กลิ่นอายของแป้งอบเนยสดและวานิลลาแท้ที่ลอยอวลอยู่ในห้องครัวเบเกอรี่สไตล์ฝรั่งเศสแห่งนี้ มิอาจกลบเกลื่อนบรรยากาศที่เย็นเยียบราวน้ำแข็ง ซึ่งแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้ยืนนิ่งค้างราวกับถูกสาปให้เป็นหินได้เลยแม้แต่น้อย
ดวงตาคมกริบของพศินที่เคยทอดมองภรรยาเก่าด้วยความเฉยชาและดูแคลน บัดนี้เบิกกว้างขึ้นสุดขีด ภาพของเด็กหญิงตัวน้อยวัยสี่ขวบเศษ นัยน์ตากลมโต จมูกโด่งรั้น และโครงหน้าที่ถอดพิมพ์ทรงเดียวกับเขาเมื่อครั้งวัยเด็กราวกับส่องกระจก สะท้อนอยู่ในม่านตาของเขาอย่างเด่นชัด หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอของนักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพล กลับกระชากวูบตกลงไปถึงตาตุ่ม ลมหายใจของเขาติดขัด ราวกับออกซิเจนรอบตัวถูกสูบหายไปในพริบตา
"นะ... นี่มัน..."
เสียงทุ้มต่ำที่เคยทรงอำนาจและเย่อหยิ่งบัดนี้สั่นพร่าอย่างควบคุมไม่อยู่ พศินกวาดสายตามองสลับระหว่างเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังหลบอยู่หลังชายกระโปรงของมารดา กับใบหน้าหวานล้ำที่เรียบเฉยราวน้ำแข็งของรินรดา ร่างกายของเขารู้สึกชาดิกตั้งแต่ปลายนิ้วเท้าลามขึ้นมาถึงหนังศีรษะ ความจริงที่กระแทกเข้าใส่หน้าอย่างจังทำให้เขาแทบยืนไม่อยู่ ลูกสาว... เด็กคนนี้มีใบหน้าละม้ายคล้ายเขาจนปฏิเสธไม่ได้เลยสักนิด
รินรดากลืนก้อนสะอื้นที่จุกแน่นอยู่ในลำคอลงไปอย่างยากลำบาก เธอยืดตัวขึ้นตรง ขยับกายบังร่างเล็กของ "น้องริน" ลูกสาวแก้วตาดวงใจเอาไว้มิดชิด แววตาคู่สวยที่เคยไหวระริกด้วยหยาดน้ำตาแห่งความเจ็บปวดในอดีต บัดนี้กลับนิ่งสนิท เย็นชา และเต็มไปด้วยกำแพงแห่งความเกลียดชังที่สูงลิ่วเกินกว่าใครจะปีนป่ายข้ามมาได้
"มองพอหรือยังคะ คุณพศิน"
น้ำเสียงหวานที่เอ่ยออกมานั้นราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น หรือแม้แต่ความยินดีที่จะได้พบหน้าเขา มันเป็นน้ำเสียงของคนแปลกหน้าผู้สมบูรณ์แบบ คนที่เคยถูกเขาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีจนแหลکสลาย แต่วันนี้เธอกลับลุกขึ้นยืนหยัดได้ด้วยลำแข้งของตนเอง พร้อมกับเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก
พศินพยายามก้าวเท้าเข้าไปใกล้ ร่างกายของเขาพยายามปฏิเสธความจริงอันโหดร้ายนี้ด้วยการหาคำตอบ "ริน... นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมเด็กคนนี้... เธอ... เธอท้องตอนที่เรา..."
คำพูดของเขาขาดห้วงไปเมื่อนึกย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาก่อนที่เธอจะขอหย่าขาดจากเขาในวันนั้น วันที่เขาไล่ส่งเธออย่างไม่ใยดี วันที่เขาเคยตอกย้ำว่าเธอไม่มีค่าพอแม้แต่จะเป็นแม่ของทายาทตระกูลอภิรมย์ไพศาล ความจริงที่กระจ่างชัดอยู่ในอกทำให้พศินรู้สึกราวกับถูกค้อนยักษ์ทุบเข้าที่กลางศีรษะ ความสำนึกผิดที่สายเกินแก้เริ่มกัดกินหัวใจของเขาอย่างบ้าคลั่ง หยาดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผม แม้ในห้องนี้จะเปิดเครื่องปรับอากาศจนเย็นเฉียบก็ตาม
"ใช่ค่ะ แกคือลูกของฉัน" รินรดาชิงตัดบทด้วยน้ำเสียงเฉียบคม แววตาของเธอไม่มีความลังเลแม้แต่นิดเดียว "และขอย้ำให้ชัดเจนตรงนี้นะคะ ว่าแกเป็นลูกของ *ฉัน* เพียงคนเดียว ในทางกฎหมายและในทางพฤติกรรม คุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะใช้คำว่าพ่อกับเด็กคนนี้"
คำประกาศิตนั้นราวจ้วงแทงเข้าที่หัวใจของพศินจนเลือดซิบ เขาหน้าซีดเผือดริมฝีปากสั่นระริก ชายหนุ่มผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร ยอมแม้กระทั่งคุกเข่าลงทางความคิดต่อหน้าอดีตภรรยาที่เขาเคยผลักไส "ริน... ผมขอโทษ... ผมไม่รู้... ผมไม่ได้ตั้งใจ..."
"คำขอโทษของคุณมันไร้ค่าเกินกว่าจะเอามาแลกกับหยาดน้ำตาที่ฉันเคยเสียไปค่ะคุณพศิน" รินรดายกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและสมเพชเวทนา ซึ่งเป็นรอยยิ้มแบบเดียวกับที่เขาเคยใช้มองเธอบนโต๊ะอาหารในอดีตไม่มีผิดเพี้ยน "คุณเคยบอกว่าฉันเป็นแค่ผู้หญิงน่ารำคาญ เป็นแค่ภรรยาที่ไม่มีวันเทียบชั้นกับใครได้ วันนี้ฉันก็ทำให้คุณเห็นแล้วนี่คะว่า ฉันอยู่ได้โดยไม่มีคุณ และลูกของฉันก็เติบโตมาอย่างดีเยี่ยมโดยไม่ต้องพึ่งพิงเงินทองหรือนามสกุลตระกูลใหญ่ของคุณเลยสักบาทเดียว!"
"แต่ผมเป็นพ่อของแกนะริน!" พศินเผลอตะคอกออกมาด้วยความเจ็บปวด ดวงตาคมแดงก่ำระคนด้วยความร้าวราน ความทะนงตนทั้งหมดถูกบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดีเมื่อเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า เขาสูญเสียเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองไปตั้งสี่ปี โดยที่เขาไม่มีส่วนรับรู้เลยแม้แต่น้อย
"พ่อเหรอคะ?" รินรดาหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่บาดลึกและเยียบเย็น "วันที่คุณเซ็นใบหย่า วันที่คุณเหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของฉัน คุณได้ฆ่าคำว่า 'พ่อ' ของเด็กคนนี้ไปตั้งแต่วันนั้นแล้วค่ะ คุณพศิน"
มือเรียวเล็กเอื้อมไปลูบศีรษะของเด็กหญิงตัวน้อยที่เริ่มทำหน้าหวาดกลัวกับเสียงดังของผู้เป็นพ่อ รินรดาก้มลงกระซิบปลอบโยนลูกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนราวกับคนละคน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับอดีตสามีด้วยแววตาที่แข็งกร้าวขึ้นเป็นทวีคูณ
"จำใส่ใจไว้นะคะ... ระหว่างเรา มันจบลงไปตั้งแต่สี่ปีที่แล้ว และต่อให้คุณจะพยายามเอาเงินทองมากองตรงหน้า หรือใช้อิทธิฤทธิ์บารมีสักแค่ไหน คุณก็ไม่มีวันทะลุกำแพงที่ฉันสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องลูกได้หรอกค่ะ"
พศินก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ราวกับถูกแรงกระแทกจากถ้อยคำเชือดเฉือนเหล่านั้น เขารู้สึกเหมือนคนใกล้ตายที่กำลังจมดิ่งลงสู่ก้นบึงของมหาสมุทรอันมืดมิด ความเย็นชาที่เขาเคยใช้เป็นอาวุธ บัดนี้ย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจของเขาเองจนเจ็บปวดเจียนตาย เขาอยากจะแก้ตัว อยากจะกอดร่างเล็กๆ นั้น อยากจะคุกเข่าขอร้องให้เธอยกโทษให้ แต่ทว่า... แววตาของรินรดาในตอนนี้ ปิดตายทุกหนทางเยียวยาเสียแล้ว
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ในห้องเบเกอรี่อีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ของพศินและเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานแข่งกับความตึงเครียดที่พุ่งสูงจนถึงขีดสุด เชฟสาวผู้เคยอ่อนแอในอดีต ยืนสง่างามอยู่เบื้องหลังกำแพงที่ไม่มีวันทะลุผ่านได้ ขณะที่อดีตสามีผู้เย่อหยิ่งกำลังจะพังทลายลงทั้งตัว
ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังบีบคั้นจนแทบหายใจไม่ออกนั้นเอง เสียงกระดิ่งหน้าร้านเบเกอรี่ก็ดังขึ้นกริ๊ง! พร้อมกับร่างสูงโปรดของชายหนุ่มในชุดสูทสั่งตัดพิเศษคนหนึ่งที่ก้าวเข้ามาอย่างคุ้นเคย พร้อมกับรอยอบอุ่นที่ส่งมาให้รินรดา
"รินครับ ผมเอาเอกสารเรื่องการขยายสาขาแฟรนไชส์มาให้... เอ๊ะ มีแขกเหรอครับ?"
พศินหันขวับไปมองผู้มาใหม่ทันที ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงระคนโกรธเกรี้ยว เมื่อชายหนุ่มคนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น 'ธน ์' ทายาทกลุ่มธุรกิจโรงแรมชื่อดังคู่แข่งทางธุรกิจของเขาเอง และที่สำคัญ... เขากำลังยืนสนิทสนมกับรินรดาในแบบที่คนนอกไม่มีวันทำได้!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและอินไปกับเรื่องราวของรินรดานะคะ
รสรักที่ปลายลิ้น กับคนรักที่(ไม่)อยากคืนดี•ตอนที่ 10
กำแพงที่ไม่มีวันทะลุ
ผลงานโดย เมฆหมอกสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมฆหมอกสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รสรักที่ปลายลิ้น กับคนรักที่(ไม่)อยากคืนดี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!