“คุณไม่ได้เรียกฉันมาที่นี่เพื่อพูดเรื่องสภาพการจ้างงานหรอกค่ะ อคิน”
รินรดาวางแก้วชาที่เริ่มเย็นชืดลงบนโต๊ะไม้โอ๊กตัวหนา เสียงกระทบกันของกระเบื้องเคลือบดังก้องอยู่ในห้องทำงานที่เงียบสงัดจนน่าอึดอัด เธอเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ดวงตาคมกริบของอคินไม่ได้หลบเลี่ยง แต่มันกลับฉายแววบางอย่างที่เธออ่านไม่ออก—ความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งเฉย
อคินขยับตัวเล็กน้อย แสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะส่องให้เห็นรอยย่นจางๆ ระหว่างคิ้วของเขา เขาประสานมือเข้าด้วยกัน วางไว้บนกองเอกสารที่ดูเหมือนจะเป็นสมบัติล้ำค่าที่เขาไม่ยอมปล่อยให้ใครแตะต้อง
“คุณฉลาดเสมอ รินรดา” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ฉลาดจนบางครั้ง... ก็น่ากลัว”
“ความฉลาดไม่ได้ช่วยให้ฉันหลับฝันดีในคืนที่ผ่านๆ มาหรอกค่ะ” รินรดาโน้มตัวไปข้างหน้า จ้องมองเขาอย่างต้องการจะทะลวงผ่านหน้ากากที่เขาสวมใส่อยู่ “ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เมื่อคืน คุณพยายามจะบ่ายเบี่ยงเรื่องบันทึกเล่มนั้น ทั้งที่คุณรู้อยู่เต็มอกว่าชื่อที่อยู่ในหน้ากระดาษเหล่านั้น... มันคือชื่อของคนในครอบครัวที่ฉันไม่เคยรู้จัก”
อคินถอนหายใจยาว แววตาของเขาไหววูบเหมือนเปลวเทียนที่ถูกลมพัด “ครอบครัวที่คุณตามหา อาจไม่ใช่สิ่งที่สวยงามอย่างที่คุณวาดฝันไว้ในใจ ความจริงบางอย่าง... การไม่รู้ยังคงเป็นความเมตตาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ชีวิตจะมอบให้มนุษย์ได้”
“คุณกำลังบอกว่าตัวเองเป็นผู้หวังดีงั้นหรือคะ?” รินรดาแค่นยิ้มที่มุมปาก “การกักขังอดีตของคนอื่นไว้ในกรงขังที่คุณสร้างขึ้น มันไม่ใช่ความเมตตา แต่มันคือการทรมานกันทางอ้อมต่างหาก อคิน... บอกฉันมาเสียทีว่าคุณรู้อะไร และทำไมคุณถึงต้องเป็นคนเดียวที่คอยควบคุมทุกย่างก้าวของฉัน!”
บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก อคินลุกขึ้นยืนช้าๆ เขาเดินไปที่หน้าต่างบานสูงที่ปิดสนิท แผ่นหลังของเขากว้างใหญ่แต่ดูโดดเดี่ยว รินรดาสังเกตเห็นมือของเขาที่กำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ชายหนุ่มนิ่งไปนานเสียจนเธอเริ่มคิดว่าเขาจะไม่ยอมเปิดปากอีกต่อไป
“ถ้าผมบอกคุณ...” อคินหมุนตัวกลับมา สายตาของเขาเปลี่ยนไป มันไม่ได้เย็นชาเหมือนทุกครั้ง แต่เต็มไปด้วยความขมขื่น “คุณจะยังกล้ามองหน้าผมเหมือนเดิมไหม? หรือคุณจะกลายเป็นอีกคนที่ผลักไสผมออกไป เหมือนกับที่คนอื่นๆ ในตระกูลของคุณเคยทำ?”
“คุณกำลังพูดถึงเรื่องอะไรกันแน่?” รินรดาลุกขึ้นยืนบ้าง หัวใจของเธอเต้นระรัว “คุณรู้จักตระกูลฉัน... ในฐานะอะไร?”
อคินเดินตรงมาหาเธอ หยุดลงตรงหน้าในระยะที่ใกล้เสียจนเธอได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ กลิ่นที่ให้ความรู้สึกเหมือนป่าสนหลังฝนตก เขาเอื้อมมือมาหาเธอราวกับจะแตะต้องใบหน้า แต่แล้วเขาก็ชะงักและเปลี่ยนมาคว้าสมุดบันทึกปกหนังเก่าคร่ำที่วางอยู่ข้างๆ แทน เขาเปิดมันออก เผยให้เห็นรูปถ่ายใบหนึ่งที่เสียบไว้
นั่นคือรูปของหญิงสาวคนหนึ่ง... เธอมีใบหน้าพิมพ์เดียวกับรินรดาไม่ผิดเพี้ยน แต่ดวงตาของเธอกลับฉายแววโศกเศร้าเกินกว่าจะบรรยาย
“นี่คือแม่ของคุณ” เสียงของอคินสั่นเครือ “และผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างๆ เธอในรูปนี้... คือเหตุผลว่าทำไมคุณถึงไม่ควรสืบค้นเรื่องราวของตัวเองต่อไป”
รินรดาหยิบรูปใบนั้นขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา เธอจ้องมองชายที่ยืนเคียงข้างแม่ของเธอ เขาไม่ได้มีใบหน้าที่คุ้นเคย แต่ท่าทางการวางมือบนไหล่ของแม่เธอนั้น... มันดูคุ้นตาอย่างประหลาด ราวกับเธอเคยเห็นภาพนี้ในจินตนาการที่เลวร้ายที่สุด
“เขาเป็นใคร?” เธอเค้นเสียงถาม
อคินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโน้มตัวลงมาใกล้ข้างหูเธอ เสียงกระซิบของเขาเย็นเยียบจนเธอรู้สึกถึงความเยือกแข็งที่แล่นปราดไปตามกระดูกสันหลัง
“เขาไม่ใช่ใครที่ไหนไกลหรอกรินรดา... เขาคือเจ้าของกุญแจดอกเดียวที่จะปลดล็อกกรงขังที่คุณติดอยู่ และที่สำคัญที่สุด... เขาคือคนที่กำลังยืนอยู่ในห้องนี้ ตั้งแต่ตอนที่คุณก้าวเข้ามา”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากด้านหลังของบานประตูที่ปิดสนิท เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง—จังหวะที่จงใจเน้นหนักและเชื่องช้า ราวกับเป็นสัญญาณนัดหมายที่ไม่มีใครคาดคิด รินรดาหันไปมองประตูด้วยความตกใจ ขณะที่อคินคว้ามือเธอไว้แน่น แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกที่ปิดไม่มิด
“อย่าเปิดประตูเด็ดขาด” เขาพึมพำ “เพราะคนที่อยู่หลังบานประตูนั้น... คือคนที่ตายไปแล้วตั้งแต่วันที่คุณถูกทิ้งไว้ที่สถานรับเลี้ยงเด็ก”
ตุ๊กตาโบราณขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความลับอันมืดดำนี้ไปพร้อมกันนะคะ
เงาพันธนาการแห่งกาลเวลา•ตอนที่ 10
หน้ากากของผู้หวังดี
ผลงานโดย ตุ๊กตาโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ตุ๊กตาโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาพันธนาการแห่งกาลเวลา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!