"ถ้าคุณยังก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว ฉันจะโยนสมุดบันทึกเล่มนี้ลงกองไฟเสีย"
น้ำเสียงของหญิงสูงวัยที่ดังขึ้นจากมุมมืดของห้องเช่าแคบๆ สั่นเครือแต่มั่นคงพอที่จะทำให้ฝ่าเท้าของรินรดาชะงักค้างอยู่บนพื้นไม้กระดานที่ผุพัง กลิ่นอับชื้นของฝนตกใหม่และกลิ่นยาฉุนกلعลบอบอวลอยู่ในอากาศราวกับจะขับเน้นความตึงเครียดให้เด่นชัดขึ้น ท่ามกลางแสงสลัวจากหลอดไฟนีออนดวงเก่าที่กะพริบติดๆ ดับๆ เงาร่างของป้าจันทร์—พยานปากเอกที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยนานนับปี—ปรากฏเด่นชัดอยู่หลังโต๊ะไม้ตัวเล็ก มือเหี่ยวย่นข้างหนึ่งกำปากกาหมึกซึมด้ามเก่าไว้แน่น ราวกับมันเป็นเครื่องรางชิ้นเดียวที่หลงเหลืออยู่เพื่อปกป้องชีวิตของแกจากอดีตอันดำมืด
รินรดากวาดสายตามองไปรอบห้อง ร่องรอยการย้ายถิ่นฐานอย่างเร่งรีบ กล่องกระดาษลังที่วางซ้อนกันระเกะระラระ และรอยขูดขีดบนผนัง บ่งบอกชัดเจนว่าหญิงชราผู้นี้ใช้ชีวิตอย่างหวาดผวามาตลอดสามร้อยกว่าวันที่ผ่านมา ความกดดันจากการตามล่าทำให้แว่นตาหนาเตอะของป้าจันทร์ฝ้าขึ้นด้วยหยาดเหงื่อ แต่ดวงตาที่มองลอดกรอบแว่นนั้นยังคงเปี่ยมด้วยความหวาดระแวงและร่องรอยของความจริงที่ถูกฝังกลบ
อคินซึ่งยืนอยู่เบื้องหลังรินรดาขยับตัวเล็กน้อย เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นไม้เรียกให้ป้าจันทร์สะดุ้งสุดตัว ทนายความหนุ่มยกมือขึ้นระดับอก แสดงท่าทีไร้พิษภัยอย่างระมัดระวัง แม้ใบหน้าคมสันจะยังคงความเรียบเฉยตามวิสัย แต่ดวงตาคู่นั้นกลับฉายแววเห็นอกเห็นใจอย่างลึกซึ้ง
"เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อทำร้ายคุณยายค่ะ ป้าจันทร์" รินรดาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงนุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่ซ่อนอยู่ภายใน "ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา คุณยายต้องหลบซ่อนตัวอย่างโดดเดี่ยว ทนรับความหวาดกลัวแทนใครบางคนมามากพอแล้วนะคะ ถึงเวลาที่เราจะยุติเรื่องนี้เสียที"
ป้าจันทร์แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแห้งผากและเสียดแท่นหัวใจ "ยุติงั้นหรือหนูริน... หนูยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจว่าอำนาจของคนที่ฆ่าคนได้โดยไม่ต้องเปื้อนเลือดนั้นมันน่ากลัวแค่ไหน ปานแดงรูปจันทร์เสี้ยวที่หลังมือนั่น... มันไม่ใช่แค่เครื่องหมายของสายเลือด แต่มันคือตราบาปที่ติดตัวพวกเราไปจนตาย"
คำพูดนั้นทำให้หัวใจของรินรดากระตุกวูบ ภาพของชายในเงามืดจากค่ำคืนก่อนลอยวนกลับเข้ามาในความคิด รอยแผลเป็นรูปจันทร์เสี้ยวบนหลังมือของชายแปลกหน้าคนนั้นซ้อนทับกับความจริงที่เธอเพิ่งค้นพบในกระจกเงา ทุกอย่างเชื่อมโยงกันอย่างน่าประหลาด ราวกับโชคชะตาจงใจถักทอเส้นด้ายแห่งความลับนี้ขึ้นมาเพื่อรอวันสะบั้นลง
"คุณยายรู้เรื่องปานนี้ใช่ไหมคะ?" รินรดาก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดอย่างลืมตัว แม้จะมีคำขู่เรื่องกองไฟค้ำคออยู่ "มันหมายความว่าอย่างไร ทำไมฉันถึงมีรอยนั้น... และใครคือคนที่ตามล่าเรา"
อคินเอื้อมมือมาแตะเบาๆ ที่ข้อศอกของรินรดา เป็นสัญญาณเตือนให้อีกฝ่ายควบคุมอารมณ์ รินรดาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความสั่นเทาในอก ดวงตาคู่สวยจับจ้องไปยังสมุดบันทึกปกหนังสีดำที่ป้าจันทร์ถือไว้ สมุดเล่มที่ร่องรอยหลักฐานทั้งหมดถูกบันทึกไว้ สมุดเล่มที่หายไปจากตู้เซฟในคืนวันที่แม่ของเธอเสียชีวิต
ป้าจันทร์มองหน้าหญิงสาวนานนับนาที ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักระหว่างความปลอดภัยของตนเองกับความจริงที่แบกรับมาครึ่งค่อนชีวิต รอยย่นบนใบหน้าเหี่ยวย่นลึกขึ้นตามแรงอารมณ์ ก่อนที่มือที่สั่นเทาจะค่อยๆ วางสมุดเล่มนั้นลงบนโต๊ะ
"ในคืนนั้น... แม่ของหนูไม่ได้ฆ่าตัวตายค่ะ"
คำพูดเพียงประโยคเดียวทิ้งน้ำหนักลงกลางห้องราวกับค้อนเหล็ก รินรดารู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ แม้เธอจะเคยคาดเดาเรื่องนี้มาบ้างในใจ แต่การได้ยินมันออกจากปากของพยานผู้เห็นเหตุการณ์จริง กลับสร้างความเจ็บปวดเสียดแทงราวกับมีใครเอามีดมากรีดซ้ำลงบนแผลเก่า
"คุณป้าพูดว่าอะไรนะคะ..." รินรดาครางแผ่ว เสียงของเธอแทบจะหลุดหายไปในลำคอ
"ฉันเห็นกับตา" ป้าจันทร์กล่าวต่อ น้ำเสียงเริ่มสั่นเครือด้วยความโกรธแค้นและหวาดกลัวที่ปะปนกัน "ผู้ชายคนที่มีปานรูปจันทร์เสี้ยวแบบเดียวกับที่หนูสงสัยนั่นแหละคือคนผลักแม่ของหนูลงมาจากระเบียงชั้นสาม แล้วพวกมันก็จัดฉากทุกอย่างให้กลายเป็นการฆ่าตัวตาย เพื่อปิดปากเรื่องกองทุนลับที่แม่ของหนูพยายามจะเปิดโปง และสมุดเล่มนี้..." หญิงชราใช้ปลายนิ้วแตะเบาๆ บนปกสมุด "คือบัญชีรายชื่อของคนที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด รวมถึงพ่อเลี้ยงของหนูด้วย"
ความจริงที่ถูกเปิดเผยทำให้บรรยากาศภายในห้องเย็นเยียบลงทันตาเห็น อคินขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความโกรธแค้นที่เขาเก็บงำมานานปีปะทุขึ้นในแว่นตาคมกริบ นั่นหมายความว่าคดีความที่เขาพยายามรื้อฟื้นมาตลอดไม่ใช่แค่เรื่องอุบัติเหตุ แต่เป็นการฆาตกรรมอำพรางโดยผู้มีอิทธิพลระดับประเทศ
"แล้วทำไมคุณป้าถึงเพิ่งมาพูดตอนนี้ล่ะคะ?" รินรดาถามเสียงสั่น น้ำตาเอ่อคลอเบ้าแต่เธอพยายามกลั้นมันไว้ ไม่ยอมให้มันไหลรินลงมาแสดงความอ่อนแอในวินาทีที่สำคัญที่สุดนี้ "ปล่อยให้ฉันเคว้งคว้างอยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กอย่างไร้ตัวตน ปล่อยให้ฉันสงสัยในสายเลือดของตัวเองมาตลอดชีวิต..."
"เพราะฉันไม่มีทางเลือก!" ป้าจันทร์ขึ้นเสียงตอบอย่างเหลืออด หยาดน้ำตาไหลอาบแก้มเหี่ยวย่น "ถ้าฉันพูดออกไปตอนนั้น ฉันคงไม่เหลือแม้แต่กระดูกจะฝัง! พวกมันส่งคนตามล่าฉันทุกฝีก้าว จนกระทั่งฉันได้เห็นข่าวของหนูกับคุณอคิน... ฉันถึงรู้ว่าฉันหนีความจริงเรื่องนี้พ้นหรอก"
หญิงชราดันสมุดบันทึกเล่มนั้นมาข้างหน้า รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอยื่นมือออกไปหมายจะหยิบมันขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ความจริงทั้งหมดที่รอคอยมาเนิ่นนาน
ทว่า ก่อนที่ปลายนิ้วเรียจะทันได้สัมผัสกับปกหนังสีดำ เสียงกระจกหน้าต่างแตกกระจายดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับวัตถุบางอย่างที่พุ่งทะลุเข้ามาปักลงบนโต๊ะไม้เสียงดังปั๊ก!
เศษแก้วกระจายเกลื่อนพื้น รินรดากรีดร้องออกมาเบาๆ ด้วยความตกใจ อคินดึงตัวเธอกอดแนบอกและพุ่งหลบไปข้างเสาปูนอย่างรวดเร็วด้วยสัญชาตญาณดิบของอดีตทหารหนุ่ม
บนโต๊ะไม้ ใกล้กับสมุดบันทึกเล่มสำคัญ มีลูกดอกอาบยาพิษสีเงินวาววับปักคาอยู่ พร้อมกับกระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่ถูกเสียบไว้ด้วยเข็มหมุดสีดำสนิท
อคินหรี่ตาลงมองลอดผ่านความมืดออกไปนอกหน้าต่างที่แตกย้อนไปยังตึกฝั่งตรงข้าม ขณะที่รินรดากลั้นหายใจ ก้มลงมองข้อความสั้นๆ ที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ บนกระดาษแผ่นนั้น
ดวงตาของหญิงสาวเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เมื่ออ่านข้อความที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า—ข้อความที่บอกว่าพวกเขากำลังตกเป็นเหยื่อในเกมที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว และเงาสีดำที่พวกเขากำลังตามหานั้น... กำลังยืนอยู่ด้านหลังประตูห้องนี้เอง!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในปริศนานี้ด้วยกันนะคะ — ตุ๊กตาโบราณ
เงาพันธนาการแห่งกาลเวลา•ตอนที่ 25
หลักฐานที่หายไป
ผลงานโดย ตุ๊กตาโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ตุ๊กตาโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาพันธนาการแห่งกาลเวลา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!