เงาพันธนาการแห่งกาลเวลา•ตอนที่ 31

ผู้บงการที่แท้จริง

ผลงานโดย ตุ๊กตาโบราณ
“ฉันไม่เคยคิดเลยว่า ของขวัญชิ้นสุดท้ายที่คุณพ่อทิ้งไว้ให้ริน จะกลายเป็นหลักฐานที่มัดตัวคุณได้แน่นหนาขนาดนี้... คุณอาพรรณราย” น้ำเสียงของรินรดาสั่นพร่า ทว่าแววตาที่จ้องมองไปยังหญิงวัยกลางคนตรงหน้ากลับนิ่งสนิทดุจผิวน้ำที่ไม่มีวันสั่นไหว รินรดากำซองเอกสารสีน้ำตาลไว้แน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาวราวกับมันคือสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวลมหายใจของเธอเอาไว้ในห้องทำงานที่เงียบงันจนได้ยินแม้แต่เสียงเข็มนาฬิกาบนผนัง อคินยืนพิงกรอบประตูในมุมมืด สายตาคมกริบของทนายความหนุ่มจับจ้องไปที่พรรณรายไม่วางตา เขาไม่ได้ขยับตัวเข้ามาแทรกแซง เพียงแค่เฝ้ามองดูว่า ‘หมาก’ ที่เขาวางไว้กำลังจะเดินไปสู่จุดจบอย่างไร พรรณรายที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หนังบุผ้ากำมะหยี่สีเข้มขยับยิ้มอ่อนโยน—รอยยิ้มที่รินรดาเคยเชื่อสนิทใจมาตลอดหลายปีว่าเป็นความเมตตาจากญาติผู้ใหญ่เพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ แต่ในวินาทีนี้ รอยยิ้มนั้นกลับดูบิดเบี้ยวและชวนขนลุกราวกับหน้ากากที่กำลังจะแตกสลาย “ริน... หลานกำลังพูดเรื่องอะไรคะ?” พรรณรายถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก “อาเลี้ยงดูหลานมาเหมือนลูกในไส้ตั้งแต่วันที่หลานถูกทิ้งไว้หน้าสถานรับเลี้ยงเด็ก แล้ววันนี้หลานกลับเอาของที่ไหนก็ไม่รู้มาปรักปรำอา?” “ของที่ไหนงั้นเหรอคะ?” รินรดาแค่นหัวเราะ หยิบรูปถ่ายใบหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะไม้ขัดเงา เป็นภาพของพรรณรายในวัยสาวที่กำลังยืนอยู่กับชายปริศนาหน้าอาคารสถานรับเลี้ยงเด็กในวันที่รินรดาถูกนำไปทิ้ง “คนที่อยู่ในภาพนี้ คือคนเดียวกับคนที่จ่ายเงินก้อนโตให้ผู้อำนวยการสถานรับเลี้ยงเด็กในปีนั้น... และถ้าฉันจำไม่ผิด ลายเซ็นในสัญญาลับฉบับนี้ เป็นลายเซ็นเดียวกับที่คุณอาเพิ่งเซ็นชื่อรับรองมรดกที่ดินของครอบครัวฉันไปเมื่อเดือนก่อน” ห้องทั้งห้องดูเหมือนจะเล็กลงถนัดตา อากาศรอบข้างอัดแน่นไปด้วยความกดดัน อคินขยับตัวก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว แสงไฟสลัวจากโคมไฟบนโต๊ะตกกระทบใบหน้าของพรรณราย เผยให้เห็นแววตาที่เปลี่ยนไปจากความอ่อนโยนกลายเป็นความเย็นชาที่เหี้ยมเกรียมอย่างน่าประหลาด “ฉลาดขึ้นมากเลยนะรินรดา” พรรณรายวางถ้วยชาลงอย่างแผ่วเบา เสียงกระเบื้องกระทบจานรองดัง ‘กริ๊ก’ ดังก้องไปทั่วห้อง “แต่น่าเสียดาย... ที่ความฉลาดของหลานมันมาช้าเกินไป” พรรณรายลุกขึ้นยืนช้าๆ ความสง่างามที่เธอสะสมมาตลอดชีวิตดูเหมือนจะถูกแทนที่ด้วยรังสีแห่งอำนาจที่รินรดาไม่เคยสัมผัสมาก่อน เธอเดินอ้อมโต๊ะทำงานมาหยุดอยู่ตรงหน้ารินรดา ก่อนจะใช้ปลายนิ้วเชยคางหญิงสาวขึ้นมาอย่างถือดี “หลานคิดว่าทำไมฉันถึงยอมรับหลานกลับเข้ามาในตระกูลหลังจากผ่านไปยี่สิบปี? เพราะความรักหรือสงสารงั้นเหรอ? เปล่าเลย... ที่ฉันรับหลานกลับมา ก็เพื่อให้คนพวกนั้นตายใจว่าทายาทที่แท้จริงน่ะตายไปนานแล้ว และฉันต่างหากคือผู้ถือครองทุกอย่างที่เป็นของตระกูลนี้อย่างถูกต้องตามพินัยกรรมที่ไม่มีใครเคยเห็น” รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น พยายามระงับอาการมือสั่น “คุณอาทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรคะ? คุณมีทุกอย่างแล้ว มีชื่อเสียง มีเงินทอง ทำไมต้องทำลายชีวิตเด็กคนหนึ่งที่ไม่มีทางสู้!” “เพราะแกคือ ‘หลักฐาน’ ไงรินรดา” พรรณรายกระซิบข้างหูหญิงสาวด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นจนถึงกระดูก “ตราบใดที่แกยังมีลมหายใจและถือครองกุญแจดอกนั้นไว้ ตราบนั้นอาณัติของตระกูลเราก็จะไม่สมบูรณ์ และวันนี้... ก็ถึงเวลาที่ต้องจัดการให้มันจบสิ้นเสียที” ทันใดนั้น พรรณรายก็ผละตัวออกไปแล้วหยิบปืนพกขนาดเล็กที่ซ่อนไว้ใต้กองเอกสารออกมาเล็งไปที่รินรดาอย่างรวดเร็ว อคินพุ่งตัวเข้ามาหมายจะขัดขวาง แต่พรรณรายกลับกดรีโมทคอนโทรลบนโต๊ะ ประตูห้องทำงานถูกปิดล็อกตายด้วยระบบไฟฟ้าที่รินรดาไม่เคยรู้ว่ามีอยู่จริง “อคิน ถอยไป!” รินรดาตะโกนลั่น “อย่าขยับไปไหนทั้งนั้น!” พรรณรายคำราม แววตาที่เคยสุขุมสั่นไหวด้วยความคลุ้มคลั่ง “วันนี้ต้องมีคนตาย เพื่อให้ความลับของเวลาที่ฉันเฝ้ารักษามันมาตลอดไม่ถูกเปิดเผย!” ในจังหวะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดจนถึงขีดสุด เสียงโทรศัพท์ของรินรดาก็แผดเสียงดังขึ้นในความเงียบ เธอหยิบมันขึ้นมาอย่างสั่นเทา หน้าจอแสดงชื่อผู้โทรเข้าที่ทำให้หัวใจของรินรดากระตุกวูบจนแทบหยุดเต้น มันไม่ใช่ชื่อคนแปลกหน้า แต่มันคือชื่อของ ‘คุณพ่อ’... คนที่เธอคิดว่าเสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่เธอจำความได้! พรรณรายชะงักไปทันที แววตาของนางเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกที่ปิดไม่มิด รินรดามองดูหน้าจอด้วยความว่างเปล่าก่อนจะกดรับสาย มือที่สั่นเทาแนบโทรศัพท์ลงบนหู และเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยในความทรงจำวัยเด็กก็ดังขึ้นจากปลายสาย “รินรดา... ออกมาทางหน้าต่างเดี๋ยวนี้ พ่อรออยู่ตรงนั้นแล้ว และอย่าได้เชื่อคำพูดของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าลูกเด็ดขาด... เพราะตัวจริงของคนที่บงการเรื่องทั้งหมด ไม่ใช่อาของลูก” ยังไม่ทันที่รินรดาจะได้โต้ตอบ ประตูห้องทำงานที่ปิดล็อกอยู่ก็ถูกพังเข้ามาด้วยแรงมหาศาลจากด้านนอก ร่างของชายชุดดำกลุ่มใหญ่กรูเข้ามา แต่ทว่าคนที่เดินนำหน้าเข้ามากลับไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นคนใกล้ตัวที่สุดที่เธอเพิ่งจะฝากความหวังไว้ก่อนหน้านี้ไม่กี่นาที อคินหันไปมองกลุ่มคนเหล่านั้นด้วยสีหน้าเย็นชาที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เขาค่อยๆ ถอดถุงมือหนังออกและวางปืนลงบนโต๊ะข้างๆ พรรณราย ก่อนจะหันมามองรินรดาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเย้ยหยัน “ผมบอกคุณแล้วไงรินรดา ว่าอย่าเชื่อใจใคร... แม้กระทั่งทนายความที่พยายามช่วยคุณ” ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาไปกับตุ๊กตาโบราณนะคะ
สารจากนักเขียน (ตุ๊กตาโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาพันธนาการแห่งกาลเวลา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%