"
หลี่จวินอ๋องทรงผละพระพักตร์ออกจากรำเพยช้าๆ พระเนตรวาวโรจน์ด้วยโทสะที่ถูกจุดขึ้นอย่างเงียบงัน พระองค์ยังไม่ทันได้สะสางความลับเรื่องด้ายแดงนี้ ไทเฮากลับเคลื่อนไหวตัดหน้าเสียก่อน
ทว่า ในจังหวะที่หลี่จวินอ๋องกำลังจะหันไปสั่งการให้องครักษ์ขับไล่คนของไทเฮาออกไปนั้นเอง ประตูห้องก็ถูกถีบเปิดผางออกอย่างไร้มารยาท
ร่างระหงในชุดคลุมผ้าแพรปักลายหงส์ทองของพระชายาเอกก้าวเข้ามา พร้อมกับรอยยิ้มเยือกเย็นที่มุมปาก ในมือของนางถือถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวบริสุทธิ์ที่มีควันสีดำจางๆ ลอยกรุ่นขึ้นมา
"ไม่ต้องลำบากท่านอ๋องหรอกเพคะ..." พระชายาเอกกล่าวด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อย แต่แววตากลับคมกริบดั่งใบมีด "หม่อมฉันนำ 'ยาถอนพิษ' มาให้แม่นางรำผู้นี้ดื่มส่งวิญญาณด้วยตนเองแล้ว..."
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาไปกับศาลาริมน้ำโบราณนะครับ
วิญญาณอาถรรพ์ชิงบัลลังก์เลือดท่ามกลางศาลาวังหลัง•ตอนที่ 12
รอยประทับบนข้อมือ
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิญญาณอาถรรพ์ชิงบัลลังก์เลือดท่ามกลางศาลาวังหลัง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!