เสียงสะบัดปลายพู่กันกระทบกระดาษซวนจื่อดังขึ้นติดต่อกันเป็นจังหวะ ราวกับเสียงฝีม้าศึกที่กำลังควบทะยานเข้าสู่สนามประลอง
รำเพยยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะเขียนหนังสือไม้สลักลายวิจิตร สายตาคมกริบกวาดมองตัวอักษรจีนโบราณที่เพิ่งถูกจรดลงไปอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด หมึกสีดำสนิทตัดกับกระดาษสีขาวบริสุทธิ์ดุจคมกระบี่ที่ชักออกจากฝัก ท่ามกลางความเงียบงันภายในตำหนักวังหลังที่เริ่มอบอวลไปด้วยกลิ่นอายอันไม่ชอบมาพากล
"เจ้ากำลังเล่นกับไฟ, รำเพย"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง หลี่จวินอ๋องก้าวเท้าออกมาจากเงาสลัวของม่านไหมปักลายหงส์ สรรพอาภรณ์สีเข้มสนิทขับเน้นให้พระพักตร์คมคายยิ่งดูเยือกเย็นดุร้ายและทรงอำนาจมากขึ้นเป็นเท่าตัว พระเนตรคู่นั้นคมปลาบจับจ้องมาที่นาง ราวกับพญาเสือโคร่งที่กำลังพิจารณาเหยื่ออันชาญฉลาด แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงไว้ด้วยความห่วงใยล้ำลึกที่พระองค์ไม่เคยเอื้อ Oยออกปาก
รำเพยมิได้สะดุ้งสะเทือน นางวางพู่กันลงในแท่นหินชนวนอย่างช้าๆ ก่อนจะย่อกายถวายความเคารพตามธรรมเนียมอย่างงดงามไร้ที่ติ ท่วงท่าของนางสง่างามราวกับนางพญาหงส์ผู้ไม่เคยเกรงกลัวต่อพายุร้าย
"หม่อมฉันไม่ได้เล่นกับไฟเพคะ, ท่านอ๋อง" นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ามั่นคงกังวาน "แต่หม่อมฉันกำลังใช้ไฟ... เพื่อเผาทำลายกระดานหมากที่พวกมันร่วมกันวางแผนปลิดชีพพวกเราต่างหาก"
บรรยากาศภายในห้องพลنينเงียบงัดลงทันที
ข่าวลือเกี่ยวกับการเปลี่ยนขั้วอำนาจในราชสำนักแพร่สะพัดดั่งไฟลามทุ่ง ตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่เคยค้ำจุนราชบัลลังก์เริ่มแปรพักตร์ ฝ่ายอัครเสนาบดีผู้กุมอำนาจเงาได้ยื่นมือเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของตำหนักวังหลังอย่างอุกอาจ และเป้าหมายแรกสุดของพวกมัน หาใช่ใครอื่นไม่...คือนาง สตรีสามัญผู้กุมหัวใจและกลยุทธ์สำคัญของหลี่จวินอ๋อง
"เจ้าก็รู้ว่าตอนนี้ ขั้วอำนาจในท้องพระโรงพลิกผันไปหมดแล้ว" หลี่จวินอ๋องก้าวเข้าไปประชิดร่างบาง พระหัตถ์หนายื่นออกไปเชยคางมนขึ้นอย่างแผ่วเบา สัมผัสอุ่นร้อนนั้นตัดกับความเยือกเย็นรอบกาย "ฮ่องเต้ทรงประชวรหนัก อำนาจในมือข้าถูกบั่นทอนลงทุกขณะ กองกำลังพิทักษ์เมืองหลวงถูกโยกย้ายให้อยู่ภายใต้การควบคุมของตระกูลหลี่ฝ่ายเหนือ... การที่เจ้าทำเช่นนี้ เปิดเผยตัวตนและเดินเกมรุกใส่พวกมันตรงๆ มีแต่จะทำให้เจ้าตกเป็นเป้าสังหาร"
รำเพยเงยหน้าสบตาพระองค์ นัยน์ตากลมโตคู่นั้นฉายประกายเด็ดเดี่ยวระยิบระยับ ดุจดวงดาวบนท้องฟ้ายามราตรีที่แม้จะมืดมิดเพียงใดก็ยังคงส่อง
"ถ้าหม่อมฉันหลบอยู่แต่ในเงา... พวกมันก็จะยิ่งได้ใจและตามล่าเราจนมุมเพคะ" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "การเป็นเป้าหมาย... มิได้แปลว่าเป็นผู้แพ้เสมอไป หากเราตลบหลังใช้ความโลภของพวกมันเป็นเหยื่อล่อ ให้พวกมันก้าวเข้ามาในอาณาเขตที่เรากำหนดไว้ ท่านอ๋องคิดว่า ใครกันแน่ที่จะเป็นฝ่ายสูญเสียทุกสิ่ง?"
คำพูดของนางเฉียบคมบาดลึกราวกับคมมีด หลี่จวินอ๋องทอดพระเนตรสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ในยามที่บ้านเมืองสั่นคลอนและผู้คนต่างหวาดกลัวต่อความตาย สตรีผู้นี้กลับยืนหยัดเคียงข้างพระองค์อย่างไม่หวั่นเกรงต่อคมดาบ ความฉลาดเฉลียวและสติปัญญาอันเป็นเลิศของนาง ทำให้พระองค์ตระหนักได้ว่า บางครั้งพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสงครามชิงอำนาจ... มิได้มาจากกองกำลังทหารนับหมื่นนาย หากแต่มาจากมันสมองของสตรีผู้กุมหัวใจของพระองค์เอง
"เจ้าช่าง... ดื้อรั้นเสียจริง" หลี่จวินอ๋องถอนพระปัสสาสะออกมาเบาๆ มุมพระโอษฐ์หยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งและมีเพียงนางเท่านั้นที่ได้พบเห็น "แต่ก็นั่นแหละ... ที่ทำให้ข้าหลงรักเจ้าจนถอนตัวไม่ขึ้น"
ในขณะที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายลงด้วยความลึกซึ้งในความสัมพันธ์ ทันใดนั้นเอง... เสียงฝีเท้าเร่งรีบราวกับเหยียบย่างอยู่บนความตายก็ดังขึ้นที่เบื้องนอกประตูตำหนัก ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูรัวเร็วและเสียงหอบหายใจอย่างตื่นตระหนกของขันทีคนสนิท
"ท่านอ๋อง! พระชายา!แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เสียงตะโกนนั้นสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้ รำเพยและหลี่จวินอ๋องสบตากันทันที สัญชาตญาณเตือนภัยในกายร้องเตือนถึงความผิดปกติอันรุนแรง
หลี่จวินอ๋องผละจากนาง รุดไปกระชากประตูกลอนเปิดออกด้วยสีหน้าถมึงทึง ขันทีน้อยทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นศิลา ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด หยาดเหงื่อกาฬไหลโทรมกาย
"เกิดเรื่องอันใดขึ้น!" ท่านอ๋องตวาดกร้าวเสียงต่ำ
"กองกำลังพิทักษ์วังหลวง... กองกำลังของตระกูลอัครเสนาบดี... บุกเข้ามาปิดล้อมตำหนักของเราไว้หมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีน้อยละล่ำละลักรายงานด้วยความหวาดกลัวสุดขีด "และ... และมีราชโองการลับฉบับด่วนจากท้องพระโรง... ประกาศให้พระชายารำเพย... ต้องโทษประหารทันทีฐานต้องสงสัยว่าเป็นกบฏและใช้มนต์ดำอาถรรพ์ควบคุมจิตใจท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ!"
สิ้นคำรายงานนั้น รำเพยก็รู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แล่นพล่านจากปลายนิ้วเท้าขึ้นสู่ขั้วหัวใจ รอบกายพลانปรากฏเงาร่างโปร่งแสงนับสิบของวิญญาณนางรำที่วนเวียนอยู่ในวังหลังปรากฏกายขึ้นพร้อมเพรียงกันในอากาศ ดวงตาทุกคู่แดงก่ำด้วยเพลิงโทสะ บรรยากาศรอบศาลาริมน้ำโบราณพลันแปรเปลี่ยนเป็นความมืดมิดและหนתทึบราวกับยมโลก
ยังไม่ทันที่ใครจะได้ขยับตัว ทหารองครักษ์นับร้อยนายก็พังประตูตำหนักเข้ามาพร้อมอาวุธครบมือ นำหน้าด้วยแม่ทัพผู้หนึ่งที่ถือราชโองการม้วนยาวประทับตราหยกสีชาด ท่าทางยโสโอหัง พร้อมกับถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวบริสุทธิ์ใบหนึ่งที่ส่งกลิ่นหอมหวานอันตราย... ถ้วยสุราพิษที่ถูกส่งตรงมาจากองค์ฮ่องเต้!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามากับศาลาริมน้ำโบราณในบทนี้ด้วยกันนะครับ
วิญญาณอาถรรพ์ชิงบัลลังก์เลือดท่ามกลางศาลาวังหลัง•ตอนที่ 23
กระแสการเมืองที่เปลี่ยนผัน
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิญญาณอาถรรพ์ชิงบัลลังก์เลือดท่ามกลางศาลาวังหลัง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!