วิญญาณอาถรรพ์ชิงบัลลังก์เลือดท่ามกลางศาลาวังหลัง•ตอนที่ 11

เลือดที่เปื้อนผ้าไหม

ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
จอกชาเคลือบศิลาอ่อนสั่นไหวเล็กน้อยในพระหัตถ์ของหลี่จวินอ๋อง เมื่อรำเพยเอ่ยวาจาสั้นๆ เพียงไม่กี่คำ แต่มันกลับหนักอึ้งดุจขุนเขาที่ถล่มลงมาทับกลางหัวใจของความเงียบงันภายในตำหนักบรรทม ความเย็นเยียบจากสายลมภายนอกที่พัดผ่านรอยแยกของบานหน้าต่างไม้แกะสลักดูจะกลายเป็นความหนาวเหน็บที่หยั่งรากลึกลงไปในกระดูก “เศษเถ้ากระดูก... เจ้าแน่ใจหรือ รำเพย?” หลี่จวินอ๋องตรัสถามด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ หากทว่าแววตาคมกริบดุจพยัคฆ์ยามล่าเหยื่อนั้นกลับไหววูบ เขาไม่ได้วางจอกชาลง แต่กลับจ้องมองของเหลวสีเข้มในนั้นด้วยสายตาที่วิเคราะห์เจาะลึก รำเพยในชุดผ้าไหมแพรต่วนสีดอกท้อที่ดูซีดจางลงไปบ้างตามกาลเวลาของวิญญาณนางรำ ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังเงาของเสาไม้สักทอง ดวงตาของนางไม่ได้มองที่พระพักตร์ท่านอ๋อง แต่มองทะลุผ่านพื้นตำหนักลงไปราวกับกำลังมองเห็นร่องรอยของเลือดที่ฝังรากลึกอยู่ใต้ผืนพรม “ท่านอ๋องเพคะ มิใช่เพียงแค่เถ้ากระดูก แต่มันคือน้ำตาที่ถูกเคี่ยวกรำด้วยความแค้นสิบปี” นางกล่าวเสียงเบาหวิวแต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ “เมื่อสิบปีก่อน ณ ตำหนักแห่งนี้ พระสนมหลินไม่ได้สิ้นพระชนม์ด้วยโรคร้ายตามพระราชวินิจฉัยของหมอหลวง นางถูกสังหาร... และร่างกายของนางถูกเผาทำลายเพื่อปิดปากมิให้ความลับเรื่องราชโฉนดที่ดินลับในเขตชายแดนต้องเปิดเผย” หลี่จวินอ๋องทรงวางจอกชาลงบนโต๊ะไม้จันทน์ดัง *กริ๊ก* เสียงนั้นดังก้องไปทั่วตำหนักที่เงียบสงัด เขาหันมาเผชิญหน้ากับสตรีผู้เป็นดั่งปริศนาในชีวิตของเขา “หากเจ้าพูดความจริง ตำหนักนี้ก็มิใช่แค่ตำหนักร้าง แต่มันคือสุสานที่ไร้ป้ายชื่อ และผู้ที่ส่งชานี้มาให้ข้า... ก็คือฆาตกรที่นั่งอยู่ในสภาขุนนาง” บรรยากาศในห้องหนักอึ้งขึ้นฉับพลัน กลิ่นอายของความอาฆาตที่รำเพยสัมผัสได้เริ่มแผ่ขยาย รอยแยกที่พื้นตำหนักดูเหมือนจะกว้างขึ้นเรื่อยๆ เถ้าถ่านสีเทาละเอียดเริ่มโปรยปรายลงมาจากเพดานเหมือนหิมะสีเลือด รำเพยขยับกายอย่างรวดเร็ว นางฉุดรั้งแขนเสื้อของหลี่จวินอ๋องให้ถอยห่างจากโต๊ะเสวย ก่อนที่แจกันหยกโบราณจะร่วงหล่นลงมาแตกกระจายบนพื้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “หมอบลงเพคะ!” รำเพยตวาดเสียงแข็ง ดวงตาของนางเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทไร้แววตาขาว ทันใดนั้น เงาดำสายหนึ่งพุ่งทะลุผ่านม่านกั้นห้องเข้ามา เงาร่างนั้นบิดเบี้ยวและมีรูปร่างเหมือนนางรำที่ไร้ใบหน้า มันเคลื่อนไหวด้วยจังหวะที่ผิดธรรมชาติ แขนที่ยาวผิดปกติของมันเอื้อมเข้าหาหลี่จวินอ๋องหมายจะปลิดชีพ อ๋องหนุ่มไม่ได้ตื่นตระหนก เขาดึงกระบี่สั้นที่ซ่อนอยู่ใต้พระที่นั่งออกมาตวัดเป็นเส้นโค้งที่งดงามและดุดัน คมกระบี่ตัดผ่านเงาดำจนมันสลายตัวไปชั่วขณะ แต่ทว่ากลิ่นเหม็นไหม้ของเนื้อหนังที่เน่าเปื่อยกลับตลบอบอวลไปทั่วห้อง “มันไม่ได้มาเพื่อฆ่าข้าด้วยคมดาบ แต่มันมาเพื่อยืมมือข้าให้ฆ่าตัวตายผ่านคำสาปนี้” หลี่จวินอ๋องตรัสพลางหอบหายใจเล็กน้อย สายตาจ้องเขม็งไปที่รอยแตกบนพื้นซึ่งเริ่มมีคราบเลือดสีคล้ำไหลซึมออกมา รำเพยรวบรวมสมาธิ นางร่ายรำท่ามกลางวงล้อมของวิญญาณที่เริ่มปรากฏกายขึ้นทีละตน สองตน ทุกท่วงท่าของนางคือการร่ายรำสะกดวิญญาณที่สืบทอดมาจากตำหนักนางรำวังหลัง “ท่านอ๋อง! จงไปที่ใต้ฐานพระพุทธรูปองค์เดิมที่ถูกทุบทำลายทิ้งไว้ที่เรือนหลังนั่น ที่นั่นคือจุดที่รอยแค้นถูกผนึกไว้ หากท่านทำลายตราประทับเลือดได้ คำสาปนี้จะสลายไป แต่หากพลาด... แม้แต่วิญญาณของหม่อมฉันก็ไม่อาจหลุดพ้นจากวังวนนี้!” หลี่จวินอ๋องไม่รีรอ เขาคว้าตะเกียงน้ำมันแล้วพุ่งตัวออกไปทางหน้าต่างทิ้งให้รำเพยยืนรับมือกับกองทัพวิญญาณเพียงลำพัง ทว่าในวินาทีที่เขาก้าวพ้นธรณีประตู เสียงหัวเราะที่แหบพร่าและคุ้นเคยอย่างประหลาดก็ดังขึ้นจากด้านหลัง เขาชะงักฝีเท้า เงาของใครบางคนทอดยาวผ่านแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามา “ฝ่าบาท... พระองค์คิดว่ากระหม่อมจะปล่อยให้ท่านไปถึงเรือนหลังนั้นได้ง่ายๆ หรือพะยะค่ะ?” ชายชราในชุดขุนนางชั้นผู้ใหญ่ก้าวออกมาจากเงามืด มือเหี่ยวย่นของเขาถือแผ่นยันต์สีเลือดที่สั่นไหวอย่างรุนแรง ในมืออีกข้างหนึ่ง... เขากำลังถือเส้นผมยาวสลวยที่เปื้อนเลือด ซึ่งรำเพยจำได้ทันทีว่าเป็นเส้นผมของนางเองในยามที่ยังเป็นมนุษย์ รำเพยทรุดกายลงพื้น ใบหน้าของนางบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามาดั่งคลื่นกระทบฝั่ง ขุนนางเฒ่าผู้นั้นยกยิ้มที่มุมปากพลางกระซิบ “ยินดีต้อนรับสู่กับดักที่เจ้าวางไว้เองเมื่อสิบปีก่อน รำเพย... วันนี้ เลือดที่เปื้อนผ้าไหมของเจ้า จะต้องไหลนองทั่วตำหนักนี้อีกครั้ง” หลี่จวินอ๋องหันกลับมา แววตาของเขาเปลี่ยนจากความเย็นชาเป็นความเกรี้ยวกราดที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่ง แต่แล้วเขาก็ต้องเบิกตากว้าง เมื่อพบว่ารำเพยไม่ได้กำลังสู้ แต่ทว่าร่างกายของนางกลับกำลังเลือนหายไปกลายเป็นเพียงผงธุลีเถ้าถ่านที่ร่วงหล่นลงบนชุดผ้าไหมสีดอกท้อจนกลายเป็นรอยด่างดำ ราวกับเลือดที่ค่อยๆ ซึมเปื้อนไปทั่วอาภรณ์ของนาง ทุกอย่างเงียบลง... เหลือเพียงเสียงหัวใจของท่านอ๋องที่เต้นระรัวราวกับกลองศึกยามพ่ายแพ้ ขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกแห่งความอาฆาตไปกับข้าพเจ้านะครับ
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิญญาณอาถรรพ์ชิงบัลลังก์เลือดท่ามกลางศาลาวังหลัง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%