"ควันธูปกลุ่มนี้... ช่างละม้ายคล้ายกลิ่นอายจากยมโลกเสียนี่กระไร"
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ฤดูของหลี่จวินอ๋องดังขึ้น ทะลุกำแพงกั้นไม้ฉลุลายดอกโบตั๋นเข้ามาในห้องบรรทมส่วนใน ดวงเนตรคมกริบดุจพญาเหยี่ยวหวดกวาดมองไปยังกระถางสำริดโบราณ ที่บัดนี้กำลังพ่นควันสีครามจางๆ ไร้กลิ่น ทว่ากลับแฝงอณูพิษระเหยที่พร้อมจะปลิดวิญญาณผู้สูดดมให้หลับใหลไปชั่วนิรันดร์โดยมิต้องมีรอยแผล
รำเพยในชุดอาภรณ์ปักดิ้นทองลายหงส์เหิน ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะเครื่องแป้งไม้จันทน์หอม แววตาคู่คมไหววูบเพียงชั่วพริบตาก่อนจะกลับคืนสู่ความสงบนิ่งดั่งผิวน้ำในยามไร้ลมพัด
นาทีชีวิตเมื่อครู่... หากนางช้าไปเพียงลมหายใจเดียว หรือหากสัญชาตญาณของวิญญาณนางรำที่ผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่งไม่ส่งสัญญาณเตือนภัย บัดนี้ร่างของนางคงกลายเป็นเพียงร่างไร้วิญญาณที่ถูกป้ายสีว่านอนหลับใหลไปอย่างสงบตามอายุขัยในตำหนักวังหลังแห่งนี้เสียแล้ว
"หม่อมฉันเกรงว่า... กลิ่นอายนี้คงไม่ใช่ควันธูปบูชาบรรพบุรุษกระมังเพคะ" รำเพยเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงไว้ด้วยความเฉียบคม นางก้มลงหยิบผ้าแพรเนื้อดีชุบน้ำอุ่นมาเช็ดคราบเขม่าสีดำสนิทที่ก้นกระถางสำริดอย่างระมัดระวัง "คนผู้นั้นคงร้อนใจยิ่งนัก ถึงได้ส่ง 'ทูตมรณะ' มาเคาะประตูห้องนอนของหม่อมฉันเร็วกว่าที่คาดคิดไว้"
หลี่จวินอ๋องสาวพระบาทก้าวเข้ามาใกล้ ร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์คลุมสีนิลแผ่ไอสังหารคุกรุ่นจนบรรยากาศรอบกายพลنينเยือกเย็นลงถนัดตา พระหัตถ์หนายื่นไปคว้ากระถางสำริดใบนั้นขึ้นพินิจพิจารณา ก่อนจะแย้มสรวงพระโอษฐ์ด้วยรอยยิ้มเยาะหยันที่ไปไม่ถึงดวงเนตร
"พิษอัคคีพันลี้... ช่างกล้าหาญนัก" หลี่จวินอ๋องตรัสลอดไรพระดนต์ "พิษชนิดนี้สกัดจากเกสรดอกไม้ป่าแดนใต้ เมื่อถูกเผาไหม้จะไม่ส่งกลิ่นฉุน แต่จะเกาะกินประสาทสัมผัสและหยุดการเต้นของหัวใจภายในสามก้าวเดิน ผู้ที่คิดใช้แผนการนี้ รังแต่จะแสดงความโง่เขลาออกมาให้เปรียบเปรย... หรือไม่ ก็จนมุมเสียจนต้องใช้ไม้นี้"
"เพคะ จนมุม" รำเพยทวนคำ นางเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรของท่านอ๋องอย่างไม่หลบเลี่ยง "แต่คนที่จนมุมย่อมเป็นอันตรายที่สุด หม่อมฉันเชื่อว่าเบื้องหลังกำแพงวังหลังชั้นในนี้ ยังมีหมากอีกหลายตัวที่รอจังหวะเสียบแทงเราในยามเผลอ โดยเฉพาะ... พระสนมเอกฮวา"
บรรยากาศในห้องบรรทมพลันเงียบงัดลงชั่วขณะ ได้ยินเพียงเสียงหยดน้ำจากนาฬิกาทรายน้ำมันที่ตั้งอยู่มุมห้องดังติ๊ดๆ ราวกับเสียงนับถอยหลังของเวลาชีวิต
หลี่จวินอ๋องมิได้ตรัสตอบทันที พระองค์ทรงวางกระถางสำริดลงบนโต๊ะด้วยความนุ่มนวลที่ขัดกับแววตาดุร้ายดั่งเสือร้ายป่าลึก พระหัตถ์ใหญ่เอื้อมไปสัมผัสปอยผมสีดำขลับของรำเพยที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้มอย่างทะนุถนอม สัมผัสนั้นแฝงความร้อนผ่าวและความลึกซึ้งที่ยากจะเอ่ยเป็นคำพูด
"เจ้าไม่กลัวหรือ รำเพย" หลี่จวินอ๋องตรัสถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด "ความตายวนเวียนอยู่ใกล้ตัวเจ้าทุกย่างก้าว นับตั้งแต่เจ้าก้าวเข้ามาในวังหลวงแห่งนี้"
"หม่อมฉันตายไปแล้วครั้งหนึ่งเพคะ" รำเพยตอบรับด้วยรอยยิ้มบางเบา ดวงตาคู่สวยสะท้อนภาพเงาของชายหนุ่มผู้ทรงอำนาจที่สุดในแผ่นดิน "วิญญาณที่ไร้ซึ่งพันธนาการย่อมไม่มีสิ่งใดให้ต้องหวาดกลัวอีก ยิ่งไปกว่านั้น... ตราบใดที่หม่อมฉันยังยืนอยู่เคียงข้างท่านอ๋อง หม่อมฉันเชื่อมั่นว่ายมทูตก็ยังไม่กล้ามาพรากตัวหม่อมฉันไปง่ายๆ หรอกเพคะ"
คำพูดนั้นเรียบง่าย ทว่าหนักแน่นดั่งหินผา ท่ามกลางคลื่นลมแห่งการแย่งชิงบัลลังก์ที่พร้อมจะกลืนกินทุกชีวิต ความผูกพันระหว่างคนทั้งสองหาใช่เพียงความลุ่มหลงในรูปโฉม หากแต่หล่อหลอมขึ้นจากเลือด น้ำตา และความลับที่ต้องแลกมาด้วยชีวิต
ในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบราวกับเหยียบย่างอยู่บนเปลวไฟก็ดังขึ้นที่หน้าตำหนัก ขันทีประจำพระองค์ผู้หนึ่งซอยเท้าเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม
"ท... ทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ!" ขันทีผู้นั้นทรุดกายลงกราบแทบพื้น ร่างกายสั่นเทาจนสะท้านสะเทือน "เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่คลังหลวง... และ... และ..."
"มีอะไรก็ว่ามา อย่าได้อึกอัก!" หลี่จวินอ๋องตวาดกร้าวด้วยความกริ้ว ดวงเนตรคมปลาบจับจ้องขันทีผู้นั้นราจะกินเลือดกินเนื้อ
"และ... ในกองเพลิงนั้น มีราชโองการลับฉบับสุดท้ายของฮ่องเต้พระองค์ก่อนถูกพบกลายเป็นเถ้าถ่านไปครึ่งหนึ่งแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
รำเพยเบิกตากว้างเล็กน้อย สัญชาตญาณเตือนให้นางรู้ทันทีว่าเหตุการณ์ลอบสังหารด้วยควันพิษเมื่อครู่ เป็นเพียงแค่ 'ฉากหน้า' เพื่อดึงความสนใจของพวกนางให้อยู่แต่ในห้องบรรทม ส่วนเป้าหมายที่แท้จริงหาใช่ชีวิตของนาง แต่คือการทำลายหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินต่างหาก!
ก่อนที่หลี่จวินอ๋องจะทันได้ก้าวออกไปบัญชาการเหตุการณ์ เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่ก็ดังกระหึ่มขึ้นจากลานด้านนอก พร้อมกับแสงคบเพลิงที่สว่างวาบราวกับกลางวัน
ทหารองครักษ์หลวงนับร้อยนายพร้อมอาวุธครบมือเคลื่อนพลเข้ามาปิดล้อมตำหนักของรำเพยไว้อย่างแน่นหนา และผู้นำทัพในยามวิกาลนี้ มิใช่ใครอื่น... หากแต่เป็นแม่ทัพใหญ่ผู้กุมกำลังครึ่งหนึ่งของเมืองหลวง ผู้ซึ่งแปรพักตร์ไปอยู่ฝ่ายตรงข้ามอย่างเปิดเผยแล้ว
ประตูตำหนักถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท แม่ทัพหนุ่มก้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น มือข้างหนึ่งกุมด้ามดาบในฝักแน่น พร้อมกับชูม้วนกระดาษสีเหลืองทองที่ไหม้เกรียมไปครึ่งหนึ่งขึ้นสูง
"ท่านอ๋อง... ทรงพระสำราญดีหรือไม่?" แม่ทัพผู้ทรยศเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "ฝ่าบาททรงมีรับสั่งด่วน... ให้ควบคุมตัวท่านอ๋องและสตรีผู้นี้ ไปสอบสวนข้อหากบฏ ณ คุกหลวงในทันที!"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางข้ามกาลเวลามากับศาลาริมน้ำโบราณในบทนี้ด้วยกันนะครับ
วิญญาณอาถรรพ์ชิงบัลลังก์เลือดท่ามกลางศาลาวังหลัง•ตอนที่ 24
กับดักน้ำหอมพิษ
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิญญาณอาถรรพ์ชิงบัลลังก์เลือดท่ามกลางศาลาวังหลัง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!