กลิ่นอายของแป้งซาวโดว์หมักบ่มกำลังที่ผสมผสานเข้ากับความตึงเครียดระดับจุดเยือกแข็งภายในพื้นที่ครัวเปิดโล่งของ “Mon Amour Bakery” ช่างเป็นความตัดกันที่รินรดารู้สึกว่ามันช่างสะท้อนสถานการณ์ตรงหน้าได้อย่างแม่นยำ
“อ้าว คุณพศิน... มาทำอะไรลับๆ ล่อๆ ในร้านของ 'ภรรยาเก่า' ผมเหรอครับ?”
คำทักทายที่จงใจเน้นเสียงคำว่า 'ภรรยาเก่า' ดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงโปรดของกรณ์—ทนายความหนุ่มมือหนึ่งผู้เป็นทั้งเพื่อนสนิทและหุ้นส่วนคนปัจจุบันของร้าน ก้าวเข้ามาแทรกกลางระหว่างเธอกับอดีตสามีผู้เย่อหยิ่ง แว่นตากรอบทองสะท้อนแสงไฟสีส้มอบอุ่นจากเตาอบ เผยให้เห็นรอยยิ้มที่เคลือบด้วยความเย้ยหยันอย่างไม่คิดจะปิดบัง
พศินไม่ได้สนใจกรณ์เลยแม้แต่น้อย สายตาคมกริบของอดีตสามีผู้เคยคิดว่าเธอเป็นเพียงของตาย จับจ้องอยู่ที่รินรดาเพียงผู้เดียว ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทเข้ารูปราคาแพงดูแปลกแยกโดยสิ้นเชิงกับบรรยากาศร้านเบเกอรี่อบอุ่นกลิ่นเนยสด เขาขยับตัวเล็กน้อย สัญชาตญาณนักธุรกิจที่เคยคุมเกมมาตลอดชีวิตกำลังบอกเขาว่า เขากำลังเสียการควบคุม และมันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่... ตัวเขาเองก็แทบจำไม่ได้
“ริน...” เสียงทุ้มต่ำที่เคยใช้ออกคำสั่งและดูแคลนเธออย่างไร้เยื่อใยในอดีต บัดนี้กลับแหบพร่าและสั่นเครือเล็กน้อยยามเอ่ยเรียกชื่อเธอ “ผม... ผมแค่อยากคุยกับคุณ เป็นการส่วนตัว”
รินรดาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง ปลายนิ้วเรียวภายใต้ถุงมือผ้ายังคงละเมียดละไมบีบครีมวานิลลาลงบนชูครีมชิ้นแล้วชิ้นเล่าด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ ราวกับว่าบุรุษผู้ยืนอยู่ตรงหน้ามีค่าตัวตนไม่ต่างอะไรกับฝุ่นผงที่เกาะอยู่ข้างถังแป้ง ความนิ่งเงียบของเธอคืออาวุธที่เชือดเฉือนพศินให้เจ็บปวดเสียยิ่งกว่าการกรีดร้องหรือตบตี
“ถ้าจะคุยเรื่องธุระ เชิญติดต่อผ่านทนายกรณ์ได้เลยค่ะคุณพศิน” รินรดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เย็นชา และไร้คลื่นอารมณ์ ราวกับกำลังพูดคุยกับลูกค้าจรจัดทั่วไป “แต่ถ้าจะมาเพื่อรื้อฟื้นความหลัง... ฉันเกรงว่าความทรงจำส่วนนั้น ฉันได้เผาทิ้งและกวาดทิ้งลงถังขยะไปตั้งแต่ตอนหย่าแล้วค่ะ”
คำพูดที่เชือดเฉือนโดยไม่ต้องใช้คำหยาบคายแม้แต่คำเดียว ทำให้กรามหนาของพศินขบเข้าหากันจนขึ้นสันนูน ความอีโก้ที่ค้ำคอมาทั้งชีวิตถูกความจริงอันโหดร้ายตบเข้าที่ใบหน้าอย่างจัง ภาพของรินรดาในอดีต—ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่เอาแต่นั่งรอเขาอยู่ที่โต๊ะอาหารเย็นที่เย็นชืด ผู้หญิงที่ร้องไห้เงียบๆ ยามที่เขาพูดจาทำร้ายจิตใจ—มันถูกลบเลือนหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงแต่นักธุรกิจหญิงผู้สง่างาม เย็นชา และทรงพลัง ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขาในเวลานี้
“ริน... ผมรู้ว่าผมเคยทำเลวร้ายกับคุณไว้มากแค่ไหน” พศินก้าวเข้าไปใกล้เคียงขึ้นอีกนิด ฝ่ามือใหญ่สั่นเทาเล็กน้อยเมื่อยกขึ้นทำท่าจะเอื้อมมาแตะแขนเธอ “แต่ได้โปรด... ให้โอกาสผมได้ชดใช้ ได้แก้ตัวสักครั้งเถอะนะ”
“แก้ตัวเหรอคะ?” รินรดาวางถุงบีบครีมลงบนโต๊ะอย่างนุ่มนวล แต่เสียงกระทบเบาๆ นั้นกลับดังสะท้อนก้องในความเงียบ เธอยืดตัวขึ้นเต็มความสูง หันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววอ่อนโยนและเจ็บช้ำ บัดนี้เหลือเพียงความว่างเปล่าและความรังเกียจที่พศินไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เห็นจากผู้หญิงคนนี้ “คุณจะเอาอะไรมาแก้ตัวคะคุณพศิน? เอาเงินทองที่คิดว่าซื้อได้ทุกอย่าง? หรือเอาคำขอโทษไร้ค่าที่เพิ่งจะนึกขึ้นได้หลังจากที่ฉันตายไปแล้วครั้งหนึ่งในความรู้สึกของคุณ?”
“รินดา...”
“จำวันที่ฉันอุ้มท้องอ่อนๆ ไปขอร้องให้คุณหันมามองฉันบ้างได้ไหมคะ?” รินรดาก้าวเข้าไปประชิด ปล่อยให้กลิ่นอายความทรงจำอันเจ็บปวดพวยพุ่งขึ้นมาในอากาศ เธอยื่นหน้าเข้าไปกระซิบด้วยน้ำเสียงที่สั่นระริกด้วยแรงแค้นแต่ยังคงควบคุมไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ “วันที่คุณบอกว่าลูกในท้องฉันมันเป็นแค่ภาระ เป็นความผิดพลาด... วันนั้น คุณเคยคิดจะให้โอกาสฉันบ้างไหมคะ?”
หัวใจของพศินกระตุกวูบ ความรู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกเหล็กร้อนๆ 100 องศาจ้วงแทงเข้าที่หน้าอกแล่นพล่านไปทั่วร่าง ภาพเหตุการณ์ในอดีตย้อนกลับมาหลอกหลอน คำพูดใจร้ายที่เขาเคยพ่นใส่เธออย่างไม่ใยดี กำลังย้อนกลับมาบดขยี้ลมหายใจของเขาในวินาทีนี้
“ผม... ผมไม่ได้ตั้งใจ ผมตอนนั้นมัน...” พศินพยายามหาคำแก้ตัว แต่เสียงของตัวเองช่างแหบแห้งและไร้พลังเสียเหลือเกิน
“ไม่ต้องแก้ตัวหหรอกค่ะ เพราะมันน่าสมเพช” กรณ์เอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยรอยยิ้มเย็นชา พร้อมกับก้าวเข้ามาขวางระหว่างพศินกับรินรดาเอาไว้ “เชิญกลับไปเถอะครับคุณพศิน ที่นี่ไม่มีพื้นที่สำหรับคนแพ้ที่เพิ่งสำนึกได้ช้าเกินไปหรอกครับ... อ้อ ระวังสะดุดขาตัวเองล้มออกไปจากร้านด้วยล่ะครับ เพราะประตูทางออกมันไม่ได้ต้อนรับแขกที่ไร้มารยาท”
พศินกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน นัยน์ตาแดงก่ำด้วยความโกรธและเสียใจระคนกัน เขากวาดสายตามองกรณ์ด้วยความเกลียดชัง ก่อนจะหันกลับมามองรินรดาที่หันหลังให้เขาและกลับไปสนใจขนมในถาดต่อราวกับเขาเป็นเพียงธาตุอากาศ
ไม่มีทาง... เขาไม่มีทางยอมแพ้เด็ดขาด! ในเมื่อเธอยังไม่ยอมรับคำขอโทษ เขาก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อรื้อฟื้นหัวใจดวงนี้กลับมาให้ได้ แม้จะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม พศินคิดในใจอย่างหมายมาด ก่อนจะหมุนตัวเดินกระแทกเท้าออกจากร้านไปด้วยความอัดอั้นตันใจ
เสียงกรุ๊งกริ๊งของกระดิ่งเหนือประตูดังขึ้นเบาๆ เป็นสัญญาณว่าร่างสูงของอดีตสามีได้ก้าวพ้นออกไปแล้ว กรณ์ถอนหายใจยาวออกมาก่อนจะหันมามองเพื่อนสนิทที่ยืนนิ่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์
“ไหวไหมริน?” กรณ์ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนลง ทอดสายตาด้วยความห่วงใย
“ฉันสบายดีกรณ์ ขอบคุณนะ” รินรดาตอบสั้นๆ แต่ริมฝีปากบางกลับเม้มเข้าหากันแน่น ความเข้มแข็งที่เธอแสดงออกเมื่อครู่กำลังสั่นคลอนเล็กน้อยภายใต้เกราะกำบังอันเปราะบาง
ทว่า... ก่อนที่ความเงียบสงบจะกลับคืนสู่ร้านเบเกอรี่อีกครั้ง เสียงฝีเท้าเล็กๆ วิ่งตึงตังเข้ามาทางประหลังร้าน พร้อมกับเสียงใสแจ๋วที่ทำให้ลมหายใจของรินรดาแทบหยุดชะงัก
“คุณแม่ขา! น้องนะโมหิวน้ำจังเลยค่า~ อ๊ะ... คุณลุงใจดีคนนั้นเขาเป็นใครเหรอคะ ทำไมทำหน้าเหมือนผีดิบเลยตอนเดินออกไป?”
ร่างป้อมของเด็กหญิงวัยสี่ขวบในชุดเดรสลายสตรอว์เบอร์รี่วิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามาเกาะชายกระโปรงของรินรดา ใบหน้าจิ้มลิ้มแก้มป่องดวงตากลมโตใสแป๋ว และที่สำคัญที่สุด... สันจมูกโด่งรั้นและโครงหน้าที่ถอดแบบมาจากพศินราวกับแกะ!
รินรดาสะดุ้งเฮือก รีบย่อตัวลงอุ้มเด็กน้อยเข้าแนบอก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกเมื่อนึกขึ้นได้ว่า... ประตูกระจกหน้าร้านที่พศินเพิ่งเดินออกไปเมื่อครู่ มันยังไม่ได้ปิดสนิท และเงาร่างของอดีตสามีที่ชะงักฝีเท้าอยู่ตรงกระจกหน้าร้านกำลังหันกลับมามองเข้ามาด้านในพอดี!
ดวงตาคมกริบของพศินเบิกกว้างขึ้นสุดขีด ภาพเด็กหญิงตัวน้อยหน้าตาถอดพิมพ์ทรงเดียวกับเขาเมื่อครั้งวัยเด็กกำลังสะท้อนอยู่ในม่านตาของเขาอย่างชัดเจน...
ขอขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอินไปกับรสชาติความเจ็บปวดนี้ด้วยกันนะคะ
รสรักที่ปลายลิ้น กับคนรักที่(ไม่)อยากคืนดี•ตอนที่ 9
คำขอโทษที่สายเกินไป
ผลงานโดย เมฆหมอกสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมฆหมอกสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รสรักที่ปลายลิ้น กับคนรักที่(ไม่)อยากคืนดี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!