"ถ้าคุณเลือกที่จะเงียบต่อไป ความตายของเขาจะกลายเป็นเพียงเศษฝุ่นในประวัติศาสตร์ที่ไม่มีใครสนใจ แต่ถ้าคุณพูด... ชีวิตของคุณจะเป็นแสงสว่างเดียวที่ส่องให้เห็นความจริงที่ถูกฝังกลบมานานกว่ายี่สิบปี"
รินรดาเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับห้องสอบปากคำขนาดเล็ก กลิ่นอับของเอกสารเก่าและไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศที่ทำงานหนักเกินไปทำให้บรรยากาศดูอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
ชายชราเบื้องหน้า—นายบุญส่ง—อดีตภารโรงของสถานสงเคราะห์ที่รินรดาเคยเติบโตมา เขาหลบสายตา มือที่สั่นเทาพยายามกำแก้วพลาสติกที่บรรจุน้ำเปล่าไว้แน่น ผิวหนังเหี่ยวย่นบนหลังมือสั่นระริกราวกับใบไม้ที่กำลังถูกพายุโหมกระหน่ำ เขาไม่ได้ตอบโต้ แต่รินรดาสังเกตเห็นรอยย่นระหว่างคิ้วที่ขมวดแน่นจนเป็นปม
"คุณอคินบอกฉันว่า คุณเป็นคนสุดท้ายที่เห็นแม่ของฉันเดินออกจากประตูบานนั้น" รินรดาขยับตัวเข้าใกล้โต๊ะไม้เก่าๆ สายตาของเธอมุ่งมั่นแต่แฝงด้วยความอ่อนโยนที่ประหลาด เธอไม่ได้ใช้ความก้าวร้าวเข้าข่มขู่ แต่ใช้ความจริงใจเป็นอาวุธ "คุณกลัวอะไรคะ? กลัวคนที่มีอำนาจเหนือกว่า หรือกลัวความผิดในอดีตที่คอยหลอกหลอนจนคุณไม่กล้าเผชิญหน้ากับมันอีก?"
อคินซึ่งยืนพิงผนังอยู่มุมห้องขยับตัวเล็กน้อย เขาไม่พูดอะไร แต่สายตาที่จับจ้องไปยังนายบุญส่งนั้นเฉียบคมดุจใบมีด การเงียบของเขากลายเป็นแรงกดดันชั้นดีที่ทำให้นายบุญส่งเริ่มสติแตก
"คุณไม่รู้อะไรเลย..." เสียงแหบพร่าของชายชราดังขึ้นอย่างยากลำบาก เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาฝ้าฟางวูบไหวด้วยความหวาดกลัว "หนูรินรดา... พวกเขามันไม่ใช่คน พวกเขาเป็นปีศาจในคราบมนุษย์ ถ้าผมพูด ผมตายแน่ ไม่ใช่แค่ผม แต่ครอบครัวผม..."
"แล้วชีวิตที่เหลืออยู่ของคุณล่ะคะ?" รินรดาแทรกขึ้นทันที น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลแต่หนักแน่น "การใช้ชีวิตที่เหลืออยู่โดยแบกความลับที่ทำให้เด็กคนหนึ่งต้องสูญเสียแม่ไปตลอดกาล มันต่างอะไรกับความตาย? ถ้าวันนี้คุณพูด ความจริงที่ติดค้างอยู่จะได้รับการปลดปล่อย และฉันสัญญา... ฉันจะดูแลทุกคนที่คุณห่วงใยให้ปลอดภัย"
ห้องทั้งห้องเงียบลงจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน นายบุญส่งจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาวที่เขามองเห็นภาพลักษณ์ของผู้หญิงที่เขาเคยเห็นเมื่อยี่สิบปีก่อนซ้อนทับอยู่ ความเมตตาในแววตาของรินรดาเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยได้รับจากใครตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา
"ในคืนนั้น..." นายบุญส่งเริ่มพูด มือที่สั่นเทาค่อยๆ ปล่อยแก้วพลาสติกจนน้ำหกเลอะเทอะ "คุณแม่ของคุณไม่ได้หนีไป... เธอถูกพาตัวไปที่เรือนกระจกหลังเก่า ฝั่งตะวันออกของตึก พวกเขาบังคับให้เธอเซ็นเอกสารบางอย่าง... เอกสารที่ผมเห็นว่าเป็นตราประทับของตระกูล... ตระกูลของคุณ..."
รินรดาชะงัก ลมหายใจของเธอสะดุดลงชั่วขณะ ความรู้สึกเหมือนมีก้อนหินหนักๆ หล่นลงมาทับหน้าอก แต่เธอยังคงรักษาสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุด "ตระกูลของฉัน? คุณหมายความว่าอย่างไรคะ?"
"ไม่ใช่ใครที่ไหนไกลหรอกครับ..." นายบุญส่งโน้มตัวมาข้างหน้า เสียงกระซิบของเขาแผ่วเบาแต่ชัดเจนจนน่าขนลุก "คนที่ทำลายชีวิตแม่คุณ คือคนเดียวกับคนที่อุปการะคุณมาตลอดสิบปี... คนที่คุณเรียกเขาว่า 'ท่านอา' มาโดยตลอด"
หัวใจของรินรดาราวกับหยุดเต้น ความคิดของเธอพุ่งพล่านไปถึงใบหน้าของชายผู้ใจดีที่คอยส่งเสียเธอมาตั้งแต่เด็ก ภาพความทรงจำที่อบอุ่นค่อยๆ บิดเบี้ยวจนน่าสะอิดสะเอียน ความจริงที่ถูกฉาบด้วยความหวังดีแท้จริงแล้วคือตะกอนของบาปกรรมที่เธอเพิ่งขุดพบ
อคินก้าวเข้ามาหาทันที เขาคว้าไหล่รินรดาไว้เหมือนรู้ว่าเธอกำลังจะเสียหลัก สายตาของเขาเปลี่ยนไปจากความเย็นชาเป็นความกังวลอย่างเห็นได้ชัด "ริน... ตั้งสติไว้ครับ อย่าเพิ่งสรุปอะไรจนกว่าเราจะมีหลักฐานชิ้นสุดท้าย"
"ไม่มีหลักฐานชิ้นไหนสำคัญไปกว่าสิ่งที่อยู่ในหัวของเขาอีกแล้ว อคิน" รินรดาแค่นยิ้มที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด เธอหันไปหานายบุญส่ง "นอกจากเอกสารนั่น คุณมีอะไรยืนยันอีกไหม? อะไรที่จะทำให้ 'ท่านอา' ของฉันยอมจำนนต่อหน้าความจริงได้?"
นายบุญส่งล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตเก่าคร่ำคร่า แล้วหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมา มันเป็นจี้สร้อยคอรูปนกพิราบที่ทำจากเงินเก่าๆ สภาพบิดเบี้ยวเล็กน้อย แต่มันคือสิ่งเดียวที่แม่ของเธอสวมติดตัวไว้เสมอในรูปถ่ายใบเดียวที่เธอเหลืออยู่
"ผมเก็บไว้ได้ในวันนั้น... มันตกอยู่ข้างกองเอกสารที่เขาเผาทำลาย"
รินรดารับจี้สร้อยมาถือไว้ นิ้วเรียวสัมผัสกับโลหะที่เย็นเฉียบ เธอหลับตาลง พยายามกลั้นน้ำตาที่เอ่อล้น แต่ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องสอบปากคำ ก่อนที่ประตูจะถูกกระแทกจนเปิดออกอย่างแรง!
ร่างของชายในชุดสูทสีเข้มสามคนยืนขวางทางอยู่ หนึ่งในนั้นคือชายวัยกลางคนที่รินรดาคุ้นเคยดี เขายืนตระหง่านอยู่ตรงกลาง ดวงตาของเขาไม่ได้มีความอบอุ่นเหมือนที่เคยเห็นอีกต่อไป แต่กลับเต็มไปด้วยรังสีอำมหิตที่ทำให้ห้องทั้งห้องหนาวเหน็บลงทันที
"หลานรัก... ดูเหมือนหนูจะรู้อะไรที่เกินตัวไปหน่อยนะ" เสียงของท่านอาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง "ในเมื่อหนูอยากรู้ความจริงขนาดนี้ อาคงปล่อยให้หนูเดินออกจากห้องนี้ไปแบบปกติไม่ได้แล้วล่ะ"
เขาก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว พร้อมกับที่อคินคว้ามือรินรดาไว้แน่น แล้วกระซิบเสียงต่ำ "วิ่งไปที่บันไดหนีไฟ... อย่าหันหลังกลับเด็ดขาด!"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาไปกับตุ๊กตาโบราณนะคะ
เงาพันธนาการแห่งกาลเวลา•ตอนที่ 29
แสงสว่างท่ามกลางเงา
ผลงานโดย ตุ๊กตาโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ตุ๊กตาโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาพันธนาการแห่งกาลเวลา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!