"หากชาจอกนี้ไม่สามารถดับกระหายในความริษยาของสนมกุ้ยเฟยได้ เกรงว่าน้ำในสระบัวคงต้องเดือดพล่านด้วยเพลิงโลกันตร์เป็นแน่แล้วกระมังเพคะ"
สุ้มเสียงของรำเพยดังกังวานใสราวกับเสียงกระดิ่งเงินท่ามกลางความเงียบงัดของตำหนักใน กลิ่นหอมจางๆ ของกำยานดอกกุ้ยฮวาคละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของละอองฝนที่สาดซัดเข้ามาตามระเบียงทางเดินไม้สักทอง ร่างระหงในอาภรณ์ไหมปักลายหงส์ทองคู่ดิ้นเงินขยับกายอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าสง่างามดั่งนางพญาหงส์ที่กำลังกางปีกปกป้องอาณาเขต
เบื้องหน้าของนางคือโต๊ะไม้จันทน์หอมสลักลวดลายวิจิตร บนนั้นมีถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่บรรจุน้ำชาสีอำพันส่งควันกรุ่นจางๆ ทว่า สัญชาตญาณอันเฉียบคมที่ถูกหล่อหลอมจากวิญญาณนางรำผู้เคยผ่านพ้นความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง กลับบอกนางอย่างชัดเจนว่า หยดน้ำสีใสในนั้น หาใช่ชาชั้นดีจากแดนใต้ไม่ หากแต่เป็น 'น้ำผึ้งมัจจุราช' ที่พร้อมจะแผดเผาลำไส้ให้แหลกละเอียดภายในชั่วก้านธูปมอด
"รำเพย... เจ้าช่างปากคอเราะร้ายนัก"
สนมกุ้ยเฟย หรือ 'หลี่ฮูหยิน' ผู้เลอโฉมหยาดฟ้ามาดิน แสร้งแย้มสรวลริมฝีปากสีชาด แต่นัยน์ตาคู่คมกลับแข็งกร้าวราดด้วยไอสังหาร นางเป็นบุตรสาวแม่ทัพใหญ่ผู้กุมกำลังทหารครึ่งหนึ่งของแคว้น ความเย่อหยิ่งจึงฝังรากลึกอยู่ในกระดูกดำ
"พี่หญิงรองกล่าวเกินไปแล้ว น้องเพียงแต่เอ่ยตามสิ่งที่สัมผัสได้" รำเพยลุกขึ้นยืนช้าๆ ปล่อยให้ชายผ้าคลุมยาวลากพื้นเสียงดังสวาด ทว่าแววตาของนางมิได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับพราวระยับด้วยประกายแห่งความท้าทาย "อีกอย่าง... น้ำชาจอกนี้ หากข้าพเจ้าดื่มลงไป เกรงว่าท่านอ๋องผู้เยือกเย็นดุร้ายคงมิแคล้วต้องยกกองทัพมาทลายตำหนักนี้เพื่อทวงความยุติธรรมให้ภรรยาเอกอย่างแน่นอน ท่านพี่คิดว่าจริงหรือไม่?"
คำว่า 'ท่านอ๋อง' ทำเอาสนมกุ้ยเฟยชะงักไปเล็กน้อย มือเรียวยาวที่กำลังถือฝาปิดถ้วยชาสั่นสะท้านชั่วเสี้ยววินาที หลี่จวินอ๋อง... บุรุษผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเหี้ยมโหดและสายตาคู่นั้นที่มองผู้คนดั่งผุ่นผง เขาไม่เคยไยดีสตรีใดในวังหลัง ทว่าข่าวลือเรื่องที่เขายอมก้มลงหยิบรองเท้าผ้าปักให้รำเพยในคืนเดือนมืดเมื่อปีก่อน กลับเป็นหนามแหลมที่ทิ่มแทงหัวใจของสนมเอกทุกคนอย่างไม่มีวันจางหาย
"เจ้าคิดว่าท่านอ๋องจะสนใจสตรีที่แม้แต่กำพืดก็เป็นเพียงแค่... นางรำต่ำต้อยเช่นนั้นหรือ?" สนมกุ้ยเฟยเค้นเสียงหัวเราะในลำคอ ก่อนจะผผายมือไปยังถ้วยชา "ในเมื่อเจ้าบอกว่ามันคือน้ำชาแห่งความริษยา งั้นก็พิสูจน์ให้ข้าดูสิว่า เจ้ากล้าดื่มมันเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจหรือไม่ หรือที่แท้แล้วเจ้าก็เป็นเพียงสุนัขจนตรอกที่เก่งแต่เห่าหอนไปวันๆ!"
บรรยากาศภายในห้องโถงกดดันจนแทบหยุดหายใจ นางกำนัลและขันทีนับสิบชีวิตหมอบราบลงกับพื้น ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาสบตา ท่ามกลางความเงียบงัดนั้น รำเพยกลับค่อยๆ ก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะไม้จันทน์ทีละก้าว... ทีละก้าว...
สัมผัสพิเศษที่ฝังลึกอยู่ในวิญญาณเริ่มทำงานอีกครั้ง หางตาของนางพลันเหลือบไปเห็นเงาดำทะมึนร่างหนึ่งกำลังยืนซ้อนอยู่ด้านหลังของสนมกุ้ยเฟย ดวงตาสีเลือดโหลกลวงคู่นั้นจ้องมองมาที่ถ้วยชาด้วยความกระหาย... *วิญญาณเร่ร่อนที่ถูกซื้อตัวด้วยคำสาปและกลิ่นเลือด* พวกมันกำลังรอคอยให้ความตายมาเยือน
รำเพยหยุดยืนตรงหน้าสนมกุ้ยเฟย กลิ่นอายเย็นเยียบแผ่ซ่านออกมาจากตัวนางจนอีกฝ่ายเผลอถอยหลังไปครึ่งก้าว
"ดื่มสิ!" สนมกุ้ยเฟยตะคอกด้วยความระส่ำระสาย "หากเจ้าไม่ดื่ม ถือว่าเจ้าหมิ่นเกียรติสนมเอกอย่างข้า มีโทษถึงประหาร!"
รำเพยไม่ตอบคำ นางก้มลงมองถ้วยชานิ่งนาน ก่อนจะยกย่องมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มแต่กลับเยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำค้างแข็งในเหมันตฤดู
"ได้... ในเมื่อพี่หญิงกรุณาประทานมาให้ มีหรือที่น้องจะไม่รับไว้"
รำเพยยื่นมือเรียวขาวดึงถ้วยชามาจากมือของสนมกุ้ยเฟยอย่างมั่นคง ภายในใจแล่นริ้วด้วยแผนการอันแยบยล นางแสร้งทำเป็นยกถ้วยขึ้นจรดริมฝีปาก ทว่าในจังหวะที่สายตาทุกคู่กำลังจดจ่ออยู่กับการกระทำของนางนั้น รำเพยก็แกล้งสะดุดชายผ้าคลุมอย่างจงใจ!
*เพล้ง!*
ถ้วยกระเบื้องเคลือบราคาแพงร่วงหล่นกระทบพื้นศิลาอ่อนแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ น้ำชาสีอำพันสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนชายกระโปรงผ้าไหมปักดิ้นทองของสนมกุ้ยเฟยจนเปียกชุ่ม และทันทีที่หยดน้ำชานั้นสัมผัสถูกเนื้อผ้า ปฏิกิริยาประหลาดก็เกิดขึ้น!
เนื้อผ้าไหมชั้นดีที่โดนน้ำชาสาดใส่ กลับเกิดควันสีดำพวยพุ่งขึ้นมาพร้อมกับเสียงฟู่เบาๆ ราวกับถูกกรดเข้มข้นกัดกร่อนจนทะลุเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ กลิ่นเหม็นเน่าของซากสัตว์และยางไม้มีพิษคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ชั่วพริบตานั้นเอง สนมกุ้ยเฟยกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อรู้ว่าพิษร้ายแรงที่นางตั้งใจจะใช้ปลิดชีพรำเพย กลับกระเด็นมาโดนขาของตนเองเข้าอย่างจัง!
"อ๊ายยย!ขา... ข้า...!" สนมกุ้ยเฟยทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ใบหน้าถอดสีด้วยความหวาดกลัว พิษสลายกระดูกกำลังซึมผ่านผิวผ้าเข้าสู่เนื้อหนังอย่างรวดเร็ว
รำเพยย่อกายลงช้าๆ ใช้ปลายนิ้วเรียวงามเชยคางของสนมกุ้ยเฟยผู้กำลังดิ้นทุรนทุรายขึ้นมาสบตา ดวงตาคู่สวยของนางฉายแววเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง
"น้ำชาจอกนี้ รสชาติคงถูกใจพี่หญิงไม่น้อยเลยกระมังเพคะ..." รำเพยกระซิบด้วยเสียงแผ่วเบาที่ดึงดูดวิญญาณอาฆาตให้ยิ่งกรูเข้ามาใกล้ "จำไว้... คนที่จะเล่นเกมชิงบัลลังก์ในวังหลังแห่งนี้ได้ มิใช่ผู้ที่มีอำนาจมากที่สุด... แต่คือผู้ที่เคยตายมาแล้วครั้งหนึ่งต่างหากล่ะเพคะ"
ทว่า ในขณะที่รำเพยกำลังจะเอ่ยคำพิพากษาขั้นเด็ดขาด เสียงฝีเท้าหนักแน่นนับร้อยคู่พร้อมกับเสียงเกราะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวก็ดังขึ้นที่หน้าตำหนัก ประตูไม้บานใหญ่ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ความปรานี
ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะนักรบสีดำสนิท ประดับด้วยผ้าคลุมสีเลือดปลิวไสวตามแรงลมรากับยมทูตเดินดิน หลี่จวินอ๋องก้าวเข้ามาในห้องโถงด้วยใบหน้าเยือกเย็นดุร้ายดั่งปีศาจ นัยน์ตาคมกริบกวาดมองสภาพความโกลาหลเบื้องหน้า ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของรำเพย และ... ถุงหอมปักลายประหลาดที่ตกอยู่ข้างกองเลือดและคราบพิษ ซึ่งเป็นของลับที่สนมกุ้ยเฟยแอบซ่อนไว้เพื่อใส่ร้ายป้ายสีรำเพย แต่บัดนี้มันกลับจารึกตราประทับลับของ 'องค์รัชทายาทแห่งแคว้นศัตรู' เอาไว้อย่างชัดเจน!
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเงามืดมาด้วยกันในบทนี้นะครับ
วิญญาณอาถรรพ์ชิงบัลลังก์เลือดท่ามกลางศาลาวังหลัง•ตอนที่ 5
เล่ห์เหลี่ยมในน้ำชา
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิญญาณอาถรรพ์ชิงบัลลังก์เลือดท่ามกลางศาลาวังหลัง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!